แสงแดดสีแสดทอดตัวลงบนผืนทรายที่ทับถมกันเป็นชั้นหนาในเขตหุบเขาที่ไร้ชื่อ ลมพัดพาเอาฝุ่นผงละเอียดเข้าปะทะกับใบหน้าคมสันของ 'ศิลา' ชายหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านสันจมูก ดวงตาของเขาสะท้อนภาพซากปรักหักพังของอาคารหินที่ดูผิดแปลกไปจากประวัติศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมา กลิ่นของสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะลอยมากับลม ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ในห้วงเวลาที่แยกตัวออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เขาขยับกระเป๋าอุปกรณ์หนักอึ้งบนแผ่นหลัง ก่อนจะก้าวเท้าผ่านช่องว่างระหว่างเสาหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วบริเวณราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยแก่สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ภายในซากปรักหักพังเหล่านี้ไม่มีเสียงนกหรือแมลงใดๆ ร้องทัก มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างหินที่แตกหักจนฟังดูคล้ายเสียงครวญครางของวิญญาณที่ถูกลืมเลือน
ศิลาหยิบเข็มทิศทองเหลืองเก่าคร่ำคร่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เข็มภายในหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่งไม่ยอมหยุดนิ่ง บ่งบอกถึงสนามแม่เหล็กที่ผิดปกติอย่างรุนแรงในพื้นที่แห่งนี้ เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาที่เต็มไปด้วยรอยจดบันทึกด้วยลายมือยุ่งเหยิงขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนเริ่มชัดเจนขึ้นในหัว เหมือนกับภาพเงาที่เต้นระบำอยู่บนผนังถ้ำที่มืดมิด
เขาไม่ใช่แค่นักโบราณคดีธรรมดา แต่เขาคือผู้ที่แบกรับความลับของตระกูลที่สาบสูญไปพร้อมกับเมืองโบราณแห่งนี้ รอยสักรูปเฟืองเหล็กที่ข้อมือซ้ายเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อเขาย่างกรายเข้าใกล้ใจกลางของมหาวิหารที่ปรักหักพัง มันเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงเขากับกลไกบางอย่างที่ถูกฝังไว้ใต้ชั้นหินหนาเตอะนับร้อยเมตร ซึ่งรอคอยการกลับมาของผู้ที่จะไขรหัสลับแห่งกาลเวลาอีกครั้ง
ความเงียบงันที่กดดันทำให้ศิลาต้องระวังตัวมากขึ้น เขาหยิบมีดพกที่ทำจากโลหะผสมพิเศษขึ้นมาถือไว้ในมือแน่น มืออีกข้างหยิบไฟฉายแรงสูงส่องไปที่ผนังหินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำสนิท ลวดลายแกะสลักบนผนังเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปภาพของดวงดาวที่เรียงตัวกันในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏในท้องฟ้าปัจจุบัน เขาขบกรามแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ จากใต้ฝ่าเท้า ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้กำลังตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี
ท่ามกลางความมืดมิด 'เอลิน่า' หญิงสาวผู้มีนัยน์ตาเย็นชาประดุจน้ำแข็งปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด เธออยู่ในชุดสูทสีเข้มที่ดูทันสมัยตัดกับบรรยากาศโบราณสถานอย่างสิ้นเชิง เธอคือตัวแทนจากองค์กรลับที่ติดตามศิลามาตลอดหลายปี ความขัดแย้งระหว่างเขากับเธอนั้นหยั่งรากลึกตั้งแต่วันที่ครอบครัวของเขาถูกกวาดล้างเพื่อแลกกับแผนที่แผ่นนี้ เธอต้องการพลังที่ซ่อนอยู่เพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่ศิลากลับต้องการทำลายมันเพื่อไม่ให้ใครต้องเจ็บปวดเหมือนคนในครอบครัวของเขาอีก
“คุณมาสายไปก้าวหนึ่งเสมอ ศิลา” เอลิน่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่กระบอกปืนพกเก็บเสียงในมือชี้ตรงมาที่เขาโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เธอก้าวออกมาจากเงามืดอย่างมั่นคง รองเท้าส้นสูงของเธอไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนจากเศษหินที่แตกหัก ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอทำให้บรรยากาศรอบข้างดูหนักอึ้งและตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
ศิลาหยุดนิ่ง เขาไม่ได้หันไปมองเธอทันที แต่ยังคงจดจ้องอยู่กับรอยสลักบนผนังที่กำลังเรืองแสงสีฟ้าจางๆ “ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ของเล่นที่จะเอามาปรับแต่งตามใจชอบ เอลิน่า เธอควรจะรู้ดีว่าสิ่งที่หลับใหลอยู่ใต้ดินนี้มันจะฉีกกระชากโลกจนไม่เหลือชิ้นดีถ้ามันถูกปลุกขึ้นมาด้วยความโลภของพวกเธอ” เขากล่าวตอบโดยไม่หันกลับไป มองเห็นเพียงเงาสะท้อนของเธอในกระจกที่ติดอยู่บนซากหิน
เอลิน่าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน “ความโลภงั้นหรือ? มนุษย์เราถูกขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยานมาโดยตลอด นายก็แค่คนขี้ขลาดที่กลัวว่าตัวเองจะควบคุมพลังนี้ไม่ได้ต่างหาก ส่งบันทึกเล่มนั้นมาให้ฉัน แล้วฉันสัญญาว่าจะให้โอกาสนายรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ในฐานะผู้ร่วมงาน ไม่ใช่ในฐานะซากศพที่ถูกทิ้งไว้กับประวัติศาสตร์”
ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือซ้ายที่ถือบันทึกเริ่มสั่นเล็กน้อยแต่นั่นไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเขาเริ่มเข้าใจกลไกของการทำงานของรอยแยกมิติเบื้องหน้าแล้ว เขาต้องการถ่วงเวลาให้พลังงานสะสมถึงจุดสูงสุด “โอกาสรอดชีวิตเหรอ? สำหรับฉัน ความตายยังดีกว่าการเห็นพวกเธอทำลายทุกอย่างที่คนรุ่นก่อนปกป้องมาด้วยชีวิต” เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธออย่างช้าๆ
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของทั้งคู่ก็แยกตัวออกอย่างรุนแรง เศษหินและทรายร่วงหล่นลงไปในเหวลึกที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เสียงกลไกเฟืองเหล็กขยับตัวเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ศิลาอาศัยจังหวะชุลมุนกระโดดหลบเข้าข้างหลังแท่นหินขนาดใหญ่ ขณะที่เอลิน่าเสียหลักจนต้องยิงปืนขึ้นไปบนเพดานถ้ำเพื่อหาที่ยึดเกาะ
เหตุการณ์แรกคือการที่กำแพงหินฝั่งตะวันออกถล่มลงมา ปิดกั้นทางออกเดียวที่พวกเขาใช้เข้ามา ศิลาตัดสินใจเสี่ยงวิ่งฝ่ากลุ่มหินที่กำลังร่วงหล่นเพื่อเข้าถึงกลไกควบคุมหลักที่อยู่ตรงกลางห้องโถง “หยุดนะศิลา!” เอลิน่าตะโกนไล่หลังมาพร้อมกับลั่นไกปืนใส่เขา แต่กระสุนกลับแฉลบไปโดนเสาหินจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกจากการถล่มทำให้โครงสร้างอาคารเริ่มบิดเบี้ยวจนดูเหมือนจะพังทลายลงมาทับทุกอย่าง
เหตุการณ์ที่สองคือการที่รอยแยกบนพื้นเริ่มขยายตัวเป็นรูปวงกลมล้อมรอบตัวศิลา พลังงานสีฟ้าที่หนาแน่นจนเกือบกลายเป็นของเหลวพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ราวกับภูเขาไฟที่ระเบิดออกด้วยพลังงานบริสุทธิ์ ศิลาตะเกียกตะกายขึ้นไปบนแท่นหินที่เขากำหนดไว้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของพลัง เขาใช้บันทึกเล่มนั้นวางลงบนช่องว่างที่พอดีกัน ความร้อนจากพลังงานเริ่มเผาไหม้เสื้อผ้าและผิวหนังของเขา แต่เขาไม่ยอมปล่อยมือ
เหตุการณ์ที่สามคือการที่เงามืดมิดจากอดีตค่อยๆ ก่อตัวขึ้นรอบๆ เอลิน่า เงามืดนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากวิญญาณของผู้ที่เคยเฝ้าสมบัตินี้ พวกมันโผล่พ้นออกมาจากรอยแยกด้วยรูปร่างที่บิดเบี้ยวและไร้ใบหน้า เอลิน่าตกใจจนลืมเรื่องการไล่ล่าศิลาไปชั่วขณะ เธอเริ่มยิงใส่เงามืดเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง แต่กระสุนของเธอทำได้เพียงแค่ทะลุผ่านร่างอันว่างเปล่าของพวกมันไปเท่านั้น
“พวกมันไม่ใช่ศัตรูของฉันคนเดียว แต่มันคือผู้ปกป้อง!” ศิตะโกนก้องผ่านเสียงคำรามของดินที่แตกหัก เขาพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อปิดรอยแยกนี้ให้ทันเวลา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป มือของเขาจมลงไปในแสงสีฟ้าจนดูเหมือนว่าเนื้อหนังกำลังจะกลายเป็นแสงสว่างไปพร้อมกับกลไกโบราณเหล่านั้น ความเจ็บปวดแล่นผ่านร่างเขาราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตนับพันโวลต์
เอลิน่าถูกเงามืดจู่โจมจนล้มลงกับพื้น เธอพยายามคลานหนีแต่ก็ถูกมืออันเย็นเยียบของวิญญาณดึงรั้งไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมองศิลาด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด “ช่วยฉันด้วย… ศิลา… ฉันไม่อยากตายในที่แบบนี้!” คำพูดของเธอสั่นเครือ แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้เต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจที่สายเกินไปสำหรับความต้องการที่ไร้เหตุผลของเธอ
ศิลาจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เขารู้ดีว่าหากเขาช่วยเธอ ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม แต่ความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในใจทำให้เขาตัดสินใจเอื้อมมือออกไป “จับมือฉันไว้!” เขาตะโกนแข่งกับเสียงระเบิดของหินที่กำลังพังทลายลงมาเป็นท่อนๆ เอลิน่าตะเกียกตะกายคว้ามือเขาไว้แน่น ในวินาทีนั้นพลังงานมหาศาลก็ระเบิดออกจนกลืนกินทั้งคู่เข้าสู่ใจกลางของแสงสว่างที่ไร้ขอบเขต
ที่จุด Climax ของเหตุการณ์ พลังงานทั้งหมดไหลทะลักผ่านตัวศิลาและเอลิน่า ความทรงจำนับพันปีของเมืองโบราณแห่งนี้หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาเหมือนน้ำป่าที่ไหลบ่า เขาเห็นภาพของตระกูลเขาที่ยอมสละชีวิตเพื่อผนึกรอยแยกนี้ไม่ให้ขยายออกไปทำลายโลกภายนอก ทุกอย่างที่เขาเคยเข้าใจเกี่ยวกับโชคชะตาเปลี่ยนไปในพริบตาเดียว เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อปกป้องสมบัติ แต่เกิดมาเพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อสุดท้ายของมัน
ร่างกายของเขาเริ่มเรืองแสงสว่างจ้าจนมองไม่เห็นร่างที่แท้จริง เอลิน่าที่อยู่ข้างๆ เขาก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ รอยแค้นและความโกรธเคืองที่เธอเคยมีหายไป แทนที่ด้วยความเข้าใจอันกระจ่างแจ้งถึงความโหดร้ายของกาลเวลา เธอร้องไห้ออกมาขณะที่เห็นภาพอดีตที่บิดเบี้ยวของตัวเธอเอง พลังงานนั้นไม่ได้ฆ่าพวกเขา แต่มันกำลังปรับแต่งตัวตนของพวกเขาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิหารแห่งนี้ตลอดกาล
เมื่อแสงสว่างค่อยๆ จางลง ฝุ่นควันจากการถล่มก็เริ่มตกลงสู่พื้นอย่างเชื่องช้า ความเงียบสงบกลับมาเยือนหุบเขาไร้ชื่ออีกครั้ง แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง รอยแยกบนพื้นดินปิดสนิทลง เหลือเพียงรอยร้าวเป็นเส้นตรงที่ดูคล้ายรอยแผลเป็นบนเปลือกโลกที่ถูกเย็บปิดไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีร่องรอยของอาคารหินขนาดมหึมา หรือร่องรอยของการต่อสู้ที่รุนแรงก่อนหน้านี้อีกต่อไป
ศิลานั่งอยู่บนพื้นทรายที่เริ่มเย็นตัวลง เขาพบว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ไร้บาดแผล แต่ความทรงจำบางส่วนหายไปราวกับถูกลบออกด้วยยางลบ เขามองไปที่มือของตัวเองที่ไม่มีรอยสักเฟืองเหล็กอีกต่อไป ทุกอย่างดูเหมือนฝันไป แต่ความรู้สึกหนักอึ้งในอกยังคงเตือนให้รู้ว่าเขาได้ทำภารกิจที่ไม่มีใครเคยได้รับรู้ให้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ไม่พบวี่แววของเอลิน่าหรือองค์กรที่เคยตามล่าเขา
เขาพบเพียงบันทึกเล่มหนาที่วางอยู่บนพื้นหินที่เรียบเนียนผิดปกติ หน้ากระดาษข้างในว่างเปล่าทุกหน้า ศิลาถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วเดินมุ่งหน้าออกจากหุบเขา แสงแดดสีทองเริ่มลับขอบฟ้าทิ้งให้หุบเขาแห่งนี้ตกอยู่ในความมืดสนิท เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในใจที่ไม่อาจย้อนกลับคืนสู่จุดเดิมได้อีกต่อไป แม้จะลืมเรื่องราวไปบ้าง แต่เขาก็รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้อีกต่อไป
รอยร้าวบนพื้นดินที่ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะยังคงอยู่ไปอีกนานแสนนาน รอคอยวันที่ใครบางคนจะมาค้นพบมันอีกครั้ง ศิลาเดินหายไปในม่านหมอกของยามค่ำคืน ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ว่า สิ่งที่เขาทำลงไปนั้นเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ หรือเป็นการทำลายโอกาสเดียวที่จะไขความลับของกาลเวลาทิ้งไปกันแน่ ลมพัดแรงขึ้นอีกครั้งราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่คิดจะท้าทายกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ
ในความเงียบงัดของราตรีที่ไร้แสงดาว มีเพียงเสียงฝีเท้าของศิลาที่ค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางทุ่งทรายกว้างใหญ่ ทิ้งความลึกลับที่ไม่มีวันได้รับคำตอบไว้เบื้องหลังเงาของเทือกเขาที่มืดมิด เขาไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย แม้จะสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่มองมาจากเงามืดไกลออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเอลิน่า หรืออาจจะเป็นเพียงวิญญาณของผู้ที่ถูกจองจำในประวัติศาสตร์ที่เขาเพิ่งปิดผนึกไป ความลับยังคงเป็นความลับ และรอยแยกแห่งกาลเวลาก็คงจะรอคอยวันที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งในสักวันหนึ่งข้างหน้า
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น