สายลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกของหินผาส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกลืมเลือน เอเลียสยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้โอ๊คเก่าคร่ำคร่า มือที่หยาบกร้านจากการจับไขควงและฟันเฟืองนาฬิกามานับสิบปีสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินที่ดูเหมือนจะเตือนถึงบางสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอาณาจักรที่กาลเวลาไม่เคยเดินไปข้างหน้าแห่งนี้
แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวสะท้อนเงาของเขาทาบลงบนผนังหินที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าจากอดีต เอเลียสเป็นเพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูงชันนี้ เขามีหน้าที่ดูแลกลไกของเมืองที่หยุดชะงักไปตั้งแต่วันที่ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาหม่น หน้าที่ของเขาคือการรักษาสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ให้พังทลายลงไปพร้อมกับความทรงจำที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากใจของผู้คน
กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกลิ่นดินชื้นจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ในห้องทำงานของเขามีชิ้นส่วนของนาฬิกาโบราณวางระเกะระกะดุจซากศพของเวลาที่ถูกทิ้งไว้ เอเลียสถอนหายใจยาวพลางมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กที่มองเห็นเพียงม่านหมอกหนาทึบที่ปิดกั้นโลกภายนอกเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาฬิกาเรือนสุดท้ายที่เขาซ่อมนั้นจะส่งผลต่อชะตากรรมของเขาอย่างไร
ทุกย่างก้าวของเอเลียสบนพื้นไม้ที่ผุพังส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงกระดูกลั่นในความเงียบสงัด เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูฟันเฟืองเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นชิ้นส่วนที่เขาเชื่อว่าสำคัญที่สุด แต่เขากลับจำไม่ได้ว่ามันควรจะไปวางอยู่ตรงไหนของกลไกชิ้นใหญ่ ความว่างเปล่าในหัวของเขาเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่และไร้จุดหมายปลายทาง
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงเคาะประตูไม้ที่หนักแน่นและเป็นจังหวะดังขึ้นจากด้านนอก ทำลายความสันโดษที่เขารักษาไว้อย่างเหนียวแน่นมาตลอดหลายปี เอเลียสขมวดคิ้วแน่น มือคว้าตะเกียงขึ้นถือด้วยความระมัดระวัง หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลไกที่ถูกไขลานจนตึงเกินไป เขารู้ดีว่าบนยอดเขานี้ไม่มีใครอาศัยอยู่นอกจากตัวเขาเอง
เมื่อบานประตูเปิดออก ลมหนาวก็พัดกรูเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดคลุมสีเข้มที่ดูเหมือนจะถูกถักทอจากเงาของรัตติกาล เธอมีใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับหิมะแต่ดวงตาของเธอกลับมีความมุ่งมั่นที่แผดเผาราวกับเปลวไฟที่หลบซ่อนอยู่ในความมืด ในมือของเธอมีเข็มทิศทองเหลืองที่เข็มของมันหมุนวนอย่างไร้ทิศทางและส่งเสียงคลิกเบาๆ ราวกับพยายามสื่อสารกับใครบางคน
เอเลียสถอยหลังกรูไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเห็นมนุษย์คนใดนอกจากตัวเองมานานนับปี ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่แขกที่ไม่ได้รับเชิญ แต่เธอเป็นเหมือนตัวแทนของโลกภายนอกที่เขาพยายามลบเลือนออกไปจากความคิด "คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง" เอเลียสเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่าพยายามควบคุมความสั่นเครือในน้ำเสียงของตนเอง
หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจคำถามของเขา เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเศษซากของเวลา "ฉันมาเพื่อตามหาสิ่งที่หายไป สิ่งที่ถูกขโมยไปจากหัวใจของอาณาจักรนี้" เธอกล่าวพลางวางเข็มทิศลงบนโต๊ะไม้ เสียงของเธอราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นราวกับคำประกาศิตที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เอเลียสมองเข็มทิศนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดระแวง
เขามองเธอด้วยความรู้สึกสับสน นิสัยของเอเลียสคือการอยู่กับฟันเฟืองที่พูดไม่ได้ เขาไม่คุ้นชินกับการต่อรองหรือการเผชิญหน้ากับความต้องการของผู้อื่น "ฉันไม่ได้ขโมยอะไรไป ฉันแค่ทำตามหน้าที่ของคนซ่อมนาฬิกา" เขากล่าวพลางพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากเข็มทิศนั้น ความขัดแย้งในใจเขาเริ่มก่อตัวขึ้น เขารู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้คือคำตอบของคำถามที่เขาไม่กล้าถามตัวเองมาตลอด
หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่สาบสูญไปนานแล้วลอยแตะจมูกของเอเลียส มันเป็นกลิ่นที่เตือนให้เขานึกถึงบางอย่างที่ไกลออกไปในความทรงจำที่มืดมิด "นาฬิกาไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อบอกเวลา แต่มันถูกสร้างมาเพื่อเก็บรักษาความจริงที่คุณพยายามทิ้งมันไป" เธอกระซิบ มือที่เรียวยาวของเธอเอื้อมไปแตะกลไกที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
เอเลียสคว้าข้อมือของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แรงปะทะของผิวสัมผัสทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายของเขาทั้งสองคน ความทรงจำที่กระจัดกระจายเริ่มรวมตัวกันเป็นภาพหลอนในหัวของเขา ภาพของท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามสดใสก่อนที่จะกลายเป็นสีเทาและภาพของเมืองที่เคยมีชีวิตชีวาก่อนที่จะถูกแช่แข็งในเวลาที่หยุดนิ่ง
เธอมองหน้าเขาด้วยแววตาที่เจ็บปวด "คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือเอเลียส ว่าทำไมคุณถึงยอมขังตัวเองไว้บนยอดเขานี้" คำถามของเธอแทงทะลุหัวใจของเขาเหมือนเข็มนาฬิกาที่ทิ่มแทง เอเลียสปล่อยมือเธอช้าๆ เขารู้สึกถึงความพ่ายแพ้ต่อความจริงที่เขาพยายามปกปิดมาตลอด เขาไม่ใช่แค่คนซ่อมนาฬิกา แต่เขาคือผู้คุมกลไกที่ทำให้เวลาของโลกนี้ต้องหยุดลง
ทันใดนั้น ผืนดินก็สั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เสียงครางจากใต้พื้นหินดังสนั่นจนห้องทำงานเริ่มร้าว เศษปูนและฝุ่นละอองร่วงกราวลงมาจากเพดาน นาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่มุมห้องเริ่มตีระฆังดังสนั่นโดยไม่มีใครไปแตะต้อง เสียงระฆังนั้นดังก้องไปทั่วหุบเขาปลุกเร้าให้ความมืดที่ปกคลุมอยู่เริ่มสั่นคลอนและแตกกระจายออก
เอเลียสตะโกนแข่งกับเสียงระฆัง "คุณต้องออกไปจากที่นี่ อาณาจักรนี้กำลังจะล่มสลายเพราะการมาของคุณ" เขาพยายามจะผลักดันหญิงสาวออกไปจากห้อง แต่นางกลับยืนหยัดแน่นิ่งราวกับต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก เธอคว้าเข็มทิศขึ้นมาแล้วชี้ไปที่ใจกลางของหอนาฬิกาซึ่งเป็นหัวใจหลักของกลไกทั้งหมดที่เอเลียสดูแลอยู่
แสงสีทองสว่างวาบออกมาจากเข็มทิศพุ่งตรงเข้าสู่แกนกลางของห้องทำงาน เอเลียสเห็นฟันเฟืองที่พังเสียหายเริ่มหมุนกลับเข้าที่ด้วยแรงขับเคลื่อนที่มองไม่เห็น เขารีบกระโจนเข้าไปที่เครื่องจักรเพื่อพยายามยับยั้งไม่ให้กลไกมันทำงาน แต่ทว่าเขากลับพบว่าร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงลงทีละน้อยราวกับว่าเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนาฬิกาที่กำลังถูกไขลานใหม่
เหตุการณ์ต่อมาคือความวุ่นวายที่ไม่อาจบรรยายได้ เสียงฟันเฟืองขบกันดังสนั่นจนหูอื้อ หญิงสาวคนนั้นยังคงท่องบทสวดบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนแปลงไป ลมพายุที่พัดกรรโชกอยู่ข้างนอกเริ่มสงบลงอย่างประหลาด ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาหม่นค่อยๆ เผยให้เห็นแสงดาวที่ถูกกักขังไว้มานานแสนนาน เอเลียสเห็นน้ำตาไหลพรากออกจากดวงตาของเขาทั้งที่เขายังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำ
เขาพยายามคว้าชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ แต่มือของเขากลับทะลุผ่านมันไปราวกับอากาศธาตุ เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าเขาไม่มีตัวตนมาตั้งแต่ต้น เขาเป็นเพียงความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในกลไกนาฬิกาที่กำลังถูกแก้ไข หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ศัตรู แต่เธอคือผู้ที่มาปลดปล่อยเขาจากพันธนาการของความผิดพลาดในอดีตที่เขาเคยทำไว้กับเมืองนี้
ความรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เอเลียสหยุดดิ้นรนและยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาเห็นภาพหญิงสาวคนนั้นยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความเห็นใจ ก่อนที่แสงสว่างจากใจกลางของเครื่องจักรจะระเบิดออกกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขาจนกลายเป็นสีขาวโพลน
ในจุดที่พีคที่สุดของเหตุการณ์ เอเลียสรู้สึกเหมือนตนเองถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วประกอบขึ้นใหม่ เขามองเห็นภาพชีวิตของเขาในฐานะคนซ่อมนาฬิกาผู้โง่เขลาที่เลือกจะหยุดเวลาเพื่อหนีความสูญเสีย แต่การกระทำนั้นกลับทำลายทุกอย่างที่เขารักไปจนหมดสิ้น เสียงระฆังนัดสุดท้ายดังกังวานกึกก้องไปทั่วจักรวาลดุจการประกาศชัยชนะเหนือความเงียบงันที่ยาวนานนับพันปี
ความมืดมิดที่เคยกดทับยอดเขาพังทลายลงพร้อมกับหอคอยที่เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง เอเลียสหลับตาลงรับความรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนผ่านตัวเขาไปสู่ฟันเฟืองทุกตัวในเมืองนี้ เวลาเริ่มเดินอีกครั้งอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง เสียงของชีวิตเริ่มกลับมาแทนที่ความเงียบอันวังเวง หัวใจของเมืองที่เคยเป็นสีสนิมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามที่ดูสะอาดตา
เมื่อทุกอย่างสงบลง หญิงสาวยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหอคอยที่บัดนี้กลับกลายเป็นที่โล่งแจ้ง เธอเก็บเข็มทิศใส่กระเป๋าเสื้อพลางมองไปรอบๆ อาณาจักรที่ตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน เอเลียสหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเข็มนาฬิกาเรือนเก่าที่หยุดเดินถาวรบนโต๊ะไม้ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษไม้ผุพังที่ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป
เข็มทิศของเธอหยุดหมุนและชี้ไปทางทิศตะวันออกอย่างแม่นยำ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับกลิ่นอายของเช้าวันใหม่ที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน เธอเดินจากไปทิ้งไว้เพียงร่องรอยของคำถามที่เอเลียสไม่มีวันได้ยิน และคำตอบที่เมืองนี้จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่เริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
บนหน้าผาสูงชันที่บัดนี้ไร้ซึ่งความหนาวเหน็บ เหลือเพียงแสงตะวันอ่อนๆ ที่สาดส่องลงมากระทบกับเศษโลหะชิ้นเล็กๆ ที่วางทิ้งไว้ มันเป็นฟันเฟืองชิ้นเดียวที่ไม่ได้หมุนไปตามกลไกของเวลาใหม่ แต่มันกลับเปล่งประกายวับวาวราวกับหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาในยามที่ความทรงจำสุดท้ายได้เลือนหายไปจากยอดเขาสายหมอกนี้อย่างถาวร
สายลมพัดผ่านจุดที่เอเลียสเคยยืนอยู่ ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่แสนสงบและภาพของหุบเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาลที่วนเวียนกลับมาเริ่มต้นใหม่ เรื่องราวของคนซ่อมนาฬิกาจะกลายเป็นเพียงนิทานพื้นบ้านที่ถูกเล่าขานผ่านกระแสลม โดยไม่มีใครรู้เลยว่าความจริงนั้นเจ็บปวดหรือสวยงามเพียงใดสำหรับผู้ที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อคืนเวลาให้กับโลกที่เคยสูญหายไป
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น