เปลวไฟสีฟ้าครามแลบเลียไปตามกิ่งก้านของต้นไม้โบราณในหุบเขาอเวจี กลิ่นโอโซนและไอระเหยของสารเคมีรุนแรงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศจนแสบจมูก 'ธันวา' กระชับหน้ากากป้องกันแก๊สพิษแน่นขึ้นพลางก้มตัวหลบสะเก็ดไฟที่กระเด็นผ่านหน้าเขาไปเพียงไม่กี่นิ้ว มือของเขาถือหลอดแก้วบรรจุสปอร์เรืองแสงสีม่วงไว้มั่น มันคือสิ่งเดียวที่เขาอุตสาหะตามหามาตลอดสามปีท่ามกลางป่าที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนจะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้ต้นไม้ใหญ่รอบข้างโอนเอน ธันวารีบก้าวเท้าวิ่งไปตามทางลาดชันของหุบเขาที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านสีขาวละเอียดราวกับหิมะ เขาต้องไปให้ถึงจุดสกัดที่นัดหมายไว้กับเครื่องบินเล็กก่อนที่พายุเพลิงจะขยายตัวครอบคลุมอาณาเขตทั้งหมดของหุบเขาแห่งนี้ ความร้อนที่แผ่ออกมาจากเปลวไฟประหลาดนั้นทำให้ชุดป้องกันของเขาเริ่มส่งเสียงเตือนถึงระดับอุณหภูมิวิกฤต
เขามองย้อนกลับไปเห็นพรรณไม้ที่เขาเคยศึกษาบัดนี้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านที่สวยงามอย่างน่าขนลุก นี่ไม่ใช่ไฟป่าธรรมดา แต่มันคือการตอบสนองของระบบนิเวศต่อสารเร่งปฏิกิริยาที่ใครบางคนแอบมาทิ้งไว้ในหุบเขา ธันวาขบกรามแน่นด้วยความโกรธแค้น เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นพยานการล่มสลาย แต่เขามาเพื่อกู้คืนสิ่งที่ธรรมชาติพยายามจะซ่อนไว้จากการทำลายล้างของมนุษย์
เสียงคำรามของอากาศที่ถูกเผาไหม้ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหย ธันวาเร่งฝีเท้าขึ้นอีกจนหัวใจแทบจะระเบิดออกมาจากอก เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมอยู่ภายใต้ชุดคลุมป้องกัน เขาตระหนักได้ว่าหากเขาพลาดเพียงก้าวเดียว ไม่เพียงแต่ชีวิตของเขาที่จะจบสิ้นลง แต่ความลับของสารพันธุกรรมที่อยู่ในหลอดแก้วก็จะสูญหายไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความประมาทเลินเล่อของผู้คน
ทัศนวิสัยข้างหน้าเริ่มมืดมัวลงเนื่องจากกลุ่มควันหนาทึบที่ลอยต่ำ ธันวาควักอุปกรณ์นำทางออกมาดู แสงสีแดงกะพริบถี่ๆ บ่งบอกว่าเขากำลังออกนอกเส้นทางที่ปลอดภัย เขาตัดสินใจเลี้ยวหลบเข้าสู่ช่องแคบระหว่างหินผาที่ดูเหมือนจะเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ แม้ว่าข้างในนั้นจะดูมืดมิดและเต็มไปด้วยเศษซากพืชพรรณที่แห้งกรอบจากการขาดน้ำมานานนับปีก็ตาม
เมื่อผ่านช่องแคบเข้ามาเขาก็พบกับความเงียบงันที่ผิดปกติ ในจุดที่เปลวไฟสีฟ้ายังเข้าไม่ถึง มีดอกไม้สีเงินบานสะพรั่งท่ามกลางความมืดมิด ธันวาสังเกตเห็นว่าละอองเกสรของมันลอยตัวอยู่ในอากาศอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกควบคุมด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า เขาหยิบกล้องบันทึกภาพขนาดจิ๋วขึ้นมาเก็บข้อมูลอย่างรวดเร็ว นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าธรรมชาติกำลังปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ชายหนุ่มหยุดหายใจครู่หนึ่งเมื่อเห็นร่องรอยของรอยเท้าที่ไม่ใช่ของมนุษย์ปรากฏอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง รอยเท้านั้นลึกและมีลักษณะเป็นกรงเล็บคมกริบ ความกังวลเริ่มเกาะกินใจของเขา เพราะเขาไม่เคยบันทึกไว้ในตำราว่ามีสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่ในเขตหุบเขาปิดตายแห่งนี้ เขาพยายามรวบรวมสติและเดินต่อไปอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้เกิดเสียงแม้เพียงนิดเดียว
จากระยะไกลเขามองเห็นชายในชุดคลุมสีดำกำลังยืนหันหลังให้เขาอยู่ใกล้กับต้นกำเนิดของเปลวไฟสีฟ้า บุคคลนั้นกำลังถืออุปกรณ์บางอย่างที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าสีม่วงออกมาเป็นระยะๆ ธันวาหลบหลังโขดหินด้วยความระมัดระวัง เขาจำชายคนนั้นได้แม่นยำว่าเป็นนักวิจัยนอกรีตที่เคยเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหายตัวไปหลังจากถูกกล่าวหาว่าทำการทดลองที่ผิดจริยธรรม
เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเพื่อฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพึมพำกับตัวเอง 'เกือบสมบูรณ์แล้ว พลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุดจะถูกปลดปล่อยออกมาในวินาทีที่ป่านี้ดับสูญ' เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ธันวาตระหนักได้ทันทีว่าการลุกไหม้ของหุบเขาไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มันคือการสังเวยเพื่อสร้างพลังงานบางอย่างที่มหาศาลเกินกว่ามนุษย์จะควบคุมได้
ธันวาพยายามจะถอยกลับแต่เท้าของเขาดันไปเหยียบกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ชายชุดดำหยุดชะงักและหมุนตัวกลับมามองทางเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของคนผู้นั้นเป็นสีฟ้าอ่อนผิดธรรมชาติและสะท้อนแสงไฟรอบข้างจนดูน่ากลัว 'ธันวาเหรอ ไม่คิดเลยว่านายจะรอดมาถึงที่นี่ได้ด้วยตัวเองนะเพื่อนเก่า' ชายคนนั้นกล่าวพลางยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา
ธันวาตัดสินใจปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อน มือยังคงกำหลอดแก้วแน่น 'หยุดเรื่องนี้เดี๋ยวนี้ กวิน นายกำลังทำลายทุกอย่างที่พวกเราเคยสร้างมา นายรู้ดีว่าผลกระทบที่ตามมามันมหาศาลแค่ไหน' เขาตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคงเอาไว้ แม้ในใจจะตื่นตระหนกกับสิ่งที่เห็น กวินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชี้อุปกรณ์ในมือไปที่ธันวาโดยไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย
'ความรู้ที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเสมอ ธันวา นายมันขลาดเขลาเกินกว่าจะเข้าใจว่าโลกใบนี้ต้องการอะไร' กวินกล่าวพร้อมกับกดปุ่มบนอุปกรณ์ในมือ ทำให้เปลวไฟสีฟ้าที่อยู่รอบๆ พุ่งเข้าหาธันวาอย่างรวดเร็วราวกับถูกสั่งการ ธันวารีบกางโล่พลังงานจิ๋วที่เขาสร้างขึ้นมาป้องกันตัวเองจากความร้อนที่พุ่งเข้าใส่ ความร้อนนั้นรุนแรงจนโล่โปร่งแสงเริ่มแตกร้าว
เขาต้องหาทางโต้กลับโดยไม่ทำลายหลอดแก้วในมือ ธันวาขว้างระเบิดควันสีเขียวลงบนพื้น ทำให้ควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณชั่วขณะ เขาอาศัยจังหวะนี้พุ่งตัวเข้าหากวินเพื่อแย่งอุปกรณ์ควบคุม กวินเคลื่อนที่หลบหลีกได้อย่างรวดเร็วราวกับไม่ใช่คนปกติ ธันวาใช้ทักษะการต่อสู้ที่เคยฝึกมานานปีสกัดกั้นการโจมตี แต่กวินกลับมีความแข็งแกร่งมหาศาลที่เกิดจากการปรับแต่งร่างกายด้วยสารเคมีที่เขาทดลองเอง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางเปลวไฟสีฟ้าที่เริ่มลุกลามเข้ามาใกล้จุดที่พวกเขายืนอยู่มากขึ้น ธันวาพบว่ากวินพยายามจะดึงเอาพลังงานจากสปอร์ที่เขาถืออยู่ด้วย แต่ธันวาก็ปกป้องมันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น 'นายไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้างเพื่อที่จะเข้าถึงพลังนี้' กวินคำรามออกมาพลางซัดหมัดหนักๆ เข้าที่สีข้างของธันวาจนชายหนุ่มล้มลงกับพื้น
ธันวากระอักเลือดออกมาเล็กน้อยแต่ยังคงพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน 'นายไม่ได้ต้องการพลัง นายแค่ต้องการความตายเพราะนายทำลายตัวเองไปแล้วตั้งแต่ตอนที่นายเริ่มทดลองกับร่างกายตัวเอง' เขาตะโกนตอบโต้พร้อมกับหยิบอุปกรณ์วิเคราะห์เคมีขึ้นมา แล้วขว้างไปที่เครื่องกำเนิดพลังงานของกวิน อุปกรณ์นั้นส่งสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่รบกวนระบบการทำงานของเครื่องมือของกวินจนเกิดการระเบิดเล็กๆ ขึ้น
แรงระเบิดทำให้กวินกระเด็นออกไปและทำให้เปลวไฟสีฟ้าที่คุมไว้เกิดอาการรวน ธันวาใช้จังหวะนี้วิ่งฝ่าเปลวไฟเข้าไปหาต้นกำเนิดพลังงานที่กำลังจะระเบิดใหญ่ เขาต้องปิดระบบนี้ก่อนที่มันจะเผาผลาญทั้งหุบเขาไปพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ มือของเขาสั่นเทาขณะที่พยายามไขรหัสลับที่เขาจำได้จากงานวิจัยเก่าของกวินด้วยความรวดเร็วที่ทำได้
วินาทีที่รหัสผ่านถูกปลดล็อก เปลวไฟสีฟ้าทั้งหมดก็ดับวูบลงราวกับมีคนกดสวิตช์ปิดไฟ ความมืดมิดเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่ธันวาจะเปิดระบบระบายอากาศฉุกเฉิน กวินที่นอนอยู่ไม่ไกลพยายามจะลุกขึ้นมา แต่ร่างกายของเขากลับทรุดลงเพราะสารเคมีที่สะสมในร่างกายเริ่มตีกลับ 'นายทำสำเร็จ... แต่ทุกอย่างมันก็พังทลายไปหมดแล้ว ธันวา' กวินพึมพำก่อนจะหมดสติไป
ธันวารีบเข้าไปตรวจสอบอาการของเพื่อนเก่า แม้จะโกรธแค้นเพียงใดแต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้กวินตายได้ เขาเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินและหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาในพื้นที่ผ่านสัญญาณดาวเทียมที่เขาเพิ่งกู้คืนมาได้ ขณะที่นั่งรอความช่วยเหลือ ธันวานั่งมองสปอร์เรืองแสงในมือที่ยังคงส่องสว่างท่ามกลางซากปรักหักพังของป่าที่ถูกเผาผลาญ
ความรู้สึกเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาจนเขาแทบจะขยับตัวไม่ไหว การผจญภัยครั้งนี้จบลงด้วยความสูญเสียมากมาย แต่เขาก็ได้รักษาอนาคตของพืชพันธุ์ที่หายากไว้ได้ ธันวาหันไปมองแสงอาทิตย์ที่เริ่มทอแสงผ่านกลุ่มควันจางๆ เขาหวังว่าความลับที่เขาปกป้องไว้นี้จะนำไปสู่การฟื้นฟูที่ยั่งยืนมากกว่าการทำลายล้างที่เพิ่งผ่านพ้นไป
เมื่อหน่วยกู้ภัยมาถึง ธันวาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพร้อมกับกวินที่ยังไม่ได้สติ เรื่องราวเกี่ยวกับหุบเขาอเวจีถูกปิดเป็นความลับโดยทางการ แต่ผลงานวิจัยของธันวาได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการกู้คืนระบบนิเวศในเวลาต่อมา เขาไม่ได้เป็นเพียงนักพฤกษเคมีอีกต่อไป แต่เขากลายเป็นผู้พิทักษ์ที่รู้ดีว่าธรรมชาติที่บอบบางนั้นต้องการการดูแลมากกว่าการควบคุม
หลายเดือนผ่านไป ธันวายืนมองกระถางต้นไม้สีเงินที่เขาเพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่จากสปอร์ที่ช่วยไว้ได้ มันเจริญเติบโตอย่างงดงามในห้องแล็บที่ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ เขายังคงได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับกวินที่ถูกกักตัวไว้ในสถานบำบัดพิเศษ ซึ่งอาการของเขายังคงต้องใช้เวลาอีกนานในการรักษาความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบพลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างมองดูสีเขียวของป่าที่กำลังฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง ความเงียบในห้องแล็บไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหงา แต่กลับเป็นความสงบที่เขาเฝ้าหามาตลอดชีวิต ในกระเป๋าเสื้อของเขายังคงมีเศษเถ้าถ่านสีครามเล็กๆ ติดอยู่ เป็นสิ่งเตือนใจถึงคืนวันที่เขาต้องเผชิญกับพายุเพลิงและความบ้าคลั่งที่เกือบจะทำลายโลกไปตลอดกาล
ธันวาวางต้นไม้ไว้บนโต๊ะทำงานและเริ่มเขียนบันทึกเล่มใหม่ เกี่ยวกับการเริ่มต้นครั้งใหม่ที่ไม่มีใครต้องสูญเสียตัวตนไปเหมือนกับที่กวินทำ เขาไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือการยกย่อง เขาเพียงแค่ต้องการให้แน่ใจว่าชีวิตที่สวยงามเหล่านั้นจะยังคงอยู่ต่อไป ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม ชีวิตที่บอบบางและเต็มไปด้วยความลับของหุบเขาจะปลอดภัยภายใต้การดูแลของเขาตลอดไป
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น