แรงสั่นสะเทือนจากชั้นหินเหนือศีรษะทำให้ฝุ่นผงสีเทาโปรยปรายลงมาบนหน้ากระดาษหนังแกะที่ 'ธันวา' กำลังบรรจงใช้ปากกาขนนกจุ่มหมึกสกัดจากรากไม้ป่าลึกเพื่อลอกลายเส้นอักขระที่ดูเหมือนจะดิ้นไหวได้ยามต้องแสงตะเกียงน้ำมัน เขากลั้นหายใจนิ่งสนิท มือที่ถือปากกาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าหากเส้นหมึกคดเคี้ยวไปเพียงมิลลิเมตรเดียว พลังงานที่ถูกกักขังอยู่ในตัวอักษรเหล่านั้นอาจจะระเบิดออกจนทำลายดวงตาของเขาให้บอดสนิทภายในพริบตา
เขาขยับแว่นขยายที่ทำจากเลนส์ผลึกน้ำแข็งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพ่นลมหายใจออกช้าๆ เสียงฟันเฟืองของกลไกนาฬิกาทรายยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถงเริ่มทำงานผิดจังหวะ มันเป็นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้คัดแยกอย่างเขา เพราะนั่นหมายความว่ากาลเวลาในห้องสมุดใต้ดินแห่งนี้กำลังบิดเบี้ยว ธันวาเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือที่เข็มวินาทีเริ่มเดินย้อนหลังอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดผ่านกระดูกสันหลัง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้คุ้มกันดังมาจากทางเดินมืดมิดด้านหลัง แต่ธันวาไม่หันไปมอง เพราะเขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่คน หากเป็นเพียงหุ่นยนต์กลไกเก่าแก่ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เฝ้าดูแลคลังความรู้แห่งนี้มานานหลายศตวรรษ มันเดินผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงฝุ่นละอองในอากาศ กลิ่นสนิมและน้ำมันเครื่องโชยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรงจนเขาต้องเม้มปากแน่นเพื่ออดกลั้นอาการคลื่นไส้ที่จู่โจมเข้ามา
เขารีบตวัดปากกาเป็นเส้นสุดท้ายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ อักขระตัวสุดท้ายที่ดูเหมือนงูเลื้อยตัวนั้นสว่างวาบขึ้นด้วยสีน้ำเงินเข้มก่อนจะค่อยๆ จางหายไปลงในเนื้อกระดาษ ธันวาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหินเย็นเฉียบ มือของเขาสั่นระริกด้วยความเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิขั้นสูงสุดตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมา ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องสมุดอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงนาฬิกาทรายที่กลับมาเดินจังหวะคงที่ดังเป็นระยะเหมือนหัวใจที่เต้นรัว
เขาหยิบขวดน้ำขนาดเล็กออกมาจิบพลางมองดูผลงานของตัวเอง อักขระโบราณที่เขาลอกเลียนมานั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของบันทึกที่สูญหายไปของอาณาจักรที่ล่มสลาย เขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมคนรุ่นก่อนถึงต้องยอมเสียสละชีวิตเพื่อเก็บรักษาคำสั่งสอนเหล่านี้ไว้ในที่ลึกสุดหยั่ง และทำไมกันที่เขาถึงรู้สึกว่ามีใครบางคนหรือบางอย่างกำลังมองเขาอยู่จากด้านหลังของชั้นหนังสือที่เรียงรายอยู่มืดสลัว
ธันวาเติบโตมาในเหมืองหนังสือแห่งนี้ เขาไม่เคยเห็นท้องฟ้าสีครามหรือรู้สึกถึงแสงอาทิตย์ที่แท้จริง หน้าที่ของเขาคือการคัดลอกและซ่อมแซมความรู้ที่ผุพังตามกาลเวลา แต่ละวันผ่านไปด้วยความซ้ำซากจำเจจนกระทั่งวันนี้ ที่เขาบังเอิญไปพบแผ่นไม้แกะสลักที่ซ่อนอยู่หลังกองตำราพิษ มันไม่ใช่แค่ตำรา แต่มันคือคำสารภาพของบรรพบุรุษที่บอกเล่าว่าทำไมโลกเบื้องบนถึงต้องถูกปิดตายด้วยบาปที่พวกเขาก่อไว้
ในความมืดมิดของห้องสมุด ธันวาพบกับ 'ศิลา' หญิงสาวผู้มีดวงตาที่ดูไร้แววแต่กลับมองเห็นทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเธอ เธอเป็นคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตหวงห้ามเพื่อนำอาหารและอุปกรณ์มาให้เขาเสมอ ศิลาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่วางถาดอาหารลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ก่อนจะหยิบเอาตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาดูด้วยความสนอกสนใจอย่างผิดปกติ เธอไม่ได้มองที่ตัวอักษร แต่เธอกำลังใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามร่องรอยการสลักที่เขาทิ้งไว้
เธอกระซิบเบาๆ ว่าอย่าได้พยายามอ่านสิ่งที่เขาเพิ่งคัดลอกไป เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่มันคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดดวงวิญญาณของผู้ที่รู้ความจริงเอาไว้ ธันวามองเธอด้วยความสงสัย เขาถามว่าเธอยังเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับโลกข้างบนไว้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ศิลากลับถอยห่างออกไปในเงามืด คำตอบของเธอมีเพียงความเงียบที่กดทับหัวใจของเขาให้หนักอึ้งกว่าเดิม
ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของธันวา เขาเป็นเพียงนักคัดแยกที่ต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ แต่ความกระหายใคร่รู้ที่ถูกปลุกเร้าด้วยอักขระเหล่านั้นทำให้เขาสั่นคลอน เขาเริ่มลองนำอักขระที่เขาคัดลอกมาประกอบร่างใหม่ตามจินตนาการ แม้จะรู้ว่ามันผิดกฎร้ายแรง แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าพลังที่ซ่อนอยู่นั้นจะทำให้เขาสามารถทำลายกำแพงแห่งความเงียบนี้ได้หรือไม่
ศิลามักจะมาปรากฏตัวในเวลาที่เขากำลังทดลองสิ่งใหม่ๆ เธอเริ่มมีบทบาทในการขัดขวางเขามากขึ้น ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง แต่ด้วยการพยายามดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริงที่ปลอดภัย เธอเล่าให้เขาฟังว่าทุกครั้งที่มีคนพยายามปลดล็อกรหัสของอาณาจักรโบราณ ห้องสมุดแห่งนี้จะกลายเป็นกรงขังและค่อยๆ บีบอัดจนเหลือเพียงธุลี เธอเตือนเขาว่าความรู้ไม่ได้มีไว้เพื่อทุกคน แต่มันมีไว้เพื่อผู้ที่พร้อมจะสูญเสียตัวตนไปตลอดกาล
ธันวาไม่เชื่อคำเตือนของเธอ เขามองว่าเธอเป็นเพียงผู้คุมที่ถูกส่งมาเพื่อรักษาความลับของชนชั้นปกครอง เขาท้าทายเธอด้วยการอ่านอักขระที่เขาสลักขึ้นเองออกมาดังๆ ในห้องโถงกว้าง เสียงของเขาดังก้องกังวานและสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างของห้องสมุด ทันใดนั้นกำแพงหินที่เรียงรายไปด้วยตำราก็นับพันเล่มก็เริ่มสั่นไหวราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
แรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นจนหนังสือตกลงมาจากชั้นนับร้อยเล่ม ศิลารีบพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนของเขาและพยายามลากเขาออกไปจากเขตอันตราย ทว่าธันวากลับขัดขืน เขาต้องการเห็นจุดจบของมัน เขาต้องการเห็นแสงสว่างที่อาจจะลอดผ่านรอยแยกของหินผาที่กำลังแตกร้าว เสียงของหินที่บดเบียดกันดังแสบแก้วหูราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพันที่ถูกจองจำอยู่ในนั้น
ในจังหวะที่กำแพงด้านหนึ่งพังทลายลง ธันวาได้เห็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน มันไม่ใช่ท้องฟ้า แต่เป็นห้องกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงความตายของเขาเองในหลายร้อยรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เขาเห็นตัวเองในชุดนักคัดแยกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้วงเวลาที่หมุนวนไม่รู้จบ ศิลาปล่อยมือเขาและทรุดลงร้องไห้ เธอสารภาพว่าเธอคือหนึ่งในตัวตนของเขาที่ถูกแยกออกมาเพื่อคอยดูแลให้เขาทำหน้าที่นี้ไปชั่วนิรันดร์
ความจริงที่ได้รับรู้ทำให้ธันวารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เขาไม่ใช่บุคคลที่มีตัวตนจริง แต่เขาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ในอักขระเหล่านั้น เพื่อให้มีใครสักคนคอยดูแลห้องสมุดแห่งนี้ต่อไป ความโกรธแค้นและความสิ้นหวังผสมปนเปกันจนเขาแทบจะเสียสติ เขาหันไปมองศิลาที่กำลังค่อยๆ จางหายไปกลายเป็นละอองสีเทาเหมือนกับฝุ่นผงที่เขามักจะปัดออกจากหน้ากระดาษ
เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน เขาหยิบปากกาขนนกขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มเขียนอักขระตัวสุดท้ายที่เขาเคยเก็บซ่อนไว้ในใจ มันคืออักขระแห่งการลบล้าง เขาไม่ต้องการเป็นเพียงเงาของอดีต เขาต้องการให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงเสียที แม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่ห้องสมุดแห่งนี้ต้องพังทลายลงทับถมเขาจนไม่เหลือซากก็ตาม
เสียงนาฬิกาทรายยักษ์หยุดลงอย่างกระทันหัน ความเงียบงันที่แสนสงบปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว พื้นหินที่เคยสั่นไหวเริ่มหยุดนิ่ง ราวกับว่าห้วงเวลาทั้งมวลได้หยุดเดินเพื่อเฝ้ารอการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเขา ธันวามองไปที่มือของตัวเองที่กำลังค่อยๆ โปร่งใสราวกับแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านม่านน้ำตก เขาไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป ความว่างเปล่าที่เขาเคยหวาดกลัว กลับกลายเป็นอิสรภาพที่เขากำลังจะไขว่คว้า
เขาเขียนตัวอักษรสุดท้ายลงบนอากาศด้วยนิ้วมือเปล่าๆ ลายเส้นสีทองสว่างวาบขึ้นและพุ่งเข้าสู่ใจกลางของนาฬิกาทรายยักษ์ ทำให้มันระเบิดออกเป็นเศษกระจกนับล้านชิ้นที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ห้องสมุดแห่งความทรงจำเริ่มแตกสลายลงทีละส่วน ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่มีอยู่จริง มีเพียงความรู้สึกเบาสบายเหมือนขนนกที่ล่องลอยอยู่ในสายลม
ศิลาที่เกือบจะหายไปแล้วปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์ เธอไม่ได้มีดวงตาที่ไร้แววอีกต่อไป แต่กลับมีแววตาแห่งความเข้าใจและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เธอเอื้อมมือมาแตะที่หน้าผากของเขาและกระซิบว่าเขาทำสำเร็จแล้ว บ่วงโซ่ที่พันธนาการกาลเวลาไว้ได้ถูกทำลายลงพร้อมกับตัวตนของพวกเขาที่กำลังจะถูกปลดปล่อยสู่ความว่างเปล่าที่แท้จริง
เมื่อทุกอย่างมอดดับลง สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวในห้องโถงที่ว่างเปล่าคือสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเดิม มันไม่มีตัวอักษรใดๆ ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษอีกต่อไป เพราะเรื่องราวทั้งหมดได้ถูกจารึกไว้ในอากาศและสายลมที่พัดผ่านรอยแยกของหินผาออกไปสู่โลกภายนอกที่ธันวาใฝ่ฝันถึงมาตลอดชั่วชีวิต
ความเงียบงันกลับมาครองเมืองใต้ดินแห่งนี้อีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว แต่เป็นความเงียบของการพักผ่อนที่ยาวนาน เศษฝุ่นผงที่เคยปกคลุมทุกสิ่งถูกพัดพาหายไปพร้อมกับอดีตที่ไม่มีวันย้อนกลับคืนมา เหลือไว้เพียงความทรงจำที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ รอคอยให้ใครบางคนมาค้นพบและขีดเขียนเรื่องราวบทใหม่ขึ้นมาอีกครั้งบนผืนผ้าใบแห่งกาลเวลาที่ไร้รอยต่อ
แสงจางๆ จากรอยแยกบนเพดานค่อยๆ ส่องลงมายังจุดที่ธันวาเคยนั่งอยู่ มันเป็นแสงแรกที่ห้องสมุดแห่งนี้ได้สัมผัสหลังจากผ่านไปหลายศตวรรษ แม้จะไม่มีใครอยู่ที่นั่นเพื่อจะมองเห็นมัน แต่แสงนั้นก็ยังคงส่องสว่างต่อไป ส่องสว่างเพื่อระลึกถึงผู้ที่ยอมสละแม้แต่ตัวตนของตนเอง เพื่อปลดปล่อยความจริงที่ถูกกักขังไว้ในใจกลางของความมืดมิดให้ได้รับแสงสว่างและอิสรภาพอย่างที่ควรจะเป็นมานานแสนนาน
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น