หยดน้ำค้างใสราวกับแก้วเจียระไนเกาะพราวอยู่บนคมสิ่วเหล็กกล้าที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานไม้สนเก่าคร่ำคร่า กลิ่นน้ำมันสนอบอวลผสมปนเปกับกลิ่นดินชื้นจากป่าสนภายนอกหน้าต่างบานแคบ 'คิริน' กระตุกกล้ามเนื้อไหล่ที่ปวดร้าวขณะขยับนิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกของมีคมบาดนับครั้งไม่ถ้วน เขาใช้ปลายพู่กันขนสัตว์ปัดเศษไม้ละเอียดออกจากใบหน้าของรูปปั้นนางอัปสรที่เขากำลังแกะสลักอย่างใจเย็น เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นอย่างรีบร้อนทำลายความเงียบสงัดของยามรุ่งอรุณจนเขาสะดุ้งสุดตัว
เขาไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้นไปเปิดประตูทันที แต่กลับหยิบผ้าผืนหนามาคลุมรูปปั้นที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั้นไว้อย่างมิดชิด ความสงสัยแล่นเข้าสู่จิตใจเมื่อเขาสังเกตเห็นเงาดำที่ทาบทับอยู่บนรอยแตกของบานประตูไม้ มันเป็นเงาของคนที่ดูร้อนรนและจงใจปกปิดตัวตน คิรินวางสิ่วลงในถาดไม้อย่างเป็นระเบียบก่อนจะเดินก้าวย่างช้าๆ ไปยังประตูด้วยฝีเท้าที่เบาราวกับแมวป่า
ทันทีที่กลอนประตูถูกปลดออก บานไม้ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกือบกระแทกหน้าเขา 'นาริน' หญิงสาวลูกสาวผู้ใหญ่บ้านที่มีแววตาตื่นตระหนกวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงานของเขา เธอหอบหายใจถี่จนหน้าอกกระเพื่อมแรง ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิงและมีเศษใบไม้ติดอยู่ตามเสื้อผ้าที่ดูเหมือนจะถูกรีบสวมใส่มาท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่า
คิรินขมวดคิ้วแน่นและก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง เขาไม่ได้เอ่ยปากถามถึงสาเหตุการมาเยือนของเธอในยามวิกาลเช่นนี้ เพราะท่าทางที่ดูหวาดระแวงของเธอคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด นารินรีบปิดประตูห้องทำงานลงอย่างรวดเร็วและใช้หลังพิงบานประตูไว้แน่น ราวกับว่าเธอกำลังหนีจากสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตายที่รออยู่ภายนอก
"พวกเขามาแล้ว คิริน พวกเขามาเพื่อตามหาของสิ่งนั้น" นารินกระซิบเสียงสั่นเครือ ดวงตาของเธอเบิกกว้างจ้องมองไปที่ผ้าคลุมผืนใหญ่กลางห้องอย่างหวาดกลัว คิรินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปหยิบโคมไฟน้ำมันบนโต๊ะมาถือไว้ แสงสลัวจากเปลวไฟทำให้ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมและลึกลับท่ามกลางความมืดในห้องที่เริ่มปกคลุมด้วยไอเย็น
เขาเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นรอบหมู่บ้านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเสียงฝีเท้าของคนแปลกหน้าที่เดินวนเวียนอยู่แถวบ้านของเขาในยามค่ำคืน และนกที่พากันบินหนีออกจากป่าทางทิศเหนืออย่างผิดธรรมชาติ การที่นารินบุกมาถึงที่นี่เพียงลำพังยิ่งตอกย้ำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำลงไปในเนื้อไม้นั้นอาจจะเป็นชนวนเหตุของความหายนะครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
คิรินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมแล้วมองไปที่นารินด้วยสายตาที่เย็นชา เขาเป็นเพียงช่างแกะสลักที่รักความสงบและไม่เคยต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือความขัดแย้งของคนในหมู่บ้าน แต่การที่มีคนระดับนารินมาหาเขาทั้งน้ำตาแบบนี้ แสดงว่าสถานการณ์ต้องรุนแรงเกินกว่าจะแก้ไขด้วยวิธีปกติได้แล้ว
"ทำไมต้องเป็นของชิ้นนี้" คิรินถามพลางชี้ไปยังผ้าคลุมผืนนั้น มือของเขาเริ่มสั่นเล็กน้อยแต่มันไม่ใช่ความกลัว มันคือความรู้สึกเสียดายที่จะต้องสูญเสียผลงานชิ้นเอกที่เขาใช้เวลาสะสมเศษไม้จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในป่าลึกมานานกว่าสิบปีเพื่อสร้างมันขึ้นมา นารินเดินเข้ามาใกล้เขาแล้วจับมือเขาทั้งสองข้างไว้แน่น มือของเธอยังคงสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา
"เพราะมันไม่ใช่แค่รูปปั้น แต่มันคือพิมพ์เขียวของห้องลับใต้ดินที่เก็บจารึกโบราณของบรรพบุรุษเราไว้ ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณซ่อนความลับนั้นไว้ในรูปร่างของนางอัปสร พวกเขาจะฆ่าคุณเพื่อชิงมันไป" นารินกล่าวด้วยเสียงสะอื้น คิรินนิ่งไปครู่ใหญ่ พลันนึกถึงคำสาปที่ผู้เฒ่าในหมู่บ้านเคยเล่าขานกันมาเกี่ยวกับช่างแกะสลักคนแรกที่หายสาบสูญไปพร้อมกับความลับของผืนป่า
เขาตัดสินใจเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก เห็นแสงคบไฟจำนวนมากกำลังเคลื่อนที่ผ่านแนวต้นไม้เข้ามาใกล้ตัวบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ คิรินรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเสียดายผลงาน เขาต้องตัดสินใจว่าจะทำลายมันทิ้งเพื่อรักษาชีวิต หรือจะเสี่ยงเก็บมันไว้แล้วเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาหันกลับมามองนารินด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวขึ้นกว่าเดิม
คิรินเดินไปหยิบสิ่วเล่มที่คมที่สุดและค้อนไม้หนักๆ เขาเริ่มลงมือกระแทกสิ่วลงบนผลงานชิ้นเอกของตัวเองอย่างไม่ปรานี เสียงไม้ที่แตกเปราะดังสอดประสานกับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของกลุ่มคนภายนอก นารินมองดูภาพนั้นด้วยความตกตะลึง แต่เธอรู้ดีว่านี่คือทางรอดเดียวของพวกเขา เธอรีบช่วยเขาเก็บเศษไม้ที่ถูกทำลายลงในเตาผิงเพื่อเผาทำลายหลักฐานให้สิ้นซาก
ขณะที่เปลวไฟในเตาผิงลุกโชนขึ้นสูง คิรินรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ลึกซึ้งราวกับเขากำลังทำลายเศษเสี้ยวของวิญญาณตัวเองไปพร้อมกับชิ้นไม้เหล่านั้น แต่เมื่อเสียงพังประตูเริ่มดังขึ้นจากหน้าบ้าน เขาก็รู้ว่าเขาทำถูกต้องแล้ว เขาหันไปพยักหน้าให้นารินเพื่อชี้ทางลับใต้พื้นห้องที่เขาเตรียมไว้สำหรับการหลบหนี ซึ่งเป็นทางออกเดียวที่เชื่อมต่อกับลำธารหลังบ้าน
พวกเขาคลานเข้าไปในอุโมงค์แคบๆ ที่มืดมิดและอบอ้าว คิรินใช้มือดันแผ่นไม้ปิดทางเข้าให้สนิทในวินาทีเดียวกับที่ประตูหน้าถูกกระแทกจนพังทลายลง เสียงตะโกนด่าทอและเสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายฉกรรจ์ดังสนั่นอยู่เหนือหัวพวกเขา คิรินกอดนารินไว้แน่นในความมืด พร้อมกับฟังเสียงการรื้อค้นข้าวของในห้องทำงานของเขาด้วยหัวใจที่เต้นรัว
เขาได้ยินเสียงคนกลุ่มนั้นกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นเมื่อพบว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการเหลือเพียงเศษเถ้าถ่านในเตาผิง คิรินพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติแม้จะรู้สึกเจ็บปวดจากการที่เข่ากระแทกกับหินแข็งในอุโมงค์ตลอดเวลา การเดินทางผ่านอุโมงค์ที่ยาวเหยียดนี้ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด แต่เขารู้ดีว่าหากพวกเขาสามารถไปถึงลำธารได้ พวกเขาก็จะมีโอกาสรอด
แสงสว่างรำไรจากปลายอุโมงค์เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นเป็นเส้นตรงที่ตัดผ่านความมืด คิรินรีบคลานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยมีนารินตามมาติดๆ เมื่อพ้นปากอุโมงค์ออกมา พวกเขาก็พบกับอากาศบริสุทธิ์ของป่าในยามเช้าตรู่ เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ จากลำธารทำหน้าที่กลบเสียงฝีเท้าของพวกเขาได้อย่างดีเยี่ยม คิรินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปที่นารินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"เราต้องไปให้ไกลที่สุดก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวว่าเราหนีมาทางนี้" คิรินกล่าวพร้อมกับดึงมือนารินให้ลุกขึ้นวิ่งไปตามแนวโขดหินริมลำธาร พวกเขาต้องทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง รวมทั้งตัวตนเดิมของพวกเขาเองที่ผูกติดอยู่กับหมู่บ้านแห่งนี้ คิรินเหลือบไปเห็นเศษไม้ชิ้นเล็กๆ ที่ติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขา มันเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของผลงานที่เขารัก แต่มันคือหลักฐานเดียวที่เหลืออยู่ของความลับที่เกือบจะทำลายล้างชีวิตของพวกเขา
การวิ่งผ่านผืนป่าที่หนาทึบทำให้พวกเขาเหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ แต่ไม่มีใครยอมหยุดพัก คิรินใช้ทักษะการนำทางในป่าที่เขาใช้ในการหาไม้มาเป็นแนวทางในการหลบเลี่ยงเส้นทางหลักที่พวกคนร้ายมักจะใช้ตรวจตรา เขาพานารินลัดเลาะไปตามหน้าผาที่สูงชันจนกระทั่งมาถึงถ้ำลับแห่งหนึ่งที่เขาสร้างไว้เป็นที่พักชั่วคราวในการแกะสลักไม้ในช่วงฤดูหนาว
ภายในถ้ำเงียบสงบและปลอดภัยกว่าที่คิด คิรินจุดไฟจากก้อนหินที่พกติดตัวมาและนำเศษไม้ที่เหลืออยู่ในกระเป๋าออกมาดู เขาใช้มีดพกแกะสลักมันเบาๆ ให้เป็นรูปทรงที่เรียบง่ายที่สุดจนไม่มีใครดูออกว่าเป็นอะไร นารินนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ กองไฟ แสงเพลิงสะท้อนใบหน้าของเธอให้เห็นถึงความเหนื่อยล้า แต่ก็แฝงไปด้วยความหวังที่เพิ่งจะจุดประกายขึ้นใหม่
"ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้" นารินกล่าวเบาๆ ขณะที่เธอมองดูมือของคิรินที่กำลังทำงานอย่างประณีตแม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง คิรินยิ้มตอบเล็กน้อยและส่งเศษไม้ที่แกะสลักเสร็จแล้วให้เธอ มันเป็นเพียงชิ้นไม้เล็กๆ ที่ดูไม่มีค่าอะไรสำหรับคนอื่น แต่สำหรับพวกเขา มันคือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตรอดและการเริ่มต้นใหม่ภายใต้รอยเงาของอดีตที่พวกเขาได้ตัดสินใจทิ้งไว้เบื้องหลัง
คิรินลุกขึ้นไปที่ปากถ้ำเพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ภายนอก หมู่บ้านในหุบเขาที่เขาเคยเรียกว่าบ้านดูห่างไกลออกไปทุกที ควันไฟที่พุ่งขึ้นจากจุดที่เคยเป็นบ้านของเขาบ่งบอกว่าพวกคนร้ายคงตัดสินใจเผาทำลายทุกอย่างทิ้งเพื่อระบายความโกรธแค้น เขาไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตของเขาและนารินมีค่ามากกว่าวัตถุใดๆ ในโลกนี้
ลมพัดผ่านช่องเขาพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเข้ามาในถ้ำ มันเป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในตอนที่เขายังมัวแต่จดจ่ออยู่กับการแกะสลักไม้ภายในห้องแคบๆ คิรินหันกลับมามองนารินที่เผลอหลับไปข้างกองไฟ เขารู้สึกถึงความสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มันไม่ใช่ความสงบของความเงียบ แต่เป็นความสงบที่เกิดจากการปลดปล่อยตัวเองจากภาระที่หนักอึ้ง
เขานั่งลงข้างๆ นารินและหยิบเศษไม้ชิ้นสุดท้ายขึ้นมาในมืออีกครั้ง เขาไม่ได้ต้องการแกะสลักอะไรอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคือการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อปกป้องสิ่งที่เขารักจริงๆ คิรินวางเศษไม้นั้นลงบนพื้นถ้ำและเอนตัวลงนอนข้างๆ นาริน ปล่อยให้ความมืดของค่ำคืนที่กำลังมาถึงโอบกอดพวกเขาไว้ด้วยความอุ่นใจ
เสียงน้ำจากลำธารด้านล่างถ้ำยังคงไหลรินเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเพลงกล่อมเด็กที่เขาเคยได้ยินในความทรงจำวัยเยาว์ คิรินหลับตาลงพร้อมกับภาพของป่าที่เขียวขจีในยามเช้าวันพรุ่งนี้ที่เขากำลังเฝ้ารอคอย แม้จะไม่มีบ้าน ไม่มีชื่อเสียง หรือแม้แต่ผลงานชิ้นเอกที่เขารัก แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป ในขณะที่ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ทุกสิ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มต้นใหม่ในเส้นขนานของความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้
ท่ามกลางแสงดาวที่ส่องผ่านรอยแยกของผนังถ้ำ คิรินรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของนารินข้างกาย เขาไม่ได้มองกลับไปที่หมู่บ้านอีกต่อไป แต่มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าที่ยังคงมืดมิดและไร้จุดหมาย สิ่งเดียวที่เขามั่นใจคือความรักและการตัดสินใจที่จะก้าวเดินต่อไปด้วยกัน ทิ้งความลับของไม้แกะสลักไว้ให้เป็นเพียงตำนานที่เลือนหายไปในหุบเขาแห่งกาลเวลา
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านปากถ้ำเข้ามาปลุกให้พวกเขาตื่นจากการพักผ่อนที่ยาวนาน คิรินมองดูนารินที่ขยับตัวตื่นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความกังวลที่เคยเกาะกินใจได้ถูกแทนที่ด้วยความสดใสของวันใหม่ที่ไร้ซึ่งพันธนาการ พวกเขาเก็บข้าวของเพียงเล็กน้อยที่จำเป็นและเตรียมตัวออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักพวกเขา
ขณะที่พวกเขาเดินออกจากถ้ำไปตามแนวป่าที่ทอดยาว คิรินหันกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย ทิ้งความทรงจำทั้งหมดไว้ในถ้ำมืดสนิทนั้น สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความจริงที่ว่าพวกเขาได้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอดีต และพร้อมที่จะเผชิญกับโลกกว้างด้วยความหวังที่แท้จริง ไม่มีการหวนกลับ ไม่มีความเสียดาย มีเพียงย่างก้าวที่มั่นคงบนผืนดินที่พวกเขาจะสร้างชีวิตใหม่ด้วยมือของตนเอง
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
พันธนาการแห่งเถ้าถ่านสีคราม
รอยร้าวในกระจกเงาสะท้อนบาป
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น