สายลมหนาวพัดผ่านช่องเขาหอบเอาละอองหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วเมืองชายแดนอันเงียบสงบ เสียงระฆังโบสถ์เก่าแก่ดังกังวานแผ่วเบาตัดกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นหิมะจนเกิดเสียงกรอบแกรบ เอเลียสยืนกอดอกอยู่ตรงระเบียงไม้ของร้านกาแฟเล็กๆ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบพื้นที่อย่างระแวดระวัง แม้ใบหน้าจะดูราบเรียบแต่รอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วกลับเป็นพยานถึงอดีตที่เขาไม่อาจลบเลือนได้ง่ายดาย
ภายในร้านกาแฟอบอวลไปด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดผสมกับกลิ่นไม้สนหอมจางๆ แสงไฟสีส้มสลัวสะท้อนกับแก้วกาแฟที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า เอเลียสหยิบสมุดบันทึกปกหนังที่ดูทรุดโทรมออกมาเปิดดูตัวเลขและสัญลักษณ์ประหลาดที่เขาจดบันทึกไว้ตลอดสิบปี มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะจ้องมองไปยังสมการชุดหนึ่งที่เขาเพิ่งค้นพบว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่มันคือผังการเดินขบวนของกลุ่มอิทธิพลมืดที่เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งในอดีต
บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปทันทีเมื่อหญิงสาวแปลกหน้าก้าวเข้ามาในร้าน เธอสวมเสื้อโค้ทสีเทาเข้มปกปิดมิดชิด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจ้องมองตรงมาที่เอเลียสราวกับจะอ่านความคิดที่เขากำลังปิดซ่อนไว้ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิจางๆ ลอยมาปะทะจมูกของเขา มันเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยเสียจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ เอเลียสรีบปิดสมุดบันทึกและเก็บมันเข้าในกระเป๋าเสื้อโค้ททันทีขณะที่หญิงสาวเดินตรงมานั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้เอ่ยขออนุญาต
เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือของเธอเรียวยาวและมีรอยช้ำจางๆ ที่ข้อนิ้วบ่งบอกถึงการผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน เอเลียสสังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้มาเพียงลำพัง เพราะมีชายชุดดำสองคนยืนคุมเชิงอยู่ที่หน้าร้าน กลิ่นอายของความอันตรายแผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่ร้านกาแฟจนลูกค้าคนอื่นเริ่มทยอยเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ
เสียงของเธอทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความเยือกเย็นเมื่อเอ่ยขึ้นว่า “คุณคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาอยู่ในที่ห่างไกลแบบนี้จะทำให้สมการของคุณเป็นความลับไปได้ตลอดกาล” เอเลียสแค่นยิ้มที่มุมปากพร้อมกับจ้องมองนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว เขาผ่านความเป็นความตายมามากเกินกว่าจะมากลัวเพียงแค่คำขู่จากหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่หูของเขาในปฏิบัติการลับระดับประเทศ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้นจากความไว้วางใจในฐานะเพื่อนร่วมรบ ก่อนจะแตกสลายลงเพราะความเห็นต่างในภารกิจสุดท้ายที่ทำให้เอเลียสตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เอเลียสเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้พลางจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความแค้นและความถวิลหา เขาต้องการรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอคืออะไร แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่พร้อมที่จะให้ใครเข้ามาแทรกแซงชีวิตที่เขาสร้างขึ้นใหม่ในดินแดนแห่งนี้
“ฉันไม่ได้หนี แต่ฉันเลือกที่จะหยุด” เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่นพร้อมกับขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะมากขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ความตึงเครียดภายในร้านพุ่งสูงขึ้นเมื่อชายชุดดำที่ยืนหน้าร้านเริ่มขยับเข้ามาใกล้ประตูมากขึ้นเรื่อยๆ เอเลียสรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยให้เขาเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอเปิดซองเอกสารเผยให้เห็นภาพถ่ายของสถานที่แห่งหนึ่งที่เอเลียสจำได้แม่นยำ มันคือห้องนิรภัยใต้ดินที่เขามีส่วนร่วมในการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อหลายปีก่อน การที่ภาพนี้มาอยู่ในมือเธอหมายความว่าสมการที่เขาถืออยู่ในมือเป็นกุญแจสำคัญในการไขรหัสผ่านของระบบนิรภัยนั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความหายนะหากตกไปอยู่ในมือของคนผิด
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อชายชุดดำคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาในร้านพร้อมกับชักปืนพกเก็บเสียงเล็งมาที่เอเลียสโดยไม่มีการเจรจา เอเลียสพลิกโต๊ะกาแฟให้ล้มลงเพื่อเป็นที่กำบังพร้อมกับดึงมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขนออกมาอย่างรวดเร็ว เสียงกระสุนปืนกระทบกับพื้นไม้จนเกิดรอยบุ๋มและเศษไม้กระจายไปทั่วอากาศ เอเลียสอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งตัวเข้าประชิดตัวชายคนนั้นก่อนจะจัดการปลดอาวุธและเหวี่ยงเขาให้กระแทกกับเคาน์เตอร์บาร์จนแก้วกาแฟแตกกระจาย
ในเวลาเดียวกันหญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วชักปืนออกมาเล็งไปยังชายชุดดำอีกคนที่กำลังจะเดินเข้ามาสมทบ เธอไม่ใช่ศัตรูที่ต้องการสังหารเขาในทันที แต่ดูเหมือนว่าเธอกำลังพยายามจะปกป้องบางอย่างหรือบางคนจากกลุ่มคนที่เธอเป็นคนพามาเอง ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นในใจของเอเลียสเมื่อเห็นเธอตัดสินใจยิงสกัดขาชายชุดดำคนนั้นแทนที่จะยิงสังหาร การกระทำของเธอเปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อเธอก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิง
“เราต้องไปจากที่นี่ เอเลียส ระบบกำลังติดตามสัญญาณชีพของคุณ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบขณะดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น เอเลียสยอมตามเธอไปอย่างว่าง่ายแม้จะยังเต็มไปด้วยความสงสัย เขาคว้ากระเป๋าเสื้อโค้ทและพาส่องหาทางออกทางหลังร้านซึ่งเป็นตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยกองหิมะ ทั้งคู่ฝ่าความหนาวเย็นออกไปสู่ถนนสายหลักที่เงียบเหงาขณะที่เสียงไซเรนจากรถตำรวจเริ่มดังระงมมาแต่ไกล
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นกลางถนนสายหลักเมื่อรถยนต์สีดำคันใหญ่พุ่งเข้ามาขวางทางหนีของพวกเขาไว้ ชายในชุดสูทสีเข้มสามคนก้าวลงจากรถพร้อมกับอาวุธครบมือ พวกเขาไม่ใช่แค่หน่วยปฏิบัติการทั่วไปแต่เป็นทีมกำจัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม เอเลียสตัดสินใจหยุดวิ่งและหันกลับมาเผชิญหน้ากับศัตรู เขาส่งสัญญาณมือให้หญิงสาวหาที่กำบังขณะที่เขาหยิบอุปกรณ์ถอดรหัสออกมาจากกระเป๋าเพื่อสร้างสัญญาณรบกวนคลื่นวิทยุของกลุ่มศัตรู
เสียงคลื่นวิทยุรบกวนดังก้องไปทั่วบริเวณทำให้กลุ่มชายชุดดำชะงักไปครู่หนึ่ง เอเลียสใช้โอกาสนี้ขว้างระเบิดควันขนาดเล็กที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองลงบนพื้นหิมะ ควันสีขาวหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณจนมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง เขาและหญิงสาวอาศัยความชำนาญพื้นที่พุ่งเข้าจู่โจมศัตรูจากด้านข้างด้วยทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เฉียบคมจนอีกฝ่ายล้มลงไปทีละคน
เหตุการณ์ที่สามเกิดขึ้นขณะที่พวกเขากำลังพยายามจะถอยร่นไปยังสถานีรถไฟเก่าที่อยู่ห่างออกไป หญิงสาวถูกกระสุนเฉี่ยวเข้าที่ไหล่จนล้มลงกับพื้นหิมะ เอเลียสรีบเข้าไปประคองเธอไว้และพยายามหาที่หลบในซากปรักหักพังของอาคารเก่า เขาใช้ผ้าพันแผลจากกระเป๋าพยาบาลฉุกเฉินพันรอบไหล่ของเธอด้วยความชำนาญ แม้ความโกรธแค้นในอดีตจะยังคงอยู่ แต่ในเวลานี้หน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิตคนตรงหน้าไว้ก่อน
“ทำไมถึงมาช่วยฉัน ทั้งที่เธอเป็นคนนำพวกเขามาที่นี่” เอเลียสถามขณะที่มือยังคงพันแผลให้อย่างเบามือ หญิงสาวกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เธอสารภาพว่าเธอถูกบังคับให้มาตามหาเขาเพราะครอบครัวของเธอถูกจับเป็นตัวประกันโดยองค์กรที่เธอทำงานให้ ความจริงที่เปิดเผยออกมาทำให้เอเลียสเข้าใจว่าเขาทั้งคู่ต่างก็เป็นเพียงเหยื่อของเกมอำนาจที่ใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้
ทั้งคู่นั่งพักอยู่ในความมืดของซากอาคาร เสียงลมหนาวหวีดหวิวข้างนอกเหมือนเสียงคร่ำครวญของวิญญาณ เอเลียสจ้องมองสมการในมืออีกครั้ง เขาตระหนักได้ว่าหากเขาสามารถใส่โค้ดทำลายล้างเข้าไปในระบบขององค์กรผ่านการอัปโหลดข้อมูลนี้ได้ มันจะทำให้ฐานข้อมูลทั้งหมดของพวกเขาถูกล้างทิ้งทันที แต่นั่นหมายถึงเขาต้องเข้าถึงศูนย์กลางของเครือข่ายซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในภูเขาแห่งนี้
จุดพีคของเรื่องมาถึงเมื่อพวกเขาทั้งสองแอบเข้าไปในศูนย์กลางขององค์กรที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งของภูเขาหิมะ พื้นที่ภายในเต็มไปด้วยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่และแสงไฟสีฟ้าเย็นตาที่กระพริบถี่ๆ เอเลียสเริ่มลงมือพิมพ์สมการลงในแผงควบคุมหลักขณะที่หญิงสาวต้องคอยต้านทานกลุ่มองครักษ์ที่แห่กันเข้ามานับสิบคน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังระงมไปทั่วห้อง
เอเลียสเหงื่อซึมตามไรผมขณะที่นิ้วมือรัวพิมพ์รหัสลับลงบนคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันพยายามขัดขวางการเข้าถึงของเขาด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาเป็นระยะ หญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บพยายามใช้ร่างกายของเธอเป็นเกราะกำบังให้เอเลียสจนเธอล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เอเลียสคำรามในลำคอด้วยความแค้นและตัดสินใจกดปุ่มสุดท้ายเพื่อยืนยันการทำลายล้างข้อมูลทั้งหมดในเครือข่าย
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเกิดขึ้นทันทีที่ระบบถูกสั่งให้ล้างข้อมูล แสงไฟในห้องดับวูบลงเหลือเพียงแสงสีแดงฉุกเฉินที่กระพริบเป็นจังหวะ เอเลียสรีบคว้าตัวหญิงสาวขึ้นมาพาดบ่าและวิ่งฝ่าทางออกที่กำลังพังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินขณะที่หิมะภายนอกเริ่มถล่มลงมาปิดทับเส้นทางเชื่อมต่อทั้งหมด ราวกับว่าโชคชะตาต้องการปิดตายความลับนี้ไปพร้อมกับองค์กรที่ชั่วร้าย
เมื่อพวกเขาทั้งสองรอดพ้นออกมาจากอุโมงค์ได้สำเร็จ เอเลียสวางหญิงสาวลงบนพื้นหิมะที่เริ่มสงบลง ทั้งคู่นอนหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนมองดูท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มของรุ่งอรุณ ความแค้นและความขัดแย้งในอดีตดูเหมือนจะจางหายไปพร้อมกับความล่มสลายขององค์กรที่เคยเป็นกรงขังของพวกเขา ทั้งสองคนต่างได้รับอิสรภาพที่แลกมาด้วยบาดแผลและรอยจำที่ไม่มีวันลบเลือน
เอเลียสหยิบสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยรอยยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋า เขาฉีกหน้ากระดาษที่มีสมการเหล่านั้นทิ้งทีละหน้าและปล่อยให้มันปลิวไปตามกระแสลมหนาว หญิงสาวมองดูการกระทำนั้นด้วยสายตาที่สงบลง เธอยื่นมือมาจับมือของเขาไว้แน่น เป็นการตกลงโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ ว่านับจากนี้ไปพวกเขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีคำว่าอดีตมาตามหลอกหลอนอีกต่อไป
พวกเขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากก่อนจะเดินเคียงข้างกันไปตามเส้นทางที่ไร้จุดหมายในท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มสาดส่องลงมายังผืนหิมะ ความเงียบสงบกลับคืนสู่เมืองชายแดนแห่งนี้อีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของการต่อสู้ที่กำลังจะถูกกลบฝังไปใต้ชั้นหิมะหนาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ทว่าในใจของเอเลียสเขายังคงรู้สึกถึงความไม่มั่นใจที่แฝงลึกอยู่ลึกๆ เขาหันกลับไปมองภูเขาที่เพิ่งถล่มลงมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ความลับอาจจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ทฤษฎีและสมการที่เคยถูกจารึกไว้ในสมองของเขายังคงอยู่ ความทรงจำเหล่านี้จะเป็นพันธนาการสุดท้ายที่เขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ในทุกๆ วันที่เหลืออยู่ของชีวิต
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
รอยเลือดบนทางสายหมอก
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น