นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
สุญญากาศเหนือพงไพรแห่งความทรงจำ
ย้อนยุค 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-10

สุญญากาศเหนือพงไพรแห่งความทรงจำ

โดย ไอ่เด็กน้อย ไอ้เด็กอ้วน ไอ้ตัวเล็ก
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
6 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักซ่อมแซมกลไกนาฬิกาดาราศาสตร์ที่ต้องเผชิญกับความลับของเวลาที่หยุดนิ่งในป่าลึก โดยมีเดิมพันเป็นความทรงจำที่หายไปของคนทั้งหมู่บ้าน

เข็มทองเหลืองชิ้นเล็กดีดตัวออกจากฟันเฟืองทันทีที่ไขควงปากแบนกดลงไปบนแกนกลาง เสียงโลหะกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบงันของห้องเครื่องใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นสนิมและน้ำมันหล่อลื่น 'ขุนเขา' ขยับแว่นขยายที่ติดอยู่กับดวงตาซ้ายขึ้นเพื่อเพ่งมองรอยร้าวบนแผ่นเพลทโลหะที่สลักลวดลายกลุ่มดาวไม่คุ้นตา มือของเขาเปื้อนคราบน้ำมันจนดำมืด แต่ละจังหวะที่ขยับเข็มขัดเครื่องมือต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะหากเฟืองตัวหลักหยุดหมุนอีกครั้ง ความมืดมิดที่ปกคลุมหมู่บ้าน 'พฤกษาล้อม' ก็จะกลืนกินทุกอย่างไปตลอดกาล

หยดเหงื่อซึมผ่านไรผมร่วงลงมากระทบพื้นไม้ผุๆ เสียงหยดน้ำดังเป็นจังหวะเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นผิดปกติ ขุนเขาถอนหายใจยาวพลางวางเครื่องมือลงบนผ้าสะอาด เขาไม่ได้ทำงานนี้เพราะความต้องการส่วนตัว แต่เพราะพันธสัญญาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษที่สั่งไว้ว่าต้องรักษากลไกนี้ให้ทำงานต่อไปตราบเท่าที่ดวงอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออก เขาหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องไปที่ผนังห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยรอยจารึกชื่อของผู้คนที่สูญเสียความทรงจำไปเมื่อกลไกนี้หยุดเดินคราวก่อน

ท่ามกลางความสลัว เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่บันไดหินทางเข้า 'รินลดา' ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเธอว่างเปล่าเหมือนคนละเมอ มือข้างหนึ่งถือตะเกียงไฟเก่าๆ ที่ไส้ในเกือบจะดับลงเต็มที เธอเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ยังจำได้ว่าเธอเป็นใครและทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ขุนเขาละสายตาจากกลไกนาฬิกาแล้วมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืนทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนคว้าง

รินลดาก้าวลงมาทีละขั้น เสียงฝีเท้าของเธอเบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก เธอเดินเข้ามาใกล้ขุนเขาจนได้กลิ่นไอความเย็นจากตัวเธอ “มันจะหยุดอีกครั้งใช่ไหม” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว ขุนเขาไม่ตอบในทันที เขาหยิบนาฬิกาพกทองแดงที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาขึ้นมาตรวจสอบ เข็มของมันไม่ได้หมุนไปตามเวลาปกติ แต่หมุนวนตามแรงดึงดูดของกลไกชิ้นใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

“ถ้าผมเชื่อมต่อแกนหลักไม่สำเร็จก่อนรุ่งสาง ความทรงจำที่คุณมีอาจจะเป็นชุดสุดท้ายที่หายไป” ขุนเขาพูดพลางพยายามบังคับมือไม่ให้สั่น เขาหยิบฟันเฟืองตัวที่สามสิบสองขึ้นมาวางให้เข้าที่ เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น แต่มันกลับเป็นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในความรู้สึกของเขา เพราะมันหมายความว่าฟันเฟืองตัวต่อไปจะเริ่มขัดข้องในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เขาต้องตัดสินใจว่าจะเลือกซ่อมแซมกลไกเพื่อรักษาเวลา หรือจะปล่อยให้มันพังทลายเพื่อหยุดยั้งวงจรความทุกข์ระทมของหมู่บ้านแห่งนี้

รินลดาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินที่เปียกชื้น เธอจ้องมองเฟืองทองเหลืองที่เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสงสีฟ้าอ่อนๆ เปล่งประกายออกมาจากรอยร้าวของตัวเรือนนาฬิกา มันเป็นแสงที่ดึงเอาเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไปของชาวบ้านออกมาเป็นภาพหลอนๆ ลอยอยู่ในอากาศ ขุนเขามองเห็นภาพหญิงชราคนหนึ่งกำลังป้อนข้าวเด็กน้อย ภาพนั้นเลือนรางและแตกสลายเหมือนแก้วที่ถูกทุบ ขุนเขารู้ดีว่าเขากำลังเล่นกับสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะแตะต้อง แต่เขาก็ถอยหลังไม่ได้แล้ว

“ฉันจำได้ว่าเคยมีดอกไม้สีม่วงขึ้นรอบบ้านหลังนี้” รินลดาเอ่ยขึ้นขณะที่ภาพจำของทุ่งดอกไม้ปรากฏชัดขึ้นในอากาศรอบตัวเธอ ขุนเขาขยับตัวเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น มือของเขายังคงถือคีมปลายแหลมแน่น “นั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่เหลืออยู่รินลดา ถ้าผมเชื่อมกลไกนี้เสร็จ ความทรงจำนี้จะถูกบันทึกไว้ในแกนกลางถาวร แต่ถ้าผมพลาด ทุกอย่างจะกลายเป็นธุลี” เขาพยายามอธิบายความเสี่ยงที่เขาแบกรับอยู่

ความขัดแย้งในใจของขุนเขาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องการช่วยหมู่บ้าน แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครต้องติดอยู่ในวังวนของความทรงจำที่ถูกกักขังไว้ในเครื่องจักร เขามองไปที่รินลดาที่ตอนนี้เริ่มร้องไห้ออกมาโดยไม่มีเสียง น้ำตาของเธอหยดลงบนเฟืองที่หมุนอยู่ ทำให้กลไกเกิดการติดขัดเล็กน้อย ขุนเขารีบคว้าผ้ามาซับหยดน้ำตาเหล่านั้นก่อนที่น้ำจะไหลลงไปถึงแผงวงจรด้านล่าง เสียงโลหะขัดกันดังก้องไปทั่วห้องใต้ดินเหมือนเสียงร้องโหยหวนของสัตว์ป่า

“หยุดเถอะขุนเขา” รินลดากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “บางทีการลืมไปเสียบ้างอาจจะดีกว่าการจำเรื่องที่เจ็บปวดเหล่านี้ได้ตลอดกาล” เธอพยายามเอื้อมมือไปแตะที่กลไกนาฬิกา แต่ขุนเขาคว้าข้อมือของเธอไว้ทัน เขาจ้องมองตาเธอด้วยสายตาที่มุ่งมั่นและดุดัน “ผมไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นอย่างเดียว แต่ผมทำเพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตของเรามีความหมายเกินกว่าจะเป็นแค่ข้อมูลในนาฬิกาเรือนนี้”

เขาสบตาเธออยู่นานก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเครื่องจักรที่ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เสียงคลิกๆ ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเสียงรัวของฝีเท้าในความมืด ขุนเขาตัดสินใจใช้เครื่องมือชิ้นสุดท้ายที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง คือ เข็มทองคำที่มีปลายแหลมคมเหมือนเข็มเย็บผ้า เขาต้องแทงมันเข้าไปในรอยต่อของเฟืองเพื่อขัดจังหวะการไหลเวียนของเวลาที่ผิดปกติ มันเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้มือของเขาขาดได้หากเฟืองหมุนผิดจังหวะ

รินลดามองการกระทำของเขาด้วยความหวาดกลัว เธอขยับตัวถอยหลังไปพิงผนังห้อง แสงสีฟ้าที่เคยนวลตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดที่ไหลออกมาจากรอยร้าวบนเครื่องจักร ความดันอากาศในห้องเริ่มสูงขึ้นจนหูของขุนเขาเริ่มมีเลือดไหลออกมา เขากัดฟันแน่นและออกแรงกดเข็มทองคำลงไปในจุดที่แคบที่สุดของกลไก เสียงโลหะกรีดร้องแหลมสูงจนน่าขนลุก มันเป็นเสียงของเวลาที่ถูกบังคับให้เดินตรงไปข้างหน้าอีกครั้งโดยไม่มีการวนลูป

เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงเหวี่ยงจากกลไกทำให้เครื่องมือในมือของขุนเขากระเด็นไปกระแทกกับกำแพงจนเกิดประกายไฟ ขุนเขาล้มลงกับพื้น แต่เขาก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขาใช้มือเปล่าคว้าเฟืองตัวหลักที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูงเอาไว้ ความร้อนจากแรงเสียดทานทำให้ผิวหนังของเขาพองขึ้น แต่เขาไม่ยอมปล่อย รินลดารีบวิ่งเข้ามาช่วยประคองมือของเขาไว้ “คุณต้องปล่อยมันนะขุนเขา คุณจะตาย!” เธอตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของเครื่องจักร

“ไม่!” ขุนเขาตะโกนกลับด้วยเสียงที่แหบพร่า “ถ้าผมปล่อยตอนนี้ทุกอย่างที่เราสร้างมาจะหายไปหมด!” เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักเฟืองตัวนั้นเข้าที่ล็อกของมัน เสียงกลไกที่เคยติดขัดเริ่มทำงานได้อย่างราบรื่นและเป็นจังหวะที่มั่นคง แสงสีแดงฉานค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านช่องหินลงมาเพียงน้อยนิด ความเงียบงันกลับมาเยือนห้องใต้ดินอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นความเงียบที่ให้ความรู้สึกถึงความหวัง

ขุนเขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง มือของเขามีรอยไหม้และบาดแผลหลายจุด รินลดานั่งลงข้างๆ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาพันแผลให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา “คุณทำได้แล้ว” เธอกระซิบ ความทรงจำที่เคยเลือนลางดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในดวงตาของเธอ ตอนนี้เธอมองเห็นรายละเอียดของห้อง เห็นฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ และที่สำคัญที่สุด เธอจำชื่อของเขาได้แม่นยำ ขุนเขาหันไปยิ้มให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่เหนื่อยล้าที่สุดในชีวิต

แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาทางช่องระบายอากาศด้านบน มันเป็นสัญญาณว่าโลกภายนอกยังคงหมุนต่อไปตามปกติ หมู่บ้านพฤกษาล้อมเริ่มตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน ชาวบ้านเริ่มเดินออกจากบ้านด้วยสีหน้าที่ดูสดใสขึ้น ความทรงจำของพวกเขาไม่ได้ถูกลบเลือนไปอีกต่อไป ขุนเขามองดูรินลดาที่เดินออกไปดูแสงแรกของวันด้วยความรู้สึกที่โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

เขาหยิบนาฬิกาพกของเขาออกมาดูอีกครั้ง เข็มของมันเดินอย่างเที่ยงตรง ไม่มีการหมุนวน ไม่มีการสั่นไหว เขาถอดแว่นขยายที่ติดอยู่กับตาออกแล้ววางลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยเศษเหล็ก ถึงเวลาที่เขาจะวางมือจากหน้าที่นักซ่อมแซมกลไกนี้เสียที ชีวิตของเขาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเขายังไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าความทรงจำที่เขาปกป้องไว้จะไม่หายไปไหนอีกแล้ว

ในความเงียบของห้องใต้ดินที่ตอนนี้กลายเป็นแค่พิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำ ขุนเขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขาเดินตามรินลดาออกไปสู่แสงสว่างข้างนอก ทิ้งร่องรอยของความพยายามและหยาดเหงื่อไว้เบื้องหลัง ลมเย็นพัดผ่านพงไพรหอบเอากลิ่นอายของดอกไม้ป่าเข้ามาปะทะใบหน้า มันเป็นกลิ่นที่เขาเคยลืมไปนานแสนนาน แต่ตอนนี้มันกลับมาสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เมื่อเขาเดินพ้นประตูหินออกมา ภาพที่เขาเห็นคือหมู่บ้านที่กำลังกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผู้คนพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม และเด็กๆ วิ่งเล่นไปตามทางเดินที่โรยด้วยกรวด รินลดายืนรอเขาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เธอโบกมือให้เขาเหมือนคนที่ไม่เคยลืมเลือนกันมาก่อน ขุนเขายิ้มตอบและเดินเข้าไปหาเธอ ทิ้งความลับของนาฬิกาดาราศาสตร์ไว้เบื้องหลังตลอดกาล

ขณะที่เขาก้าวเดินออกไปจากบริเวณห้องใต้ดินนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย กลไกนาฬิกายังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดพัก ชีวิตของคนในหมู่บ้านถูกปลดปล่อยออกจากพันธนาการแห่งกาลเวลาที่เขาเคยดูแล และนั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักซ่อมแซมคนหนึ่งผู้ที่เคยแบกรับภาระของโลกทั้งใบไว้บนบ่าเพียงลำพัง

ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ขุนเขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในใจของเขาเอง ความรู้สึกที่เคยหนักอึ้งเหมือนเศษโลหะเริ่มเบาบางลง เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนซ่อมนาฬิกาอีกต่อไป แต่เขาคือส่วนหนึ่งของเวลาที่ดำเนินไปอย่างงดงามและเรียบง่าย ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเคยละเลยไปกลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตใหม่ที่เขากำลังเริ่มต้น

เขามองไปที่มือของเขา แม้จะมีบาดแผลแต่เขาก็ภูมิใจกับมัน เพราะทุกรอยแผลคือหลักฐานของความพยายามที่คุ้มค่า รินลดาเดินเข้ามาใกล้แล้วจูงมือเขาไว้แน่น ทั้งสองเดินไปพร้อมกันท่ามกลางทุ่งหญ้าที่พลิ้วไหวตามแรงลม เสียงนาฬิกาดังแว่วมาจากที่ไกลๆ แต่มันไม่ใช่เสียงที่เตือนถึงการสูญเสียอีกต่อไป มันเป็นเสียงแห่งจังหวะชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเป็นสุขและเป็นอิสระ

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น