นิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากเศษโลหะของ กวินทร์ สั่นไหวเล็กน้อยขณะบรรจงวางคันชักลงบนหย่องไม้ที่ผุพังของไวโอลินเก่าแก่ เสียงหวีดหวิวของลมที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้ในห้องใต้หลังคาดูเหมือนจะเตือนให้เขารีบเร่งมือ เพราะน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองอโยธยาเหนือเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าห้วงเวลาในวันนี้กำลังจะหมดลงในไม่กี่อึดใจข้างหน้า
หยดเหงื่อใสๆ ไหลรินลงมาตามกรอบหน้าคมสันของชายหนุ่ม เขาใช้ปลายเล็บเขี่ยคราบฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามสายขดลวดทองแดง กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นดอกราตรีที่อบอวลอยู่ในอากาศทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงความทรงจำที่แตกสลาย กวินทร์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ซ่อมเครื่องดนตรีชิ้นนี้ให้กลับมาเล่นได้อีกครั้ง แต่เขาต้องการดึงเสียงสุดท้ายที่คนรักของเขาเคยบรรเลงก่อนที่เธอจะจางหายไปในกระแสธารแห่งกาลเวลาเมื่อหลายปีก่อน
แสงสีม่วงเรืองรองเริ่มทาบฉาบผ่านบานหน้าต่างกระจกสี ทำให้ห้องที่เคยดูมืดสลัวกลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยมิติอันซับซ้อน กวินทร์วางเครื่องมือช่างลงบนโต๊ะไม้โอ๊คก่อนจะหยิบผ้าเช็ดทำความสะอาดผืนเก่ามาขัดถูตัวเครื่องอย่างเบามือ ทุกสัมผัสที่เขาทำลงไปคือการสื่อสารกับความว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้หวังให้เธอปรากฏตัวขึ้นทันที แต่เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากไม้ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเครื่อง ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจที่ยังคงเต้นรำอยู่ใต้ชั้นฝุ่น
จู่ๆ เสียงระฆังจากหอนาฬิกากลางเมืองก็ดังขึ้นเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่มันกลับฟังดูเหมือนเสียงหัวใจที่หยุดเต้นไปนานแล้ว กวินทร์รีบหยิบยางสนมาถูที่คันชักอย่างรวดเร็ว กลิ่นของยางสนไหม้จางๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาจำได้ในวันที่เขาและรินดาพบกันครั้งแรกท่ามกลางงานเทศกาลดนตรีริมฝั่งน้ำ ที่ซึ่งเสียงไวโอลินของเธอเคยเปลี่ยนโลกที่แห้งแล้งของเขาให้กลายเป็นสวนสวรรค์
เขากระชับไวโอลินเข้ากับคางแล้วหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ ทันทีที่คันชักเสียดสีกับสายจนเกิดเสียงโน้ตตัวแรกขึ้นมา อากาศโดยรอบก็เริ่มสั่นไหวราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลกำลังฉีกกระชากม่านแห่งความเป็นจริงออกไป เสียงดนตรีที่กวินทร์บรรเลงไม่ใช่เพลงที่คุ้นหู แต่มันคือเสียงกังวานของห้วงอดีตที่ค่อยๆ ถักทอเข้ากับปัจจุบันอย่างแนบเนียน จนดูเหมือนว่าห้องใต้หลังคาแห่งนี้กำลังลอยละล่องไปในกระแสธาราที่ไหลย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
“เธอได้ยินฉันไหม รินดา” กวินทร์พึมพำผ่านเสียงดนตรีที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ปลายนิ้วของเขาจะเริ่มรู้สึกชาและเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก แต่เขาก็ไม่หยุดมือเพราะเขารู้ดีว่าหากหยุดลงตอนนี้ ความทรงจำที่เขากำลังพยายามกู้คืนจะสูญหายไปตลอดกาลเหมือนเศษไม้ที่ถูกน้ำพัดพาไป
ท่ามกลางเสียงเพลงที่ก้องกังวาน ร่างเงาจางๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมห้อง เธอสวมชุดผ้าไหมสีครีมที่พริ้วไหวไปตามแรงลมที่ไม่รู้ที่มา ใบหน้าของเธอเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความโหยหา รินดามองตรงมาที่กวินทร์ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มต้องเร่งจังหวะการสีไวโอลินให้เร็วขึ้นและเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อปลุกกระตุ้นให้เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้งในพื้นที่แห่งนี้
“อย่าเพิ่งไปไหนเลย อยู่ฟังฉันเล่นจนจบเพลงก่อน” กวินทร์ร้องขอพลางขยับนิ้วกดสายตามจังหวะที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เขาจำต้องถ่ายทอดความเจ็บปวดทั้งหมดที่เขามีลงไปในบทเพลงนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับวันที่เขาไม่ได้รั้งเธอไว้ในวันที่แม่น้ำเปลี่ยนทิศทางในครั้งก่อน ความเสียใจที่กัดกินใจมานานหลายปีถูกแปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่แหลมคมและทรงพลัง
รินดาขยับตัวเข้าใกล้เขามากขึ้น เธอยกมือขึ้นแตะอากาศตรงหน้าเหมือนกำลังสัมผัสกับเสียงเพลงที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัว ทันใดนั้นรอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ แม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มสั้นๆ แต่มันก็ทำให้น้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านหน้าต่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับว่ากฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้ยอมสยบให้กับเสียงไวโอลินที่เต็มไปด้วยความรักของกวินทร์
ความขัดแย้งภายในใจของกวินทร์เริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อเขารู้ตัวว่า การที่เขารั้งเธอไว้ในโลกแห่งนี้อาจเป็นการกักขังวิญญาณของเธอไว้กับความโศกเศร้าของเขาเอง เขาเป็นเพียงนักซ่อมเครื่องดนตรีที่ไม่ยอมปล่อยวางอดีต แต่รินดาควรจะได้ไปอยู่ในที่ที่แม่น้ำไหลไปสู่มหาสมุทรแห่งความสงบสุข แทนที่จะต้องมาติดอยู่ในห้องใต้หลังคาที่เต็มไปด้วยเศษซากของเวลาแบบนี้
เขาลดจังหวะเพลงลงให้ช้าและนุ่มนวลขึ้น เสียงไวโอลินเปลี่ยนจากความเร่าร้อนเป็นเสียงปลอบประโลมที่โหยหา รินดาหลับตาลงและหมุนตัวไปตามท่วงทำนองนั้น ความโปร่งใสของร่างกายเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามราวกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง กวินทร์มองดูภาพนั้นด้วยหัวใจที่บีบคั้น เขาตระหนักดีว่าถึงเวลาที่เขาต้องตัดสินใจระหว่างการยึดเหนี่ยวเธอไว้กับตัว หรือการปลดปล่อยให้เธอเป็นอิสระตลอดกาล
“ถ้าการที่ฉันรั้งเธอไว้คือความเห็นแก่ตัว งั้นขอให้บทเพลงนี้เป็นคำขอโทษของฉัน” กวินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขากดสายไวโอลินตัวสุดท้ายด้วยความหนักแน่น เสียงโน้ตตัวนั้นดังกังวานกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง ราวกับเสียงระฆังที่ตีบอกเวลาแห่งการสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่ง
ในตอนนั้นเอง แสงสีทองจากร่างของรินดาก็ระเบิดออกจนสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้อง กวินทร์ต้องหลับตาแน่นเพื่อป้องกันสายตาจากความร้อนแรงนั้น เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความเงียบงันจะกลับคืนมาปกคลุมห้องใต้หลังคาอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกราตรีที่ยังคงอบอวลและไวโอลินที่วางสงบนิ่งอยู่บนตักของเขา
กวินทร์ลืมตาขึ้นมองดูรอยว่างเปล่าที่รินดาเคยยืนอยู่ ตอนนี้หน้าต่างเปิดกว้างออกและแม่น้ำสายนั้นก็ได้กลับมาไหลในทิศทางปกติอีกครั้ง เขาไม่ได้รู้สึกถึงความว่างเปล่าอย่างที่เคยคาดไว้ แต่เขากลับรู้สึกถึงความเบาสบายในอกที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานหลายปี ราวกับว่าเสียงเพลงที่เขาบรรเลงได้ปลดล็อคกุญแจที่ขังหัวใจของเขาไว้กับความเสียใจนานนับทศวรรษ
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า มองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูแสงอาทิตย์ที่เริ่มทอแสงเหนือยอดไม้ในยามเช้า เมืองอโยธยาเหนือตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงชีวิตที่ดำเนินไปตามปกติ ผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตริมฝั่งน้ำโดยไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนนี้ มีการจากลาที่งดงามที่สุดเกิดขึ้นในห้องใต้หลังคาเล็กๆ แห่งหนึ่ง
กวินทร์วางไวโอลินลงในกล่องกำมะหยี่สีเข้มอย่างทะนุถนอม เขาไม่ได้ซ่อมมันเพื่อใช้งานอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือน เขารู้ดีว่าชีวิตหลังจากนี้จะต้องดำเนินต่อไป แต่ท่วงทำนองที่เขาได้สร้างขึ้นร่วมกับรินดาจะยังคงฝังอยู่ในมวลอากาศและสายน้ำของเมืองนี้ตลอดไป ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนทิศทางไปกี่ครั้งก็ตาม
เขาเดินออกจากห้องใต้หลังคาลงไปสู่ถนนที่เริ่มพลุกพล่าน เสียงฝีเท้าของเขาดูหนักแน่นและมั่นคงกว่าครั้งไหนๆ ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมที่เหมือนจะแว่วชื่อของเขาออกมาเบาๆ กวินทร์ยิ้มให้กับฟ้ากว้างก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้า โดยไม่หันหลังกลับไปมองห้องนั้นอีกเลย เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคารหรือเครื่องดนตรี แต่คือความทรงจำที่ได้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้ว
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ศิลาจารึกอักขระมนตรา ความลับใต้สมุทรสาคร
อาถรรพ์พู่กันเลือด สะบัดอักษรพลิกชะตาฟ้า
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น