นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
สุรเสียงแห่งพงไพรในหุบเขาไร้ตะวัน
สืบสวนสอบสวน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-06

สุรเสียงแห่งพงไพรในหุบเขาไร้ตะวัน

โดย ไอ่เด็กน้อย ไอ้เด็กอ้วน
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
2 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักแกะสลักไม้ผู้พยายามรักษาเสียงดนตรีจากต้นไม้โบราณ ในขณะที่ความเงียบงันเริ่มคืบคลานเข้ากลืนกินป่าลึกที่ไม่มีวันเห็นแสงอาทิตย์

ปลายสิ่วเหล็กกล้ากดลงบนเนื้อไม้พยุงสีเข้มจนเกิดเสียงครูดเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับหุบเขาอเวจี กลิ่นยางไม้สดและไอเย็นจากละอองหมอกที่เกาะตัวอยู่รอบเรือนไม้เก่าลอยอบอวลไปทั่วห้องทำงานของ 'ธาดา' ชายหนุ่มผู้มีนิ้วมือหยาบกร้านจากการกรำงานหนักมาตลอดหลายสิบปีในป่าลึกที่แสงอาทิตย์เอื้อมไม่ถึง

เสียงของผืนป่าภายนอกผิดปกติไปในวันนี้ ลมที่เคยพัดผ่านยอดไม้กลับกลายเป็นความนิ่งสนิทราวกับสรรพสิ่งถูกแช่แข็ง ธาดาหยุดมือที่กำลังแกะสลักลวดลายกิ่งก้านบนเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญ เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากพื้นดินที่ส่งผ่านมาถึงปลายนิ้วผ่านโต๊ะไม้สักเก่าแก่ที่เขาใช้ทำมาหากินมาทั้งชีวิต

เขาเงยหน้าขึ้นมองผ่านหน้าต่างบานแคบที่ไม่มีบานกระจก เห็นเพียงกำแพงหมอกสีเทาจัดที่เริ่มบีบตัวเข้ามาใกล้ตัวเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ ความมืดในหุบเขานี้ไม่ใช่ความมืดจากกลางคืน แต่มันคือความมืดที่ดำรงอยู่เป็นนิจนิรันดร์โดยมีเพียงแสงเรืองรองจากพืชพรรณและไม้แกะสลักของเขาเท่านั้นที่พอจะให้ความสว่างได้บ้าง

ธาดาหยิบ 'ขลุ่ยไม้พราย' ที่เขาเพิ่งแกะสลักเสร็จขึ้นมาเป่าทดสอบ เสียงที่ออกมาไม่ได้ใสสะอาดเหมือนขลุ่ยทั่วไป แต่มันกลับมีเสียงคล้ายเสียงสะอื้นของสายน้ำไหลแทรกอยู่ภายในนั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไม้ในหุบเขานี้ที่ผู้คนภายนอกต่างพากันหวาดกลัวและเรียกขานมันว่าพืชพรรณต้องสาป

เขารู้ดีว่าหากเสียงนี้ถูกเป่าขึ้นในช่วงเวลาที่หมอกสีเทาเริ่มแปรปรวน มันจะเป็นการเรียกบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความเงียบให้ตื่นขึ้นมา แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่รักษาสมดุลของเสียงดนตรีเอาไว้ หุบเขาทั้งหุบเขาจะเข้าสู่ภาวะเงียบงันถาวรและนั่นหมายถึงจุดจบของทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้

เขาวางสิ่วลงบนโต๊ะก่อนจะเดินออกไปที่ชานเรือนด้วยความระมัดระวัง รองเท้าสานจากเถาวัลย์ของเขาสัมผัสพื้นไม้ที่เปียกชื้นจากน้ำค้าง เขาไม่ได้สวมเสื้อคลุมแม้จะรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกสันหลัง เพราะเขาต้องการให้ร่างกายได้สัมผัสถึงคลื่นความถี่ของอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

หญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากม่านหมอก เธอมีนามว่า 'รินดา' ผู้ดูแลวิหารที่อยู่ถัดไปจากเขตป่าของเขา ใบหน้าของเธอซีดเผือดและดวงตาเบิกกว้างราวกับเพิ่งผ่านพบสิ่งที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอถือคทาไม้วิเศษที่ไร้ประกายแสง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดของหุบเขาแห่งนี้

ธาดาขมวดคิ้วแน่นก่อนจะก้าวลงจากชานเรือนไปหาเธอ มือของเขาคว้าขลุ่ยแน่นราวกับมันเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่เขาพึ่งพาได้ในยามนี้ "รินดา เกิดอะไรขึ้นที่วิหาร ทำไมคทาของเจ้าถึงไร้แสงเช่นนั้น" เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเคร่งขรึมพยายามข่มความกังวลไว้ภายใต้ความนิ่งเฉย

รินดาหอบหายใจถี่พลางทรุดตัวลงกับพื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวจัด "ความเงียบกำลังกินทุกอย่าง ธาดา ไม่ใช่แค่เสียงดนตรีที่หายไป แต่ตัวตนของผู้คนในหมู่บ้านเริ่มเลือนหายไปทีละคนเหมือนภาพวาดที่ถูกลบด้วยน้ำสะอาด" เธอพยายามชี้มือไปยังทิศทางที่ตั้งของวิหาร ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าสีเทาขุ่นมัว

เขารู้สึกถึงหยาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม แม้สภาพอากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เขารู้ดีว่าหากความเงียบเข้าครอบงำวิหารได้สำเร็จ พลังในการสร้างสรรค์ของชาวหุบเขาที่คอยค้ำจุนสมดุลของโลกนี้ไว้ก็จะพังทลายลง ธาดาจึงตัดสินใจที่จะนำขลุ่ยไม้พรายออกไปเผชิญหน้ากับต้นตอของความเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เขาก้าวเดินไปข้างหน้ารินดาโดยไม่มีความลังเล แต่ละย่างก้าวของเขาคือการรวบรวมสมาธิเพื่อสร้างคลื่นเสียงขึ้นมารอบตัว ความเงียบภายนอกเริ่มกดทับจนหูของเขาอื้ออึง แต่เขายังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านม่านหมอกไปให้ถึงใจกลางของหุบเขา ที่ซึ่งต้นไม้แม่บทแห่งเสียงตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดนั้น

ระหว่างทางที่เดินผ่านป่าที่ไร้เสียงนกหรือแมลง ธาดาเริ่มได้ยินเสียงกระซิบที่คุ้นเคย เสียงของแม่ที่จากไปนานแล้วกำลังเรียกชื่อเขาอยู่ในความเงียบงันนั้น "ธาดา... กลับมาสิ เสียงเจ้ามันช่างไร้ความหมายในโลกที่ไม่มีใครได้ยิน" เขาขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันเพื่อข่มใจไม่ให้คล้อยตามคำลวงเหล่านั้น

เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของเขามักจะเป็นความโหยหาในอดีต แต่เขาต้องใช้จุดแข็งนั่นคือทักษะการแกะสลักที่ผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งเสียงเพื่อเปลี่ยนความเงียบให้กลายเป็นทำนองเพลง เขาหยิบสิ่วเล่มเล็กออกมาจากเอวแล้วฝนมันเข้ากับหินข้างทางเพื่อสร้างเสียงแหลมสูงคอยตัดความเงียบที่พยายามรุกรานจิตใจ

เมื่อถึงใจกลางป่า เขาพบว่าต้นไม้แม่บทที่เคยแผ่กิ่งก้านตระหง่านบัดนี้กลายเป็นเพียงโครงร่างไม้ที่แห้งกรังเหมือนศพที่ถูกดูดพลังไปจนหมดสิ้น รินดาตามมาทันและยืนมองภาพนั้นด้วยความสิ้นหวัง เธอทรุดตัวลงอีกครั้งแต่ครั้งนี้เธอกลับร้องไห้ออกมาโดยไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอของเธอ

ธาดาเดินเข้าไปหาต้นไม้แม่บท เขาวางมือลงบนเปลือกไม้ที่ขรุขระและเย็นเฉียบ เขาเริ่มบรรเลงขลุ่ยไม้พรายด้วยเพลงที่เขาตั้งใจแกะสลักไว้เพื่อเป็นเพลงกล่อมสุดท้ายสำหรับโลกใบนี้ ทำนองเริ่มสั่นสะเทือนไปทั่วอากาศรอบๆ ทำให้ม่านหมอกสีเทาที่ปกคลุมอยู่รอบตัวพวกเขาเริ่มสั่นไหวและแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

ความขัดแย้งระหว่างเสียงจากขลุ่ยกับความเงียบของม่านหมอกสร้างแรงปะทะที่รุนแรงจนทำให้พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาสั่นสะเทือน ธาดาหลับตาแน่น พยายามถ่ายโอนพลังชีวิตทั้งหมดที่มีผ่านนิ้วมือลงไปที่ขลุ่ยไม้ เขารู้สึกว่าเลือดในกายกำลังเดือดพล่านราวกับต้องคำสาปที่เขากำลังต่อต้านอยู่

จังหวะของเพลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามความแข็งแกร่งของความเงียบที่พยายามจะกลืนกินเขา ธาดาคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อความเงียบแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังของเขาจนทำให้ผิวกลายเป็นสีเทาเหมือนหินไม้กลายเป็นฟอสซิล แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดบรรเลงเพลงนั้นจนกว่าจะเห็นแสงริบหรี่ปรากฏขึ้น

ในนาทีที่เขารู้สึกว่าหัวใจกำลังจะหยุดเต้น แสงสีทองประกายเล็กๆ ก็แทรกตัวออกมาจากใจกลางของต้นไม้แม่บท เสียงขลุ่ยที่เขาบรรเลงประสานเข้ากับเสียงของต้นไม้ที่เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้งจนกลายเป็นท่วงทำนองอันกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงชั้นบรรยากาศเหนือน่านฟ้าหุบเขา

ความเงียบงันพ่ายแพ้ต่อพลังแห่งเสียงและถูกผลักดันให้ถอยร่นกลับไปยังรอยแยกของโลก หมอกสีเทาสลายตัวไปในทันทีเผยให้เห็นแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ส่องลงมายังหุบเขาเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ธาดาล้มลงกับพื้น มือยังคงกำขลุ่ยแน่นขณะที่ร่างกายของเขากลับคืนสู่สภาพเดิมแม้จะอ่อนแรงลงอย่างมาก

รินดารีบวิ่งเข้ามาหาเขา น้ำตาของเธอไหลพรากแต่ครั้งนี้เขาสามารถได้ยินเสียงสะอื้นของเธอได้อย่างชัดเจน เธอช่วยประคองเขาขึ้นมาและมองไปรอบๆ ป่าที่เริ่มฟื้นคืนสีสันอีกครั้ง ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีและดอกไม้ป่านานาชนิดเริ่มผลิบานรับแสงแดดที่แสนอบอุ่น

ธาดามองดูผลงานของเขาที่เพิ่งทำสำเร็จ เขาไม่ได้เพียงแค่แกะสลักไม้ แต่เขาได้แกะสลักอนาคตให้กับหุบเขาแห่งนี้ด้วยเสียงที่เขารักที่สุด แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจนแทบขยับไม่ได้ แต่รอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเมื่อเห็นว่าความเงียบที่ไร้ตัวตนนั้นได้ถูกขับไล่ออกไปจนสิ้น

เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในโลกที่ความเงียบมักจะแฝงตัวอยู่ในทุกมุมมืด เขาจะต้องคอยเฝ้าระวังและใช้เสียงดนตรีของเขาปกป้องหุบเขาต่อไป แต่ในตอนนี้ เขาขอเพียงแค่หลับตาลงและฟังเสียงของสรรพชีวิตรอบตัวที่กำลังร้องเพลงต้อนรับการกลับมาของแสงตะวันอีกครั้ง

ธาดาหลับตาลงท่ามกลางเสียงนกป่าที่เริ่มขับขานขานรับกันเป็นทอดๆ เสียงที่เคยหายไปบัดนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับว่าป่าไม้ทั้งผืนกำลังขอบคุณเขาด้วยทำนองที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเขาก็รู้ว่า ตราบใดที่เขายังมีสิ่วและมีไม้ในมือ เสียงเพลงแห่งหุบเขาจะไม่จางหายไปจากความทรงจำของโลกใบนี้อีกเลย

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น