นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
ห้วงธาราแห่งความทรงจำที่หายสาบสูญ
ย้อนยุค 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-20

ห้วงธาราแห่งความทรงจำที่หายสาบสูญ

โดย ไอ่เด็กน้อย ไอ้เด็กอ้วน ไอ้ตัวเล็ก
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักกู้ซากเรือสำรวจใต้ทะเลลึกที่ต้องเผชิญกับอดีตอันเจ็บปวด เมื่อเขาพบวัตถุประหลาดที่เชื่อมโยงกับอุบัติเหตุในอดีตที่พรากคนรักไปจากเขา

แรงกดดันมหาศาลจากน้ำหนักของมหาสมุทรแปซิฟิกในระดับความลึกห้าพันเมตรสั่นสะเทือนผ่านโครงเหล็กของยานดำน้ำขนาดเล็ก 'ธารา' กระแทกเข้ากับผนังหินของร่องลึกอย่างรุนแรงจนไฟในห้องควบคุมกะพริบถี่ 'รินทร์' สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด มือที่สวมถุงมือหนาแน่นกุมคันบังคับไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาพยายามประคองยานให้ทรงตัวท่ามกลางกระแสน้ำวนที่ถาโถมเข้ามาปะทะราวกับมวลน้ำกำลังพยายามบดขยี้ผู้บุกรุกจากโลกเบื้องบนให้แหลกคามือ

แสงจากสปอตไลท์ด้านหน้ายานกราดไปทั่วพื้นทรายสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยซากปะการังหินและเศษเหล็กเก่าคร่ำคร่า รินทร์เพ่งมองจอเรดาร์ที่แสดงสัญญาณผิดปกติซ้ำๆ ในจุดที่แผนที่ระบุว่าเป็นที่ตั้งของเรือบรรทุกสินค้าที่จมหายไปเมื่อยี่สิบปีก่อน กลิ่นอับชื้นของโลหะที่ทำปฏิกิริยากับความชื้นและไอระเหยของออกซิเจนในถังสำรองตีขึ้นจมูก ทำให้เขารู้สึกมวนท้องขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ความปรารถนาที่จะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของความมืดมิดนั้นกลับมีพลังมากกว่าความกลัว

ทันใดนั้น เงาสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าในระยะไม่ถึงสิบเมตร มันไม่ใช่ชิ้นส่วนของเรือเดินสมุทรอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่เป็นโครงสร้างโลหะทรงกลมที่มีลวดลายประหลาดแกะสลักอยู่รอบนอก รินทร์บังคับยานเข้าไปใกล้จนกระจกนิรภัยแทบจะสัมผัสกับพื้นผิวเย็นเยียบของวัตถุนั้น ผิวสัมผัสของมันดูเรียบเนียนผิดธรรมชาติ ทว่ากลับมีรอยแยกเล็กๆ ที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ออกมาเป็นจังหวะราวกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ใต้เปลือกโลก

เขาเอื้อมมือไปแตะปุ่มควบคุมแขนกลเพื่อยื่นออกไปสัมผัสพื้นผิวของวัตถุนั้น แต่ทันทีที่ปลายนิ้วเหล็กแตะโดน เสียงหวีดหวิวแหลมสูงก็ดังกึกก้องผ่านลำโพงในห้องโดยสารจนรินทร์ต้องยกมือขึ้นปิดหูด้วยความเจ็บปวด เสียงนั้นไม่ใช่เสียงสัญญาณวิทยุที่ผิดพลาด แต่มันดูเหมือนเสียงกระซิบของผู้หญิงที่เขาคุ้นเคยดี มันคือเสียงของ 'เมษา' คนรักที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเรือสำรวจลำนั้นเมื่อหลายปีก่อน

รินทร์พยายามตั้งสติ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่านี่อาจเป็นเพียงอาการหลอนจากการขาดออกซิเจนหรือความเครียดสะสม แต่เมื่อเขามองไปยังภาพที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์ แสงสีฟ้าจากวัตถุนั้นเริ่มแผ่กระจายออกเป็นรูปร่างของบุคคลที่ยืนอยู่กลางกระแสน้ำเย็นจัดโดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เธอหันมามองที่ตัวยานพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของรินทร์พังทลายลงในชั่วพริบตา

"รินทร์... คุณมาช้าไปนะ" เสียงของเธอชัดเจนขึ้นผ่านระบบสื่อสารที่เขาไม่ได้เปิดใช้งาน มันแผ่วเบาและโหยหา ราวกับเดินทางผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นเงาร่างนั้นค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเงียบงันที่กลับคืนมาเยือนห้องโดยสารอีกครั้ง เหลือเพียงความมืดมิดที่กดทับอยู่ภายนอกยานซึ่งดูจะหนักอึ้งกว่าครั้งไหนๆ

เขาถอนหายใจยาว พิงศีรษะกับเบาะที่นั่งที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคล ความรู้สึกผิดที่สั่งสมมานานนับทศวรรษถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งเหมือนแผลที่ไม่มีวันหายสนิท ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงนักวิจัยฝึกหัดที่ปล่อยให้เธอลงไปในยานลำที่ชำรุดเพียงลำพังด้วยความมั่นใจผิดๆ ว่าเทคโนโลยีจะปกป้องเธอได้ ความเงียบในห้วงลึกแห่งนี้เปรียบเสมือนสุสานที่เก็บงำความลับของเขาไว้ตลอดกาล แต่บัดนี้ ดูเหมือนว่าสุสานแห่งนี้กำลังเรียกร้องให้เขากลับไปเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง

รินทร์เอื้อมมือไปเปิดแผงวงจรไฟฟ้าเพื่อตรวจเช็คระบบสำรองอีกครั้ง นิ้วของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ความทรงจำที่ผูกติดอยู่กับก้นบึ้งของมหาสมุทรแห่งนี้คือสิ่งเดียวที่ทำลายเกราะป้องกันของเขาได้เสมอ เขาหยิบรูปถ่ายใบเก่าที่เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ออกมาดู ใบหน้าของหญิงสาวที่ดูสดใสในวันนั้นช่างแตกต่างจากเงาร่างสีฟ้าที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

เขาตัดสินใจที่จะไม่ถอยกลับ แม้ว่าออกซิเจนในถังจะเหลือไม่ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ตาม รินทร์กดปุ่มเร่งเครื่องยนต์เพื่อพายานดำน้ำเคลื่อนที่วนรอบวัตถุประหลาดนั้นอีกครั้ง เขาต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาเห็นคือภาพหลอนหรือความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้แรงดันมหาศาลนี้กันแน่ หากความตายกำลังรออยู่เบื้องหน้า เขาขอเพียงแค่ได้รับคำตอบที่ค้างคาใจมาตลอดชีวิตก่อนที่ทุกอย่างจะดับสูญไป

"ถ้าคุณรอฉันอยู่ตรงนี้ ฉันก็จะตามไปจนถึงที่สุด" รินทร์ประกาศก้องในความเงียบงันของห้องโดยสาร คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นคำมั่นสัญญาที่เขามีให้กับตัวเองและวิญญาณของคนที่เขารักที่สุด เขาเริ่มบันทึกพิกัดตำแหน่งลงในสมุดบันทึกส่วนตัวด้วยลายมือที่เร่งรีบ ก่อนจะเตรียมตัวออกไปสำรวจนอกยานด้วยชุดดำน้ำที่ออกแบบมาเพื่อความดันสูง

การสวมชุดดำน้ำแรงดันสูงนั้นเป็นกระบวนการที่เชื่องช้าและน่าอึดอัด รินทร์รู้สึกเหมือนถูกบีบอัดในเกราะเหล็กที่ขยับตัวได้ยากลำบาก กลิ่นของยางและสารหล่อลื่นที่อบอวลอยู่ภายในหมวกกันน็อกทำให้เขาหายใจลำบากมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่เขามองผ่านกระจกหน้าออกไปเห็นวัตถุประหลาดนั้น ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็จางหายไป ความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อไปให้ถึงจุดหมายนั้นแรงกล้ากว่าความกลัวตาย

เขาเปิดประตูนิรภัยของยาน แรงดันน้ำภายนอกดันตัวยานให้สั่นสะเทือนเล็กน้อยก่อนจะนิ่งสนิท รินทร์ก้าวเท้าออกสู่พื้นที่ว่างเปล่าของทะเลลึก ความมืดมิดรอบข้างถูกแทนที่ด้วยแสงสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากวัตถุนั้น มันดูเหมือนประตูมิติที่กำลังเปิดรอเขาอยู่ รินทร์ว่ายน้ำผ่านกระแสน้ำที่เย็นจัดจนรู้สึกเหมือนถูกเข็มแทงนับพันเล่มบนผิวหนัง แต่เขาก็ไม่หยุดยั้ง

เมื่อเขาเข้าใกล้พื้นผิวของวัตถุนั้น รอยแยกที่เปล่งแสงก็เริ่มขยายตัวออกกว้างขึ้น เผยให้เห็นทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปสู่ส่วนลึกของมัน รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า ทันทีที่ร่างของเขาผ่านขอบเขตของแสง ทุกอย่างรอบตัวก็เปลี่ยนไปราวกับถูกดึงเข้าสู่โลกอีกใบที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความมืดมิดของใต้ทะเลอีกต่อไป

ภายในนั้นไม่ใช่ห้องเครื่องหรือซากเรือ แต่มันคือหอจดหมายเหตุขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยภาพฉายโฮโลแกรมของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต รินทร์เห็นภาพของเมษาเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เขารู้จักในสมัยก่อน ภาพเหล่านั้นฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในวันที่เขาทั้งสองบอกลากันที่ท่าเรือ เขารีบก้าวเท้าวิ่งเข้าไปหาภาพเหล่านั้นด้วยความหวังที่ริบหรี่แต่เต็มไปด้วยพลัง

รินทร์พยายามคว้ามือของเมษาที่ปรากฏในภาพ แต่ทุกอย่างกลับเลือนหายไปเหมือนหมอกควันเมื่อเขาสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า ความจริงเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าที่แห่งนี้คือเครื่องจักรเก็บกักความทรงจำที่ดูดซับเอาเหตุการณ์สำคัญของผู้ที่ผ่านเข้ามาในพิกัดนี้ มันไม่ใช่สถานที่ช่วยชีวิต แต่มันคือคุกของอดีตที่คอยกัดกินจิตใจของคนที่ยังยึดติดกับสิ่งที่สูญเสียไป

เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นผิวที่ดูเหมือนกระจกใส มองดูภาพความทรงจำของตัวเองที่ถูกฉายซ้ำไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความเสียใจที่เขาเคยคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงสิ่งที่เครื่องจักรนี้สร้างขึ้นมาเพื่อกักขังเขาไว้ รินทร์ตั้งสติและพยายามมองหาจุดอ่อนของระบบจดหมายเหตุนี้ เขาเริ่มสังเกตเห็นรหัสตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในภาพฉายแต่ละภาพ ซึ่งเป็นรหัสเดียวกับที่เขาเคยใช้ตั้งค่าระบบนำทางของเรือสำรวจลำนั้น

รินทร์เริ่มกดรหัสเหล่านั้นลงบนแผงควบคุมที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศตามสัญชาตญาณของการเป็นนักกู้ซากผู้ช่ำชอง เสียงคำรามต่ำๆ ของเครื่องจักรดังสนั่นไปทั่วหอจดหมายเหตุ ราวกับว่าระบบป้องกันกำลังถูกทำลายลงทีละส่วน พื้นที่รอบตัวเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนภาพโฮโลแกรมแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทิ้งไว้เพียงความมืดสนิทที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่

เขาไม่ได้กลัวความมืดนั้นอีกต่อไป รินทร์รู้ดีว่าการทำลายเครื่องจักรนี้คือการปลดปล่อยตัวเองจากการจองจำของอดีตที่เขาแบกไว้มานานหลายปี ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นมาจากใจกลางของหอจดหมายเหตุ มันสว่างจนทำให้เขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่าที่แสนสงบ รินทร์หลับตาลงและปล่อยให้กระแสพลังงานนั้นพัดพาเขากลับออกมาจากสถานที่แห่งนั้น

เมื่อรินทร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองลอยคออยู่กลางทะเล ห่างจากยานดำน้ำที่ลอยเท้งเต้งอยู่ไม่ไกลนัก แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านผิวน้ำลงมาเป็นลำรังสีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา วัตถุประหลาดนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าของมหาสมุทรที่กลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาตะเกียกตะกายขึ้นไปบนยานดำน้ำด้วยแรงเฮือกสุดท้าย มือที่สั่นเทาคว้าจับบันไดเหล็กไว้แน่น ความรู้สึกที่หนักอึ้งในอกที่เคยมีมาตลอดหลายปีหายไปราวกับถูกชะล้างด้วยน้ำทะเลที่เย็นเฉียบ รินทร์นั่งหอบหายใจอยู่บนดาดฟ้ายาน มองดูพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากขอบฟ้าอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่อีกต่อไป

เรือสำรวจของเขาเริ่มเคลื่อนที่กลับสู่ผิวน้ำอย่างช้าๆ รินทร์หยิบรูปถ่ายใบเก่าออกมาจากกระเป๋าแล้วมองดูเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปล่อยให้มันร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรตามสิ่งที่มันควรจะอยู่ เขารู้ดีว่าอดีตเป็นเพียงรอยจารึกบนผืนทรายที่คลื่นจะซัดหายไปในที่สุด และวันนี้ คือวันที่เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีเงาของความผิดพลาดในอดีตคอยติดตามอีกต่อไป

เขามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับสีครามของมหาสมุทรอย่างชัดเจน ความเงียบที่เคยน่ากลัวกลับกลายเป็นความสงบที่น่ายินดี รินทร์ก้าวเข้าสู่ห้องควบคุมและหันหัวเรือกลับสู่ฝั่ง ทิ้งร่องรอยของความทรงจำที่หายสาบสูญไว้เบื้องหลังท่ามกลางความลึกที่ไร้จุดจบของมหาสมุทรที่เขารักที่สุดและเกลียดชังที่สุดในเวลาเดียวกัน

ชีวิตหลังจากการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่านั้นเปรียบเสมือนการเกิดใหม่ที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน รินทร์ไม่ได้มองหาคำตอบจากอดีตอีกต่อไป แต่เขากลับมองไปข้างหน้ายังเส้นทางที่กว้างใหญ่กว่าเดิม แม้คลื่นลมจะรุนแรงเพียงใด เขาก็รู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันจมดิ่งลงไปในความเสียใจแบบเดิมอีกแล้ว เพราะเขารู้ดีว่าใต้ผืนน้ำนั้นมีความสงบที่รอคอยทุกคนที่กล้าจะก้าวข้ามผ่านมันไป

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น