ไอความร้อนจากทะเลทรายสะท้อนผ่านหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงาน 'เมษา' ก้มมองเส้นใยแก้วสีหม่นในมือที่สั่นไหวเบาๆ เธอใช้ปากคีบโลหะยาวเหยียดดึงปมที่พันกันยุ่งเหยิงออกจากแกนกลางของผลึกความทรงจำชิ้นใหม่ที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อเช้า กลิ่นกำยานที่ถูกจุดทิ้งไว้ในห้องพยายามกลบกลิ่นไหม้จางๆ ของเส้นใยที่ขาดสะบั้น แต่มันไม่เคยช่วยให้ความรู้สึกกระวนกระวายในอกของเธอลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
หยดเหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวบนหน้าผากของหญิงสาวขณะที่เธอกลั้นหายใจประคองเส้นใยเส้นสุดท้ายให้เข้าที่ หากพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว อดีตของเจ้าของผลึกชิ้นนี้จะกลายเป็นเพียงธุลีสีขาวที่ไร้ความหมาย เธอไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ช่างซ่อม แต่เธอกำลังกู้คืนเศษเสี้ยวชีวิตที่ถูกหลอมละลายจากแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงเกินกว่ามนุษย์จะทนรับได้ในเมืองที่ไม่มีแม้แต่เงาไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง
เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะหนักแน่นสามครั้งตามด้วยเสียงประตูที่ถูกผลักเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต ชายหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมสีเทาเข้มเดินเข้ามาพร้อมกับขวดโหลแก้วที่ภายในว่างเปล่า เขาวางมันลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่องจนเกิดเสียงกังวานสั่นสะเทือนไปถึงอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เรียงรายอยู่รอบๆ เมษาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเพราะสมาธิของเธอยังคงจดจ่ออยู่กับใยแก้วที่กำลังเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา
เธอกล่าวโดยไม่ละสายตาจากงานที่ทำอยู่ว่าอย่าพึ่งรีบเร่งในเวลาที่เส้นใยกำลังปรับจูนกับกระแสประสาทใหม่ เพราะหากขยับตัวแรงเกินไป แรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ผลึกนี้แตกละเอียดเป็นผุยผงเหมือนกับผลึกของคนอื่นๆ ที่เคยพลาดมาก่อนหน้านี้ เสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ทำให้ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าลงทันที เขาทำเพียงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาเป็นลำ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันอบอ้าว มีเพียงเสียงติ๊กของนาฬิกากลไกโบราณบนผนังที่ดังก้องแข่งกับเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของทั้งสองคน เมษาค่อยๆ วางคีบลงบนถาดเงินก่อนจะถอนหายใจยาว เธอเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้าแล้วหันมามองผู้มาเยือนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานติดต่อกันนานหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พักสายตาเลยสักนิด
เขากระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่าเธอพบอะไรในนั้นบ้างไหม ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นอีกนิด ร่องรอยของความหวาดกลัวปรากฏชัดบนใบหน้าที่ถูกแผดเผาด้วยแดดจนผิวหนังเริ่มลอกเป็นขุย เขาต้องการเพียงแค่ความทรงจำในวัยเยาว์ที่เขาลืมเลือนไปตั้งแต่วันที่พายุแสงอาทิตย์ถล่มเมืองจนผู้คนต้องหลบเร้นอยู่ใต้หลังคาที่ทำจากแผ่นตะกั่วหนาเตอะ
เมษาขยับเก้าอี้ถอยหลังพลางจ้องมองขวดโหลเปล่าใบนั้น เธอรู้ดีว่าคำตอบของเธออาจเปลี่ยนชีวิตของชายคนนี้ไปตลอดกาล หรือไม่ก็อาจทำลายเขาให้แตกสลายไม่มีชิ้นดี การดึงความทรงจำที่เจ็บปวดกลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเข็มถักทอใยแก้วของเธอเริ่มเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลาและขาดแคลนวัสดุในการซ่อมแซมอย่างรุนแรงในระยะหลังมานี้
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะเทือนว่าความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่เสมอไป โดยเฉพาะในวันที่เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ ความจริงที่เขาค้นหาอาจเป็นเพียงเศษซากของความผิดพลาดที่เขาพยายามลืมมันไปเองตั้งแต่อดีต แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ยอมรับฟังเหตุผลเหล่านั้น เขายังคงจ้องมองผลึกสีฟ้าบนโต๊ะด้วยความกระหายอยากที่จะรู้เรื่องราวของตัวเองอย่างแรงกล้า
ความขัดแย้งภายในใจของเมษาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เธอถูกฝึกมาให้รักษาความทรงจำ แต่เธอก็รู้ดีว่าผู้คนในเมืองนี้อยู่รอดมาได้เพราะการลืมเลือน หากทุกคนจำได้ว่าพวกเขาเสียอะไรไปบ้างในวันที่โลกเปลี่ยนไป เมืองนี้คงล่มสลายลงด้วยความโศกเศร้าในเวลาเพียงไม่นาน เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เลือกจะลืมเรื่องราวของตัวเองเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในแต่ละวันโดยไม่ต้องร้องไห้
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขา เขาบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการความสุขที่ลวงตา แต่เขาต้องการความจริงที่เจ็บปวดเพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ไม่ใช่เครื่องจักรที่รอวันพังทลายไปพร้อมกับเมืองที่ไร้ความหมายแห่งนี้ สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความหวาดกลัวกลายเป็นความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด
เมษาหยิบผลึกสีฟ้าขึ้นมาหมุนไปมาในแสงอาทิตย์ มันสะท้อนภาพเงาของพวกเขาที่บิดเบี้ยวบนผนังห้อง ความสัมพันธ์ระหว่างช่างซ่อมและลูกค้ามักจะจบลงที่ความพึงพอใจ แต่สำหรับชายคนนี้ มันดูเหมือนจะเป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อชะตากรรมที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นเองด้วยซ้ำ เธอจำได้ว่าเคยมีคนแบบเขาเข้ามาหาเธอเมื่อหลายปีก่อน คนที่ต้องการรู้ความจริงจนสุดท้ายก็ต้องทิ้งผลึกทิ้งไว้และจากไปโดยไม่มีวันหวนกลับมาอีก
เธอถามเขาว่าถ้าความทรงจำนั้นเผยให้เห็นว่าเขาเป็นคนทรยศต่อคนรักล่ะ เขาจะยังอยากได้รับมันกลับไปอยู่ไหม ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาว่าการเป็นคนทรยศยังดีกว่าการเป็นคนไร้ตัวตนที่เดินไปมาในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักเขาจริงๆ เมษาขมวดคิ้วแน่น ความคิดเห็นของเขาช่างแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคมที่นี่อย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับกระแทกใจเธออย่างรุนแรง
เธอตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เก็บอุปกรณ์เหล็กกล้าทางด้านหลัง หยิบขวดน้ำยาเคมีเข้มข้นออกมาหยดลงบนเข็มถักทอใยแก้ว เสียงฉ่าของน้ำยาที่สัมผัสกับโลหะดังก้องไปทั่วห้อง กลิ่นฉุนกึกพุ่งเข้าจมูกจนต้องเบือนหน้าหนี นี่คือขั้นตอนสุดท้ายของการเชื่อมต่อความทรงจำที่เธอแทบไม่ได้ใช้มันมานานหลายปี เพราะมันมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทั้งช่างและลูกค้าได้รับผลกระทบทางจิตวิญญาณไปด้วย
ชายหนุ่มเฝ้ามองทุกการกระทำของเธอด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขารอคอยกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจนี้ เมษาเริ่มสอดเข็มถักทอใยแก้วเข้าไปในรอยแยกเล็กๆ บนผลึกสีฟ้า แสงสว่างจ้าเริ่มแผ่ออกมาจากจุดเชื่อมต่อ ทั้งห้องดูเหมือนจะสั่นไหวไปตามจังหวะชีพจรของความทรงจำที่เริ่มทำงานอีกครั้ง เธอหลับตาแน่นเพื่อรับแรงกระแทกจากอารมณ์ที่พุ่งพล่านออกมาจากผลึกนั้น
ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นเป็นมวลพลังงานสีทองที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ มันคือภาพของทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ไม่มีอยู่จริงในโลกปัจจุบัน ชายหนุ่มคนนี้ในวัยเด็กกำลังวิ่งเล่นอยู่กับใครบางคนในสวนพฤกษาที่ล่มสลายไปแล้ว เสียงหัวเราะที่สดใสทำให้เมษาเกือบจะลืมความเย็นเยียบของเข็มในมือไปชั่วขณะ แต่ทว่าความทรงจำนั้นเริ่มบิดเบี้ยว เมื่อภาพของความสุขถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำจากการระเบิดของแกนพลังงานหลัก
เมษาพยายามดึงเข็มออกแต่กระแสพลังงานกลับดูดกลืนมือของเธอไว้แน่น ความทรงจำกำลังไหลย้อนกลับผ่านเส้นใยแก้วเข้ามาสู่สมองของเธอเอง มันไม่ใช่เรื่องราวของชายหนุ่มเพียงคนเดียว แต่มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกคนในวันนั้น วันที่พวกเขาตัดสินใจทำลายสวนพฤกษาเพื่อแลกกับการรอดชีวิตภายใต้แผ่นตะกั่ว ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบไว้ของทั้งเมืองกำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพร้อมกัน
เธอตะโกนบอกให้ชายหนุ่มถอยออกไป แต่เขาไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว เขากำลังดื่มด่ำกับความเจ็บปวดนั้นด้วยแววตาที่เป็นประกาย เมษาตัดสินใจครั้งสุดท้าย เธอคว้าค้อนเหล็กบนโต๊ะทุบลงบนโต๊ะทำงานจนกระจกและผลึกสีฟ้าแตกกระจาย เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าทำให้มวลพลังงานที่ลอยฟุ้งอยู่สลายตัวไปในทันที เหลือเพียงเศษแก้วแหลมคมที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นห้อง
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและปนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ไหลซึมออกมาจากฝ่ามือของเมษา เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนแรง หายใจหอบถี่จนตัวโยน ชายหนุ่มมองเศษซากของผลึกบนพื้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับว่าเขาเพิ่งสูญเสียส่วนหนึ่งของชีวิตไปอีกครั้งอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกแล้ว
เขากระซิบถามว่าทำไมเธอถึงทำแบบนั้น ความทรงจำนั้นเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ เมษาใช้ผ้าเช็ดมือห่อหุ้มบาดแผลบนฝ่ามือพลางเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาที่สงบนิ่งกว่าเดิม เธอตอบว่าถ้าความทรงจำนั้นนำมาซึ่งความตายของทุกคนในเมือง การปล่อยให้มันเป็นเพียงเศษแก้วบนพื้นก็ยังดีกว่าการให้มันกลายเป็นพิษที่กัดกินวิญญาณของคนทั้งเมืองให้ล่มสลายไปพร้อมกับอดีตที่แก้ไขไม่ได้
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหยิบเศษผลึกชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูด้วยความโศกเศร้าก่อนจะวางมันลงที่เดิมและเดินออกจากห้องไปโดยไม่มีแม้แต่คำลา เมษาปล่อยให้ตัวเองจมลงสู่ความมืดมิดของห้องทำงานที่แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง เธอรู้ดีว่าในวันพรุ่งนี้จะมีคนใหม่เข้ามาหาเธอพร้อมกับคำขอที่คล้ายคลึงกัน แต่เธอจะยังคงอยู่ที่นี่ ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาความลับที่ไม่มีใครควรได้ล่วงรู้
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นดวงอาทิตย์สีส้มเข้มกำลังตกดิน แสงสุดท้ายของวันสาดส่องผ่านรอยแยกบนกระจกหน้าต่างที่ร้าวจากการทุบเมื่อครู่ สร้างลวดลายแปลกตาบนพื้นห้อง ความทรงจำของเธอเองก็เริ่มจางหายไปทีละน้อยตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่นั่นอาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เธอได้รับจากการเป็นช่างซ่อมแซมเส้นใยแก้วแห่งความตายนี้
มือของเธอยังคงสั่นเทาขณะหยิบกวาดเศษแก้วที่แตกละเอียดใส่ลงในกล่องโลหะใบเล็ก แต่ละชิ้นคือเสี้ยวชีวิตของผู้คนที่วนเวียนอยู่ในเมืองที่ไร้ความทรงจำแห่งนี้ เธอเก็บมันไว้อย่างดี เหมือนกับที่เธอเก็บรักษาบาดแผลในใจไว้ไม่ให้ใครเห็น ในวันพรุ่งนี้ ห้องทำงานแห่งนี้จะกลับมาทำงานอีกครั้ง และเธอก็จะกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าในโลกที่ลืมเลือนไปแล้วว่าเคยงดงามเพียงใด
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น