ไอเย็นจัดจากพายุหิมะสีเทาปะทะเข้ากับใบหน้าของเอเลียสจนผิวหนังแสบร้อน เขาขยับผ้าคลุมไหล่หนาหนักที่ทำจากหนังสัตว์เทียมขึ้นปิดบังจมูก ท่ามกลางซากปรักหักพังของมหานครที่เคยรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยี แสงไฟสีนวลตาจากตะเกียงไฟฟ้าดวงเล็กในมือสั่นไหวตามจังหวะลมกรรโชกที่พัดผ่านรอยแยกของตึกระฟ้า เอเลียสไม่ได้มาที่นี่เพื่อขุดคุ้ยขยะอิเล็กทรอนิกส์เหมือนพวกสกาเวนเจอร์ทั่วไป แต่เขากำลังตามหาความทรงจำที่ถูกทิ้งไว้ในหอคอยบันทึกข้อมูลส่วนกลางที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยโครงสร้างโลหะสนิมเขรอะ
ความเงียบงันของเมืองแห่งนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือเสียงเพรียกของความตายที่กดทับลงบนโสตประสาท เอเลียสสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของโลหะออกไซด์และไอระเหยจากพื้นดินที่แช่แข็งผสมปนเปกันจนชวนเวียนหัว เขาพยุงร่างกายที่เหนื่อยล้าก้าวข้ามกองซากหุ่นยนต์ที่นอนแน่นิ่งดั่งศพไร้วิญญาณ รองเท้าบูทหนาของเขากระทบกับแผ่นเหล็กบนพื้นจนเกิดเสียงก้องกังวานไปทั่วบริเวณที่ว่างเปล่า การเดินทางครั้งนี้คือโอกาสเดียวที่จะทำให้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวที่สาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อนเมื่อท้องฟ้ายังคงเป็นสีครามไม่ใช่สีเทาหม่นเช่นปัจจุบัน
ภายในห้องโถงกว้างของหอคอย แสงสะท้อนจากกระจกแตกหักทำให้เห็นเงาร่างของตัวเองในชุดคลุมสีมอซอ เอเลียสหยุดยืนมองภาพสะท้อนที่ดูแปลกแยกและโดดเดี่ยว นัยน์ตาสีเทาเข้มของเขาฉายแวววูบไหวเมื่อนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับแม่ก่อนที่หอคอยแห่งนี้จะถูกปิดตายจากการระเบิดของแกนพลังงานดาราจักร เขากัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นเป็นสันนูน ความโกรธแค้นที่ถูกฝังกลบไว้ค่อยๆ ปะทุขึ้นพร้อมกับความหวังที่ริบหรี่ เขาต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จแม้จะต้องแลกด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ตาม
ความทรงจำในวัยเด็กยังคงแจ่มชัดเหมือนรอยแผลเป็นบนแขนขวา เขาจำได้ดีถึงวันนั้นที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีและดวงดาวร่วงหล่นเหมือนห่าฝนไฟ เอเลียสหยิบจี้ทรงกลมที่ทำจากแก้วผลึกสีฟ้าหม่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคือชิ้นส่วนเดียวที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายไปในหมอกควันสีมรกต จี้ชิ้นนั้นอุ่นวาบทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้แหล่งพลังงาน แต่วันนี้มันกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินที่สั่นคลอนไปทั่วโครงสร้างเหล็กกล้า
ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปในห้องเก็บข้อมูลส่วนกลาง พลังงานที่ยังคงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับโฮโลแกรมที่ค้างคาอยู่กลางห้อง ภาพของแผนที่ดวงดาวที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเอเลียส มันหมุนวนอย่างช้าๆ ราวกับกำลังรอคอยใครบางคนมาปลดล็อกกุญแจสำคัญ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะที่พื้นผิวของแท่นควบคุม ความเย็นเยียบจากแผงวงจรส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระแสเลือดจนเขารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเบาๆ ทว่าเขากลับไม่ถอยหนีแต่กลับกดฝ่ามือลงไปแรงกว่าเดิมเพื่อเร่งการทำงานของระบบ
ความสัมพันธ์ของเอเลียสกับโลกใบนี้เปรียบเสมือนคนแปลกหน้า เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสำรวจซากปรักหักพังแทนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มผู้รอดชีวิตในอาณานิคมใต้ดิน ความต้องการที่จะรู้ความจริงกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขาไว้กับอดีตจนไม่สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ เขาเป็นคนเงียบขรึมและระแวดระวังตัวอยู่เสมอ นัยน์ตาสีเทาของเขามักจะกวาดมองไปรอบข้างราวกับกำลังหาจุดทางออกหรือบางสิ่งที่อาจจะจู่โจมเขาได้ทุกเมื่อ
ความขัดแย้งภายในใจเขาทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเขานึกถึงคำเตือนของลุงผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้รอดชีวิตที่เคยบอกว่าการตามหาอดีตคือการฆ่าตัวตายทางอ้อม เอเลียสรู้ดีว่านั่นคือความจริง แต่นิสัยดื้อรั้นและแรงปรารถนาที่จะเข้าใจรากเหง้าของตนเองกลับมีอำนาจเหนือเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล เขาไม่ได้ต้องการความร่ำรวยหรืออำนาจ เขาแค่ต้องการคำตอบว่าทำไมโชคชะตาถึงต้องพรากทุกอย่างไปจากเขาในค่ำคืนที่ดวงดาวดับแสงลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
เขาเริ่มถอดรหัสผ่านของระบบด้วยทักษะที่เรียนรู้มาจากการแกะรอยเครื่องจักรหลายปี เสียงแป้นพิมพ์โลหะดังขึ้นเป็นจังหวะในความเงียบสงัดของห้องโถง เอเลียสพึมพำรหัสตัวเลขที่แม่เคยท่องให้ฟังก่อนนอน เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือแต่กลับมีความหนักแน่นในทุกคำพูด เมื่อรหัสชุดสุดท้ายถูกป้อนเข้าไป จอก็สว่างวาบด้วยสีฟ้าครามที่เขาไม่ได้เห็นมาเนิ่นนาน น้ำตาเอ่อล้นคลอหน่วยตาเมื่อเห็นบันทึกวิดีโอของครอบครัวปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
ในวิดีโอ พ่อและแม่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องกำเนิดพลังงานดาราจักร พ่อหันมามองกล้องแล้วยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะพูดว่า ถ้าเธอได้เห็นสิ่งนี้ แสดงว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และกล้าหาญพอที่จะตามหาเรา พ่อและแม่รักเธอมากนะ และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องทำลายระบบเพื่อปกป้องโลกจากการรุกรานจากมิติที่ซ้อนทับอยู่ เอเลียสทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ความจริงที่ได้รับรู้ช่างห่างไกลจากสิ่งที่เขาเคยจินตนาการไว้เหลือเกิน มันไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่มันคือการเสียสละเพื่อคนทั้งมวล
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นไปทั่วหอคอย ระบบป้องกันตนเองของอาคารเริ่มทำงานเนื่องจากเขาปลดล็อกข้อมูลสำคัญเข้าสู่โหมดสาธารณะ พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างหนักจนฝ้าเพดานเริ่มร่วงหล่นลงมา เอเลียสรีบคว้าข้อมูลที่กำลังดาวน์โหลดลงในอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดพกพาอย่างรวดเร็ว เขาต้องออกไปจากที่นี่ก่อนที่หอคอยจะพังทลายลงมาทับเขาเสียก่อน แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ยอมให้เขาง่ายๆ เมื่อประตูทางออกถูกล็อกตายด้วยระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติ
เขาคว้าท่อเหล็กข้างตัวขึ้นมาและทุบไปที่แผงควบคุมประตูอย่างบ้าคลั่ง ประกายไฟกระเด็นใส่ใบหน้าของเขาจนเกิดรอยไหม้แดง แต่เขาไม่สนใจความเจ็บปวด เอเลียสตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจขณะที่ทุบลงไปอีกครั้ง พลังงานสำรองเริ่มหมดลงและไฟในห้องค่อยๆ ดับวูบไปทีละดวง ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว ทำให้เขาต้องพึ่งพาเพียงแสงสลัวจากจี้ในมือที่ตอนนี้เปล่งแสงสว่างจ้าผิดปกติราวกับกำลังตอบรับคำสั่งสุดท้ายของเขา
เมื่อประตูเปิดออกเพียงเสี้ยวเดียว เอเลียสตัดสินใจสไลด์ตัวลอดผ่านช่องว่างแคบๆ ออกไปด้านนอกอย่างทุลักทุเล เสียงถล่มของหอคอยดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนฟ้าร้องในยามวิกาล เศษหินและโลหะร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝน เขาต้องวิ่งฝ่าพายุหิมะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเพื่อไปยังจุดปลอดภัยที่วางแผนไว้ แรงระเบิดจากแกนพลังงานใต้ดินผลักดันให้ร่างของเขาปลิวไปตามแรงลมจนเกือบจะล้มลงไปในเหวลึกที่เกิดจากรอยแยกของเปลือกโลก
เขากัดฟันยันตัวขึ้นและวิ่งต่อไปโดยไม่หันหลังกลับ ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าจากการกระแทกเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวินาที แต่นั่นไม่ได้หยุดยั้งความมุ่งมั่นในใจของเขา เอเลียสเห็นแสงสีส้มจากเพลิงไหม้ที่เริ่มลุกลามจากฐานหอคอยขึ้นมายังส่วนยอด นี่คือการทำลายหลักฐานครั้งสุดท้ายของระบบป้องกันที่พ่อของเขาเป็นคนสร้างขึ้นไว้ เพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่เหลืออยู่ต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบเดียวกับพวกเขาอีกครั้ง เขาคือคนสุดท้ายที่กุมความลับนี้ไว้
วินาทีที่เขาถึงจุดปลอดภัยและหันกลับไปมองหอคอยที่กำลังจมหายลงไปในรอยแยกของพื้นดิน เอเลียสรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้นด้วยความเศร้าแต่ก็มีความโล่งใจแทรกซึมเข้ามาแทนที่ ความมืดมนที่ปกคลุมจิตใจเขามานานนับทศวรรษดูเหมือนจะจางหายไปพร้อมกับการพังทลายของหอคอยแห่งนั้น เขาไม่ได้สูญเสียครอบครัวไปโดยเปล่าประโยชน์ และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้แม้โลกจะยังคงหนาวเหน็บและรกร้างก็ตาม
เขานั่งลงบนเนินเขาสูงที่ห่างจากเขตภัยพิบัติ มือที่สั่นเทากำอุปกรณ์เก็บข้อมูลไว้แน่น ท่ามกลางพายุหิมะที่ค่อยๆ สงบลง แสงดาวดวงแรกในรอบหลายปีเริ่มปรากฏให้เห็นผ่านช่องว่างของเมฆสีเทา มันไม่ใช่แสงที่สว่างจ้าเหมือนในอดีต แต่มันคือแสงแห่งความหวังที่กำลังจุดประกายขึ้นใหม่ในหัวใจของชายหนุ่ม เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าของโลกใบนี้อีกต่อไป แต่เป็นผู้สืบทอดความทรงจำที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่การเริ่มต้นใหม่
เอเลียสหยิบจี้สีฟ้าหม่นขึ้นมามองอีกครั้ง แสงจากดวงดาวกระทบกับผลึกจนเกิดประกายสีรุ้งสวยงาม เขาตัดสินใจว่าจะนำข้อมูลนี้ไปมอบให้กับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตใหม่ แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยขวากหนามและความไม่แน่นอน แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยความกล้าหาญที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ เขาเริ่มต้นก้าวเดินลงจากเนินเขาด้วยจังหวะที่มั่นคงและมั่นใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
รอยเท้าของเขาประทับลงบนพื้นหิมะสีขาวสะอาด ทิ้งรอยทางที่ยาวเหยียดไว้เบื้องหลังท่ามกลางความเงียบงันของยามราตรี เอเลียสรู้ดีว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นเพียงบทเรียนที่ต้องจดจำเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน แม้หนทางจะยาวไกลและหนาวเหน็บเพียงใด เขาก็จะไม่มีวันหยุดเดินจนกว่าแสงสว่างแห่งดาราจักรจะกลับมาส่องสว่างบนท้องฟ้าเหนือผืนโลกอีกครั้งหนึ่ง และในค่ำคืนนั้นเองที่ความหวังได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลังที่สุด
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น