สายลมหนาวพัดพาเอากลิ่นอายของความชื้นและฝุ่นละอองที่ตกค้างมานานนับศตวรรษปะทะเข้ากับใบหน้าของเอเลียส เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้โอ๊คขนาดใหญ่ที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาจนเกือบกลายเป็นผง เปลวไฟจากตะเกียงในมือไหวระริกตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแยกของกำแพงหินที่ดูเหมือนจะร้องครวญครางยามถูกสัมผัส เอเลียสเป็นชายวัยกลางคนที่มีแววตาเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยร่องรอยของความโศกเศร้า มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปผลักบานประตูหนักอึ้งนั้นให้เปิดออกเพื่อเผยให้เห็นความมืดมิดภายใน
ภายในโถงกว้างมีเพียงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียง เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนไปมาราวกับจังหวะหัวใจของสถานที่แห่งนี้ บนผนังมีภาพเขียนโบราณที่เลือนรางจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นรูปของอะไร แต่ละภาพดูเหมือนจะเล่าเรื่องราวของการล่มสลายและการสูญเสีย เอเลียสเดินไปตามโถงทางเดินด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ พยายามสังเกตทุกรายละเอียดของร่องรอยบนพื้นไม้ที่บิดเบี้ยวจากการทรุดตัวของอาคาร นี่คืออาณาจักรที่ถูกลบเลือนไปจากแผนที่โลก และเขาคือคนเดียวที่ได้รับคำสั่งให้มาขุดค้นความจริงที่ถูกฝังไว้
เขาพบโต๊ะไม้ตัวยาวตั้งอยู่ใจกลางห้องโถง บนนั้นมีจดหมายเหตุเล่มหนาที่ปกหุ้มด้วยหนังซึ่งดูเหมือนจะทำจากวัสดุที่ไม่รู้จักวางอยู่เพียงลำพัง เอเลียสวางตะเกียงลงบนโต๊ะก่อนจะใช้มือลูบไล้ไปบนหน้ากระดาษที่ดูเก่าแก่จนแทบจะเปราะบาง ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ส่งผ่านพื้นขึ้นมาสู่ฝ่าเท้า ราวกับว่าอาคารทั้งหลังกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติก่อนจะเปิดหน้าแรกของจดหมายเหตุออกดู
กลิ่นกระดาษโบราณผสมกับกลิ่นอับชื้นทำให้นึกถึงความทรงจำที่หายไปของเขาเอง เอเลียสพยายามนึกย้อนกลับไปถึงเหตุผลที่เขามาที่นี่ แต่ภาพในหัวกลับพร่าเลือนเหมือนถูกหมอกหนาปกคลุมไว้ เขาจำได้เพียงภาพเงาของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟและเสียงกระซิบที่สั่งให้เขาทำลายทุกอย่างทิ้งเสียก่อนที่มันจะสายเกินไป แต่ชื่อของเธอหรือแม้แต่ใบหน้าของเธอกลับเลือนหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกหน่วงในใจที่ยากจะอธิบาย
เขาเริ่มกวาดสายตาอ่านตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีแดงเข้มราวกับเลือด มันไม่ได้ถูกเขียนด้วยภาษาที่เขาคุ้นเคย แต่น่าแปลกที่สมองของเขากลับสามารถแปลความหมายได้โดยอัตโนมัติ ทุกบรรทัดที่อ่านดูเหมือนจะดึงดูดเขาสู่หลุมพรางที่มองไม่เห็น เอเลียสขมวดคิ้วแน่นเมื่อพบว่าเนื้อหาในจดหมายเหตุเล่มนี้แท้จริงแล้วคือบันทึกเหตุการณ์ชีวิตของเขาเองที่เกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่ง หรืออาจจะเป็นบันทึกของตัวเขาเองในอนาคตที่ยังไม่มาถึง ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็รุนแรงเกินกว่าจะหยุดอ่านได้
“ทำไมเรื่องราวเหล่านี้ถึงเกี่ยวกับฉัน” เอเลียสพึมพำกับตัวเองขณะที่นิ้วชี้ไล่ไปตามตัวอักษรที่เริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากมุมมืดของห้อง แต่นั่นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเย็นเยียบจนทำให้ขนลุกชันไปทั้งตัว เขาชักปืนพกที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาถือไว้แน่น มือของเขาเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ แม้จะอยู่ในที่ที่หนาวเหน็บเพียงใดก็ตาม
เอเลียสเริ่มสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดอีกครั้งคราวนี้เขาพบว่ามีรอยร้าวบนผนังที่ดูผิดธรรมชาติ มันไม่ได้เกิดจากการทรุดตัวแต่เกิดจากการจงใจสกัดออกเพื่อให้เห็นห้องลับที่อยู่ด้านหลัง เขาตัดสินใจเดินตรงไปยังรอยแยกนั้นทันที เสียงหินกระทบกันดังสนั่นเมื่อเขาพยายามดันผนังส่วนที่แตกร้าวออกไป แสงสว่างจากตะเกียงส่องกระทบเข้าไปด้านในพบกับกรงขังขนาดเล็กที่มีโครงกระดูกมนุษย์นั่งกอดเข่าอยู่ในนั้น สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกคือเครื่องแต่งกายของโครงกระดูกนั้นเป็นแบบเดียวกับที่เขาใส่อยู่ในตอนนี้ทุกประการ
เขาถอยหลังกรูดด้วยความตกใจจนเกือบทำตะเกียงหลุดมือ “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” เขาตะโกนก้องแต่ไม่มีใครตอบรับนอกจากเสียงสะท้อนกลับมาของตัวเอง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่สุสานของเมืองโบราณ แต่มันคือกับดักที่ออกแบบมาเพื่อกักขังวิญญาณของผู้ที่พยายามจะไขความลับของกาลเวลา และเขาเองก็กำลังเดินตามรอยเท้าของคนที่เคยพลาดท่าติดอยู่ในนี้มาก่อน
ในขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ ความรู้สึกบางอย่างก็ดึงรั้งเขาไว้ที่หน้าจดหมายเหตุเล่มนั้นอีกครั้ง ราวกับมีแม่เหล็กพลังสูงดูดกลืนวิญญาณของเขาเข้าไป เอเลียสเห็นภาพนิมิตซ้อนทับขึ้นมาในห้อง ภาพของชายคนหนึ่งที่พยายามเขียนบันทึกด้วยความเร่งรีบในขณะที่เปลวไฟลุกโชนไปทั่วห้อง บันทึกเล่มนั้นคือเล่มที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ เขาเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวเขาเองในวัยที่ร่วงโรยกว่านี้
เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นคือการที่ประตูทางเข้าถูกล็อคตายด้วยกลไกที่มองไม่เห็น เอเลียสพยายามพังประตูด้วยแรงทั้งหมดที่มีแต่ไม้เนื้อแข็งนั้นกลับแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า เขาหันกลับมาที่โต๊ะเพื่อหวังจะหาทางแก้กลไกในจดหมายเหตุแต่กลับพบว่าหน้ากระดาษที่เขาเพิ่งอ่านไปเมื่อครู่กลับว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว เขาเริ่มตระหนักได้ว่าหมึกเหล่านั้นกำลังย้ายที่อยู่ และเป้าหมายของมันคือร่างกายของเขาเอง
เหตุการณ์ต่อมาคือการที่เงาดำบนผนังเริ่มขยับเขยื้อนและแยกตัวออกมาเป็นรูปร่างของชายร่างสูงใหญ่ที่สวมหน้ากากเหล็ก มันเดินตรงมาหาเขาด้วยท่าทีคุกคาม เอเลียสลั่นไกปืนใส่ร่างนั้นทันทีแต่กระสุนกลับทะลุผ่านร่างไปเหมือนยิงใส่ควันจางๆ ชายหน้ากากเหล็กหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วยื่นมือที่ผอมแห้งมาแตะที่หน้าอกของเขา เอเลียสรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดด้วยแรงมหาศาล เขาทรุดลงไปกับพื้นพยายามหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดที่เริ่มหนักอึ้ง
เหตุการณ์ที่สามคือการที่ห้องทั้งห้องเริ่มหมุนคว้านเหมือนกับพายุหมุน สิ่งของต่างๆ ลอยเคว้งอยู่ในอากาศและพุ่งเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง เอเลียสต้องหลบหลีกเศษหินและชิ้นส่วนไม้ที่ปลิวว่อนด้วยความยากลำบาก เขาเห็นจดหมายเหตุเล่มนั้นลอยขึ้นไปกลางอากาศและเปิดหน้ากระดาษสลับไปมาอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรสีแดงเริ่มลอยออกมาจากหน้ากระดาษและพุ่งเข้าแทรกซึมไปตามรูขุมขนของเขา ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกายราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง
จุดสูงสุดของความโกลาหลมาถึงเมื่อเอเลียสตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับความจริง เขาไม่วิ่งหนีอีกต่อไปแต่กลับยืนหยัดท่ามกลางพายุที่กำลังทวีความรุนแรง เขาตะโกนชื่อของตัวเองออกไปสุดเสียงเพื่อยืนยันตัวตนในห้วงเหวแห่งกาลเวลานี้ ทันใดนั้นทุกอย่างก็หยุดนิ่งลงราวกับกดปุ่มหยุดเวลา แสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งออกมาจากหน้ากระดาษของจดหมายเหตุและกลืนกินร่างของเขาจนหมดสิ้น ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดอีกครั้งเหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ไร้ร่องรอยของการมีอยู่
ความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เอเลียสลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพบว่าเขากลับมายืนอยู่ที่เดิม หน้าโต๊ะตัวยาวแต่คราวนี้เขาไม่ได้ถือตะเกียงอีกต่อไป ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวเหมือนไม่มีน้ำหนัก เขาเดินไปที่หน้าต่างของห้องลับเพื่อมองออกไปข้างนอก แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่ภูเขาทรายหรือซากปรักหักพัง แต่เป็นภาพของดวงดาวที่หมุนวนอยู่ในอวกาศที่เวิ้งว้าง ไกลออกไปเขามองเห็นร่างของตัวเองอีกหลายคนยืนอยู่ในห้องลักษณะเดียวกันนี้
เขารู้แล้วว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้มาเยือน แต่เขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีวันจบสิ้น การคลี่คลายของเรื่องราวไม่ใช่การรอดชีวิตออกไป แต่คือการยอมรับว่าเขาต้องเป็นผู้เขียนบทบันทึกเล่มนี้ต่อจากตัวเขาเองในอดีต เอเลียสหยิบปากกาขนนกขึ้นมาจุ่มลงในหมึกสีแดงที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนโต๊ะ เขาเริ่มเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดลงไปในหน้ากระดาษหน้าใหม่ด้วยมือที่มั่นคงกว่าเดิม ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
เขาเขียนเรื่องราวของชายที่หลงทางในสุสานแห่งกาลเวลาและค้นพบความลับที่น่าสะพรึงกลัว ในขณะที่เขียนเขารู้สึกถึงกระแสของกาลเวลาที่ไหลผ่านตัวเขาไปสู่หน้ากระดาษทุกตัวอักษรที่เขาเขียนคือการจองจำตัวตนของเขาเองให้คงอยู่ตลอดไปในจดหมายเหตุเล่มนี้ เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือโหยหาอิสรภาพอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าอิสรภาพเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์ดิ้นรนอยู่ในกรงขังที่มองไม่เห็น
ในย่อหน้าสุดท้ายของหน้ากระดาษ เอเลียสเขียนคำเตือนถึงผู้ที่จะมาเยือนคนถัดไปว่าอย่าได้พยายามไขปริศนาที่พวกเขาไม่ได้เตรียมใจที่จะรับรู้ เขาปิดจดหมายเหตุลงเบาๆ แล้ววางมันไว้ที่เดิมในตำแหน่งที่แสงจากดวงดาวส่องลงมาพอดี เขาเดินไปนั่งพิงผนังห้องด้วยความเหนื่อยล้าดวงตาที่พร่ามัวมองดูเงาของตัวเองที่ค่อยๆ จางหายไปกลายเป็นคราบหมึกบนผนังหิน
เสียงหยดน้ำที่เคยดังสนั่นกลับเงียบหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่แสนสงบ เอเลียสปิดเปลือกตาลงพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า ในห้องโถงกว้างนั้นไม่มีร่างของนักโบราณคดีอีกต่อไป เหลือเพียงจดหมายเหตุเล่มเก่าที่วางอยู่อย่างโดดเดี่ยวรอคอยการกลับมาของกาลเวลาครั้งใหม่ ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของโลกใบนี้ ความลับที่ซ่อนอยู่ยังคงรอคอยเหยื่อรายถัดไปในความมืดที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
พันธนาการแห่งเถ้าถ่านสีคราม
รอยจารึกใต้เงาสัญญาณมรณะ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น