สายฝนที่ตกโปรยลงมาอย่างหนักทำให้ห้องมืดสนิท แม้ว่าไฟฟ้าจะดับไป แต่เสียงดนตรีที่ลอยออกมาจากหอคอยเก่าแก่ยังคงดังก้องในอากาศ สีเสียงที่อ่อนหวานแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ แอนนาเบลยืนอยู่หน้าต่างมองออกไปที่หอคอยซึ่งอยู่ห่างออกไปท่ามกลางความมืด เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่เรียกร้องให้เธอออกไปข้างนอกและค้นหาเสียงนั้นให้ถึงที่สุด
“นี่มันอะไรกัน ฟังดูเหมือนมีใครเล่นเปียโน” เขาเบ้ปากมองไปที่เธอด้วยความสงสัย ขณะที่โธมัสเพื่อนของเธอพยายามตั้งสมาธิในการทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ ผู้ชายคนนี้เป็นคนเดียวที่ไม่เห็นความสำคัญของเสียงดนตรีที่ตามหลอกหลอน
“เธอไม่ได้ยินเหรอ? มันสวยมาก” แอนนาเบลหันกลับไปมองโธมัสที่กำลังขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ “เราไปดูที่หอคอยกันเถอะ”
“เธอจะบ้าเหรอ ฝนตกขนาดนี้ ถ้าฝนลงมาแรงกว่านี้อาจจะเกิดน้ำท่วมได้” โธมัสส่ายหัว “เราควรอยู่ที่นี่และทำการบ้าน”
“แต่เสียงนั้น…” ความคิดของเธอเริ่มเคลื่อนที่ไปไกลกว่าคำพูด เขาไม่เข้าใจ และเธอไม่สามารถบอกให้เขาเข้าใจได้อย่างชัดเจน เธอรู้สึกเหมือนเสียงนั้นมีความหมายบางอย่าง แต่เพื่อนของเธอกลับเลือกที่จะปิดกั้นมัน
“ถ้าเธออยากจะไป ฉันจะไม่ไปด้วย” น้ำเสียงของโธมัสเต็มไปด้วยความกังวล แต่ความต้องการที่จะค้นพบเสียงนั้นดึงดูดเธอให้ออกไปจากห้อง
แอนนาเบลก้าวออกไปที่ริมหน้าต่าง เปิดประตูและเดินออกไปด้านนอก ฝนกระหน่ำรอบตัวเธอ เสียงดนตรียังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เธอเดินไปที่หอคอย ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความกลัวและความตื่นเต้นบีบใจเธอจนแทบหายใจไม่ออก
หอคอยสูงท่ามกลางความมืดดำ ที่ประตูไม้เก่าแก่มีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ การเคลื่อนไหวของเขาช้า สม่ำเสมอ หากแต่มีความรู้สึกเหมือนเป็นคนที่รอคอยอยู่ เป็นท่าทางที่ทำให้แอนนาเบลรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของเขาอย่างแท้จริง
“ใครนะ?” เธอถามเสียงเบา ขณะที่ทุกอย่างรอบตัวเธอดูเงียบสงบกว่าที่เคย
“เจอมันแล้วสินะ” เสียงทุ้มๆ ที่ตอบกลับมาเหมือนกับเสียงที่มาจากในความทรงจำของเธอ เมื่อมองไปที่เขา เธอรู้สึกว่ามันมีความเคลื่อนไหวในใจของเขา ไม่ใช่เพียงแค่ผ่านเสียงดนตรีเท่านั้น
“คุณคือใคร?” แอนนาเบลถาม ความสงสัยผสมกับความรู้สึกกลัว
“ฉันคือคนที่เล่นเปียโนมานานหลายปี” เขายิ้มอย่างอบอุ่น “แต่ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงนี้เลย… จนกระทั่งเธอ”
แอนนาเบลรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ ความอยากรู้เกี่ยวกับเสียงที่หายไป แรงบันดาลใจจากการค้นหาความจริงที่อยู่ในเสียงดนตรีที่เธอได้ยิน ล้นทะลักในหัวใจของเธอ
“ทำไมเสียงถึงหายไป” เธอถามด้วยความตื่นเต้น “ทำไมถึงไม่มีใครได้ยิน?”
“เพราะผู้คนลืมที่จะฟัง พวกเขาไม่เคยใส่ใจในสิ่งเล็กน้อย” เขาตอบ พลางยิ้ม “แต่เธอ… เธอยังมองเห็น”
การสนทนาของพวกเขาผสมผสานกับเสียงดนตรีที่แผ่ซ่านไปทั่วหอคอย การพบกันในคืนนี้นำพาความรู้สึกใหม่ ๆ ที่แอนนาเบลไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความหวัง ความสงสัย และความต้องการในการค้นหาเสียงที่หายไป
“ฉันจะช่วยคุณ” เธอพูดอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ว่ามันจะฟังดูบ้าคลั่ง แต่เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจของเธอ “เราจะทำให้เสียงกลับมา”
“ถ้ารู้แล้วจะทำอย่างไรต่อ?” เขาก้มลงมองเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
“เราจะทำให้ผู้คนหันมาฟังใหม่ เราจะทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าในเสียงที่พวกเขาเคยมองข้าม” แอนนาเบลยิ้มอย่างมั่นใจ
ความมืดที่เคยปกคลุมเริ่มจางหายไป เมื่อเสียงดนตรีนั้นเริ่มกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธออีกครั้ง ความสงสัยกลายเป็นความจริงที่ต้องค้นหา ความร้าวรานกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เธอก้าวไปข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม พายุแห่งความรู้สึกกำลังโหมกระหน่ำรอบตัวเธอ และเธอรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นการค้นหาที่มีความหมายมากกว่าที่คิดไว้
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
พันธนาการแห่งเถ้าถ่านสีคราม
รอยจารึกใต้เงาสัญญาณมรณะ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น