เสียงหวีดหวิวของลมเสียดสีกับเศษเหล็กดังสะท้อนอยู่ในโถงกว้างของอาคารร้างที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา กวินทร์กระชับเครื่องมือรับสัญญาณความถี่สูงในมือแน่น ขณะที่นิ้วโป้งค่อยๆ หมุนปุ่มปรับระดับเสียงบนหน้าปัดทองเหลืองที่สั่นไหวตามแรงสะเทือนจากพื้นดินด้านล่าง สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังรอยร้าวบนแผ่นหินโบราณที่ฝังตัวอยู่กลางกำแพงอิฐ ซึ่งกำลังปล่อยกระแสไฟฟ้าสถิตออกมาเป็นละอองสีฟ้าจางๆ
หยดเหงื่อเย็นเฉียบไหลผ่านขมับของกวินทร์เมื่อเขาสังเกตเห็นการขยับของกลุ่มก้อนควันสีเทาที่ก่อตัวขึ้นรอบๆ แผ่นหินนั้น แรงสั่นสะเทือนเริ่มรุนแรงขึ้นจนผนังอาคารสั่นคลอน เศษปูนชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นลงมาบนพื้นคอนกรีตแตกละเอียด กวินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขาต้องดึงข้อมูลเสียงที่ตกค้างอยู่ในแผ่นหินนี้ให้สำเร็จก่อนที่โครงสร้างทั้งหมดจะถล่มลงมาทับถมทุกอย่างไว้ใต้ซากปรักหักพัง
เขากดปุ่มเปิดระบบสแกนคลื่นสมองเพื่อประสานจังหวะกับความถี่ของวัตถุ เสียงครางต่ำในหูเริ่มเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ฟังดูคล้ายเสียงหัวใจเต้น แต่ทว่ามันกลับผิดเพี้ยนและรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นของมนุษย์ปกติ กวินทร์ขบกรามแน่นขณะที่หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าแสดงกราฟสีแดงฉานบ่งบอกถึงความไม่เสถียรของพลังงานที่เขาพยายามดึงออกมาจากชั้นหิน
แสงสีฟ้าที่แผ่นหินพุ่งวาบเข้าใส่ดวงตาของเขาจนพร่ามัว กวินทร์ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ มือของเขาคว้าขอบโต๊ะเหล็กผุพังไว้ได้ทันเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มลง ท่ามกลางความมืดมิดของห้องแล็บใต้ดินที่ไร้แสงไฟ มีเพียงแสงจากอุปกรณ์ของเขาเท่านั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียวที่เหลืออยู่ เสียงคำรามของเครื่องจักรกลเก่าแก่ในผนังเริ่มดังขึ้นราวกับมันมีชีวิตและกำลังโกรธแค้น
“หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าพยายามฝืนถอดรหัสลำดับชั้นที่สี่” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังกวินทร์ พร้อมกับแสงเลเซอร์สีแดงที่จุดตรงกลางหน้าอกของเขา กวินทร์หยุดชะงัก นิ้วของเขายังคงค้างอยู่ที่ปุ่มปรับจูนเสียง แต่หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย
กวินทร์หันกลับไปช้าๆ พบกับหญิงสาวร่างสูงในชุดสูทสีเข้มที่ดูแปลกแยกจากสถานที่แห่งนี้ เธอคือศิรินทร์ ผู้ที่เขาไม่เคยคิดว่าจะพบในเขตหวงห้ามใต้ดินนี้ สายตาของเธอคมกริบและเย็นชาดุจใบมีดโกน เธอก้าวออกมาจากมุมมืดด้วยท่าทางมั่นคง แม้ว่าพื้นดินใต้เท้าจะยังคงสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
“คุณไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ฝังอยู่ในนี้มันไม่ใช่ข้อมูล แต่มันคือคำสาปที่ถูกขังไว้” ศิรินทร์เอ่ยต่อโดยไม่ลดอาวุธในมือลง แสงเลเซอร์ยังคงจ่ออยู่ที่เดิม กวินทร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอแม้ว่าเหงื่อจะเปียกชุ่มแผ่นหลัง เขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ต่อคำขู่เพียงเพราะความกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่เคยพิสูจน์ได้
“คำสาปหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ประวัติศาสตร์ของตระกูลผมถูกซ่อนอยู่ในเสียงเหล่านี้” กวินทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง เขารู้ดีว่าศิรินทร์ได้รับคำสั่งมาให้ทำลายหลักฐานชิ้นนี้ทิ้ง แต่การกระทำของเธอกลับดูลังเลมากกว่าที่จะมุ่งมั่นสังหารเขาจริงๆ นั่นเป็นจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวที่เขามองเห็นในตอนนี้
ศิรินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อตระกูลที่เขาเอ่ยถึง แรงสั่นสะเทือนเริ่มรุนแรงจนโคมไฟบนเพดานขาดสะบั้นลงมา กวินทร์ฉวยโอกาสที่เธอเสียสมาธิพุ่งตัวไปที่แผ่นหินอีกครั้ง เขาใช้มือเปล่าสัมผัสกับผิวของมัน ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านปลายนิ้วไปถึงกระดูกสันหลัง แต่มันกลับเป็นความเย็นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
“ถ้าคุณต้องการทำลายมัน คุณต้องทำลายผมไปพร้อมกับมันด้วย” กวินทร์ประกาศก้องพร้อมกับเร่งกำลังไฟในเครื่องมือของเขาจนเกินขีดจำกัด กระแสไฟฟ้าพุ่งกระจายไปทั่วห้องราวกับพายุทอร์นาโดขนาดเล็ก ศิรินทร์ร้องอุทานและพยายามใช้แขนป้องกันใบหน้าจากเศษซากที่ปลิวว่อนไปทั่วพื้นที่
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทบไม่สามารถมองทัน แผ่นหินเริ่มแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นแกนกลางที่ส่องแสงสีขาวนวลตาแทนที่สีฟ้าหม่น เสียงดนตรีประหลาดที่ฟังดูโหยหวนและอบอุ่นในเวลาเดียวกันดังกึกก้องไปทั่วโถงกว้าง มันเป็นเสียงของอดีตที่กวินทร์ตามหามาตลอดชีวิต
ศิรินทร์ลดอาวุธลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อได้ยินทำนองเพลงนั้น มันไม่ใช่เสียงของความตาย แต่มันคือเสียงกล่อมเด็กที่เธอเคยได้ยินจากแม่ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในสงครามครั้งใหญ่ ความทรงจำที่เธอพยายามลบเลือนกลับหลั่งไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นท่ามกลางฝุ่นละอองที่เริ่มสงบลง
“นั่นมัน… เป็นไปไม่ได้” เธอพึมพำ น้ำตาใสๆ ไหลอาบแก้ม กวินทร์เองก็ทรุดลงเช่นกัน พลังงานที่ถูกปล่อยออกมาทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงอย่างมาก เขาหันไปมองหญิงสาวที่เคยเป็นศัตรู บัดนี้เธอกลับดูเปราะบางไม่ต่างจากเศษหินที่เพิ่งแตกสลายไป
ท่ามกลางซากปรักหักพังที่กำลังพังทลายลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งคู่ไม่ได้ขยับหนี พวกเขานั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้เสียงเพลงจากอดีตโอบล้อมเอาไว้ ราวกับว่านี่คือช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขาสามารถไขว่คว้าความจริงที่หลงลืมไปได้ กวินทร์ยื่นมือออกไปหาศิรินทร์โดยไม่สนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้
มือของทั้งคู่สัมผัสกันท่ามกลางความเงียบที่เข้าแทนที่เสียงคำรามของเครื่องจักร ความอบอุ่นถ่ายเทจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ กวินทร์รู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของโลกใบนี้ เขายิ้มออกมาแม้ว่าความเหนื่อยล้าจะกัดกินจิตใจ
เมื่อฝุ่นควันจางลง แสงตะวันยามเย็นส่องลอดผ่านช่องโหว่บนเพดานเข้ามา เผยให้เห็นเพียงเศษหินที่ไร้ค่าและเสียงที่เงียบงันลงไปตลอดกาล ศิรินทร์ลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นคงที่มากกว่าเดิม เธอไม่ได้มองที่อาวุธที่ตกอยู่บนพื้นอีกต่อไป แต่หันไปมองกวินทร์ที่กำลังเก็บกู้เศษเสี้ยวของผลึกที่เหลืออยู่ใส่กระเป๋าด้วยความทะนุถนอม
“เราไปจากที่นี่กันเถอะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น กวินทร์พยักหน้า เขารู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตรายและการตามล่าจากกลุ่มคนที่ต้องการปกปิดความลับนี้ แต่การได้รู้ความจริงครึ่งหนึ่งก็เพียงพอที่จะเป็นแรงผลักดันให้เขาเดินต่อไปในโลกที่ไร้คำตอบ
พวกเขาก้าวเดินออกไปจากตึกร้างท่ามกลางเสียงนกร้องที่เริ่มดังขึ้นหลังพายุสงบ ทิ้งไว้เพียงเงาของอดีตที่ค่อยๆ เลือนหายไปกับสายลม กวินทร์หยิบเครื่องบันทึกเสียงขึ้นมา กดปุ่มเล่นซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียงหวีดหวิวจากเครื่องจักร มีเพียงเสียงหัวใจของเขากับศิรินทร์ที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางความว่างเปล่าของเมืองที่ล่มสลาย
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
วิศวกรรมแห่งความทรงจำที่สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น