แรงสั่นสะเทือนจากค้อนปอนด์ที่กระแทกลงบนแผ่นเหล็กสนิมเขรอะส่งผลให้ 'ภาสกร' สั่นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เขาโน้มตัวลงผ่านช่องแคบๆ ของอุโมงค์ระบายน้ำ ลมหายใจหอบถี่ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและโลหะที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายทศวรรษ เสียงน้ำหยดกระทบพื้นดังจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงหัวใจของยักษ์ใหญ่ที่หลับใหลอยู่ใต้เมืองแห่งนี้
หยาดเหงื่อไหลเข้าตาจนแสบพร่า แต่เขาไม่อาจละมือจากการขันน็อตตัวสุดท้ายที่ยึดโครงสร้างรับน้ำหนักไว้ได้ ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงดั่งโลหะกรีดร้องก็ดังสนั่นมาจากทางด้านหลังของกำแพงคอนกรีต เขาหยุดชะงัก ประกายไฟจากการเสียดสีของเศษเหล็กชิ้นเล็กๆ ที่หลุดร่วงลงสู่กระแสน้ำมืดมิดเบื้องล่างสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่
“นั่นไม่ใช่เสียงของเครื่องจักรที่พังทลาย” ภาสกรพึมพำกับตัวเองขณะหยิบไฟฉายคาดหัวขึ้นมาปรับโฟกัส แสงสีขาวนวลเผยให้เห็นรอยร้าวที่คดเคี้ยวไปมาบนผนังปูนราวกับลายเส้นบนฝ่ามือของมนุษย์ มันไม่ได้แตกออกเพราะแรงดันน้ำ แต่ดูเหมือนรอยแยกที่ค่อยๆ กรีดลึกลงไปจากภายใน
เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่พุ่งออกมาจากรอยแตกนั้น มันไม่ใช่ความเย็นของน้ำ แต่มันคือความว่างเปล่าที่หิวกระหาย ภาสกรเอื้อมมือไปแตะรอยแยกอย่างไม่ตั้งใจ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส เสียงกระซิบแผ่วเบานับพันสายก็ถาโถมเข้ามาในโสตประสาทของเขา
มันเป็นเสียงของผู้คนในเมืองที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน พวกเขากำลังร้องขอความช่วยเหลือจากก้นบึ้งของอ่างเก็บน้ำที่แห้งขอด ภาสกรรีบชักมือกลับ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความจริงที่ว่าเขาถูกจ้างมาเพื่อซ่อมแซมเขื่อนแห่งนี้กลายเป็นเรื่องรองลงไปทันทีเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังกักขังอยู่หลังกำแพงเหล็กแผ่นนั้น
เขาถอยหลังออกมาจนชนเข้ากับผนังอุโมงค์อีกฝั่ง ความมืดที่รายล้อมดูเหมือนจะบีบกระชับเข้ามาทุกขณะ ภาสกรพยายามตั้งสติ พยายามบอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงเสียงหูแว่วที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน แต่มือที่สั่นเทาของเขากลับเปื้อนไปด้วยคราบสีดำประหลาดที่ไหลซึมออกมาจากรอยร้าวแทนที่จะเป็นน้ำใส
ภาสกรทรุดตัวลงนั่งบนพื้นเหล็กที่เย็นเฉียบ พยายามควานหาอุปกรณ์สื่อสารในกระเป๋าคาดเอว แต่มือถือของเขากลับกลายเป็นก้อนหินที่ไร้ค่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขาหันไปมองรอยร้าวอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นเงาสีจางๆ เคลื่อนไหวอยู่หลังม่านน้ำไหลเอื่อยๆ มันคล้ายกับรูปร่างของมนุษย์ที่ไร้ใบหน้า กำลังพยายามดันร่างตัวเองออกมาสู่โลกภายนอก
“คุณไม่ควรอยู่ที่นี่” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมมืดของอุโมงค์ ทำให้ภาสกรสะดุ้งสุดตัว เขาหันไปพบกับ 'วิมล' ชายชราผู้ดูแลประตูระบายน้ำที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ชายชราเดินกะเผลกเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคยกับความมืดมิดนี้อย่างประหลาด แววตาของเขามีความเศร้าสร้อยที่ลึกเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูด
ภาสกรพยายามลุกขึ้นยืนแต่ขาของเขากลับไร้เรี่ยวแรง “คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับผนังนี้ มันไม่ได้พังเพราะอายุการใช้งาน แต่มันกำลังถูกทำลายจากบางอย่างที่อยู่ข้างใน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พลางชี้นิ้วไปยังรอยแยกที่เริ่มขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นความมืดมิดที่ลึกสุดหยั่ง
วิมลหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากเหมือนใบไม้แห้งที่ถูกขยี้ “คุณคิดว่าเขื่อนนี้สร้างขึ้นมาเพื่อกักเก็บน้ำงั้นรึ ภาสกร ถ้ามันกักเก็บน้ำจริงๆ ป่านนี้เมืองทั้งเมืองคงจมอยู่ใต้น้ำไปนานแล้ว แต่นี่มันคือกรงขัง สิ่งที่พวกคุณเรียกว่ารอยร้าว จริงๆ แล้วคือรอยแผลเป็นที่พวกมันพยายามจะตะเกียกตะกายออกมา”
ภาสกรจ้องมองชายชราด้วยความสับสนและความหวาดกลัว “คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงพูดเหมือนว่าคุณรู้จักผม แล้วทำไมเมืองนี้ถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย” เขาขยับถอยห่าง แต่ทางเดินข้างหลังกลับดูเหมือนจะยาวไกลออกไปเรื่อยๆ ราวกับมิติของสถานที่นี้ถูกบิดเบือนไปตามเจตจำนงของบางอย่างที่ซ่อนอยู่
วิมลวางมือที่หยาบกร้านลงบนผนังเหล็ก สัมผัสของเขาส่งผลให้รอยร้าวหยุดขยายตัวชั่วขณะ “ฉันก็แค่นักโทษคนหนึ่งที่ได้รับหน้าที่ให้เฝ้าประตูนี้เหมือนกับคุณนั่นแหละ แต่ต่างกันตรงที่ฉันไม่มีโอกาสได้ออกไปเห็นแสงตะวันอีกแล้ว ส่วนคุณ... คุณยังมีความเป็นไปได้ที่จะเลือกทางเดินใหม่”
ภาสกรรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงให้เขาอยากจะเข้าไปหาชายชรา แรงดึงดูดนั้นไม่ใช่ความรักหรือความไว้วางใจ แต่เป็นความเข้าใจที่ว่าพวกเขาทั้งคู่คือส่วนหนึ่งของกลไกที่ผิดพลาดของเมืองนี้ “ถ้าผมทิ้งที่นี่ไป สิ่งที่อยู่ข้างในจะหลุดออกมาใช่ไหม” เขาถามด้วยความเจ็บปวดในใจเมื่อนึกถึงคนรักที่รอเขาอยู่ที่บ้าน
“ถ้าคุณซ่อมมันด้วยเหล็กกล้า มันก็จะพังทลายลงในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าคุณซ่อมมันด้วยตัวคุณเอง... ด้วยความทรงจำที่คุณหวงแหนที่สุด ความทรงจำนั้นจะกลายเป็นพันธนาการที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าใดๆ” วิมลกล่าวพลางยื่นขวดแก้วใบเล็กที่บรรจุของเหลวสีครามเข้มให้ภาสกร
ภาสกรรับขวดนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นไหว เขาจ้องมองของเหลวนั้นที่สะท้อนภาพใบหน้าของเขาเอง แต่มันกลับเป็นภาพของเขาในวัยเด็กที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนทุ่งหญ้ากับแม่ ความทรงจำที่เขาพยายามลืมทิ้งไปเพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกกลับพุ่งกลับเข้ามาในหัวใจอย่างแรงกล้า
“นี่คือสิ่งที่ต้องใช้เหรอ ความทรงจำ?” ภาสกรถามเสียงแผ่ว ขณะที่เงาสีจางๆ หลังกำแพงเริ่มส่งเสียงโหยหวนรุนแรงขึ้น แรงสั่นสะเทือนทำให้อุโมงค์สั่นคลอน เศษปูนเริ่มร่วงหล่นลงมาใส่บ่าของเขา ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนแทบมองไม่เห็นทางออก
วิมลพยักหน้าช้าๆ “ไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่มันคือแก่นแท้ของจิตวิญญาณคุณ เมื่อคุณเทมันลงไปในรอยร้าว คุณจะลืมเลือนทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนเดิมของคุณ แต่เมืองนี้จะสงบสุขไปอีกนับร้อยปี นี่คือทางเลือกของนักซ่อมบำรุงที่แท้จริง ไม่ใช่การใช้ค้อนหรือเหล็ก แต่คือการใช้ชีวิตเป็นเครื่องสังเวย”
ภาสกรมองไปที่ขวดแก้วนั้นอีกครั้ง เขาเห็นภาพแม่ยิ้มให้เขาในวันสุดท้ายก่อนที่จะจากไป ภาพนั้นชัดเจนจนเขารู้สึกถึงกลิ่นดอกมะลิที่อบอวลอยู่ในอากาศที่ควรจะเหม็นอับของอุโมงค์นี้ หากเขาต้องเสียมันไป เขาจะยังเหลืออะไรให้จดจำตัวเองได้อีก
เงาสีจางๆ เริ่มยื่นมือที่ยาวผิดปกติออกมาจากรอยร้าว มันจับขอบคอนกรีตไว้แน่น ความมืดจากภายในไหลทะลักออกมาเหมือนหมึกสีดำที่เปื้อนพื้นอุโมงค์ ภาสกรตัดสินใจแล้ว เขาไม่ได้ต้องการเป็นวีรบุรุษ แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้สิ่งที่อยู่ข้างในทำลายสิ่งที่เขารักได้
เขาก้าวเข้าไปหารอยร้าวนั้นอย่างมั่นคง เสียงโหยหวนของวิญญาณที่ถูกกักขังดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นเสียงประสานที่ไพเราะราวกับบทเพลงสวดในวิหารโบราณ ภาสกรหมุนฝาขวดแก้วออก กลิ่นหอมจางๆ กระจายตัวไปทั่วอุโมงค์ กลบกลิ่นสนิมและคาวน้ำจนหมดสิ้น
“ขอให้ความทรงจำนี้ปกป้องพวกเขาทุกคน” ภาสกรกล่าวพร้อมกับเทของเหลวสีครามลงไปในรอยร้าวนั้น แสงสว่างสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งออกมาจากช่องว่างนั้น แรงกระแทกมหาศาลผลักร่างของเขาให้กระเด็นไปติดกับผนังอุโมงค์อีกด้าน ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่เขากลับรู้สึกถึงความเบาสบายที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ
เงาสีจางๆ สลายตัวไปราวกับหมอกควันเมื่อถูกแสงสีครามสัมผัส รอยร้าวบนผนังค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับว่าคอนกรีตเหล่านั้นมีชีวิตและกำลังเยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วยพลังที่เขาเพิ่งมอบให้ไป ทุกอย่างเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงน้ำหยดที่แผ่วเบากว่าเดิม
วิมลมองดูเหตุการณ์นั้นด้วยความชื่นชม แววตาของชายชราเริ่มเลือนหายไปพร้อมกับร่างที่ค่อยๆ กลายเป็นละอองทราย “ขอบคุณที่ปลดปล่อยเรา ภาสกร ตอนนี้ถึงเวลาที่คุณจะได้ออกไปพักผ่อนแล้ว” คำพูดสุดท้ายของวิมลจางหายไปพร้อมกับความมืดที่ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องระบายอากาศเข้ามา
ภาสกรลืมตาขึ้นมาอีกครั้งบนพื้นหญ้าใกล้กับเขื่อนกักน้ำ แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของเขา เขารู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านฝันร้ายที่ยาวนาน แต่เมื่อเขามองไปที่มือของตัวเองกลับพบเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือทำไมในหัวใจถึงรู้สึกโหวงเหวงเหมือนทำของสำคัญหายไปบางอย่าง
เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วมองไปยังตัวเขื่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันดูแข็งแรงและมั่นคง ไม่มีรอยร้าว ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ภาสกรเดินหันหลังกลับสู่เส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง โดยที่เขายังคงไม่รู้เลยว่ามีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งได้หายไปจากชีวิตของเขาตลอดกาล
ลมพัดผ่านพาเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิมาแตะจมูกอีกครั้ง ภาสกรชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองที่สันเขื่อนอีกครั้งอย่างลังเล แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเดินต่อไป ในขณะที่บนผิวคอนกรีตของเขื่อนนั้น ปรากฏรอยจารึกเล็กๆ ที่ดูเหมือนหยดน้ำตาที่แข็งตัวค้างอยู่ท่ามกลางแสงสนธยาที่กำลังจะดับแสงลง
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
ผู้บันทึกรอยร้าวบนผืนฟ้า
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น