ประกายไฟสีส้มจัดจ้ากระเด็นออกจากรอยร้าวของแกนเหล็กกลางห้องเครื่องเรือเหาะชั้นห้า หญิงสาวในชุดหมีเปื้อนคราบน้ำมันเข้มข้นขยับแว่นตากันฝุ่นให้เข้าที่ก่อนจะกดหัวพ่นไฟลงไปอีกครั้ง เสียงโลหะกรีดร้องสู้กับแรงเสียดทานของไอพ่นที่ยังคงทำงานค้างอยู่ทำให้บรรยากาศภายในห้องคับแคบนี้สั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลังของ 'มินตรา' ที่กำลังง่วนอยู่กับการซ่อมแซมส่วนประกอบสำคัญของเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก
หยดเหงื่อไหลผ่านแก้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นเหล็กของมินตรา เธอรีบปาดมันออกด้วยหลังมืออย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมละสายตาจากฟันเฟืองที่บิดเบี้ยว แม้ภายนอกเรือเหาะลำนี้จะดูเหมือนเรือขนส่งสินค้าธรรมดา แต่ทว่ากลไกภายในที่เธอเพิ่งค้นพบกลับเป็นพิมพ์เขียวของเทคโนโลยีต้องห้ามที่หายสาบสูญไปนานกว่าศตวรรษ ซึ่งในเวลานี้มันกำลังส่งเสียงคำรามเหมือนสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บพยายามจะหลุดออกจากกรงขัง
แรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่กระแทกเข้ากับตัวลำเรือจนมินตราเซถลาไปพิงผนังโลหะ เสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมไปทั่วโถงทางเดินด้านนอก บ่งบอกว่าความดันในถังเชื้อเพลิงกำลังพุ่งสูงถึงขีดจำกัด เธอรู้ดีว่าหากไม่สามารถหยุดการทำงานของแกนพลังงานนี้ได้ในอีกไม่กี่นาที เรือลำนี้จะกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้าสู่ผืนป่าทึบเบื้องล่าง ซึ่งนั่นหมายถึงจุดจบของคนงานกว่าห้าสิบชีวิตที่อยู่บนเรือลำนี้ด้วย
มินตรากัดฟันแน่น เธอไม่ได้เป็นแค่ช่างซ่อมทั่วไป แต่เธอเป็นคนสุดท้ายที่สืบทอดวิชาการปรับจูนเครื่องจักรกลโบราณจากปู่ของเธอ ซึ่งเคยสาบานไว้ว่าจะไม่มีวันเปิดเผยความลับนี้แก่ใครเพราะมันมีพลังงานมหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้ แต่ในวินาทีที่เข็มไมล์วัดความร้อนพุ่งแตะขีดแดงจนเกือบระเบิด เธอรู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำลายจรรยาบรรณของตนเองเพื่อรักษาชีวิตผู้คนไว้
เธอคว้าประแจตัวยาวขึ้นมาแล้วทุบลงไปบนคานเหล็กตามตำแหน่งที่ปู่เคยสอนไว้ในตำราเก่าแก่ เสียงกังวานของโลหะที่กระทบกันดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องเครื่องเปรียบเสมือนรหัสลับที่ปลดล็อกระบบนิรภัยรุ่นดึกดำบรรพ์ ทันใดนั้นเปลวไฟสีส้มก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มและระบบขับเคลื่อนที่เคยบ้าคลั่งก็เริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงครางเบาๆ ของเครื่องยนต์ที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเครื่องอีกครั้งหลังจากความโกลาหลสิ้นสุดลง มินตรายืนหอบหายใจพิงผนัง มือของเธอยังสั่นเทาจากความตื่นเต้นและกังวลใจ เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะนำพาปัญหาใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตที่เคยเรียบง่ายของเธอ เพราะการที่เครื่องยนต์ลำนี้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ได้รับความเสียหายเพิ่มเติมคือหลักฐานชั้นดีว่าเธอครอบครองความรู้อันตรายนั้นอยู่
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'กวิน' หัวหน้าหน่วยคุมเรือดังใกล้เข้ามาที่หน้าประตูห้องเครื่อง มินตราพยายามเช็ดคราบน้ำมันออกจากมืออย่างรวดเร็วและแสร้งทำเป็นว่าเธอกำลังตรวจเช็คท่อส่งน้ำมันตามปกติเมื่อประตูด้านนอกถูกเปิดออก กวินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องเครื่องก่อนจะหยุดอยู่ที่แกนพลังงานที่ยังคงมีร่องรอยของการขยับเขยื้อนผิดปกติ
"เจ้าทำได้ยังไง" กวินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความสงสัยที่ปิดไม่มิด "เครื่องยนต์รุ่นนี้มีอายุมากกว่าพ่อของข้าเสียอีก และไม่มีช่างคนไหนในนครลอยฟ้ากล้าแตะต้องมันมานานกว่าสามสิบปีแล้ว แต่เจ้ากลับทำให้มันสงบลงได้ภายในไม่กี่นาทีโดยไม่พึ่งพาช่างเครื่องหลวงเลยสักคน"
มินตราไม่ยอมสบตาเขา เธอเลือกที่จะก้มหน้ามองประแจในมือแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด "ข้าแค่โชคดีน่ะกวิน ข้าเห็นน็อตตัวหลักมันหลวมอยู่ก็เลยขันมันให้แน่นขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสเหมือนที่เจ้าคิดหรอก อย่าลืมสิว่าข้าถูกจ้างมาให้ซ่อมเรือ ไม่ได้ถูกจ้างมาให้เสกเวทมนตร์"
กวินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนการเสียดสีมากกว่าการขบขัน เขาเดินเข้ามาใกล้จนมินตราสัมผัสได้ถึงกลิ่นยาสูบฉุนๆ จากตัวเขา "โชคดีงั้นรึ? เจ้าคิดว่าข้าโง่พอจะเชื่อคำโกหกแค่นั้นหรือมินตรา? ข้าเห็นรอยสลักที่เจ้าทิ้งไว้บนคานเหล็กนั่น มันไม่ใช่รอยขันน็อต แต่มันคือจังหวะการเคาะที่ใช้กระตุ้นระบบเซ็นเซอร์โบราณให้ตอบสนองต่างหาก"
เขายื่นมือออกมาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของมินตราเหมือนต้องการจะขุดคุ้ยความลับที่ซ่อนอยู่ในหัวสมองของเธอ "พวกชนชั้นสูงกำลังตามหาใครบางคนที่สามารถซ่อมแซม 'หัวใจแห่งนภา' ได้ และข้าคิดว่าข้าเพิ่งพบคนคนนั้นแล้ว หากเจ้าไม่ยอมร่วมมือกับข้า ข้าเกรงว่าเรือลำนี้อาจจะไม่ได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่เจ้าคาดหวังไว้ก็ได้นะ"
มินตราดึงมือกลับด้วยความรู้สึกรังเกียจ เธอรู้จักกวินดีว่าเขาเป็นพวกแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวทุกรูปแบบ การที่เขารู้เรื่องนี้หมายความว่าชีวิตของเธอหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอไม่ได้ต้องการเป็นเครื่องมือของใคร แต่เธอก็ไม่อาจปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องมารับเคราะห์เพราะความโลภของกวินได้
"ข้าเป็นแค่ช่างซ่อมเรือธรรมดา" มินตรากล่าวเสียงแข็งพลางขยับตัวออกห่าง "ถ้าเจ้าคิดจะเอาเรื่องนี้ไปขายให้พวกชนชั้นสูง เจ้าก็ทำไป แต่ข้าบอกไว้ก่อนว่าสิ่งที่ข้าทำลงไปมันเป็นแค่การบรรเทาอาการชั่วคราว หากเจ้าฝืนเร่งเครื่องยนต์นี้เกินขีดจำกัดเพื่อผลประโยชน์ของเจ้า เรือลำนี้จะแตกกระจายกลางอากาศแน่นอน และเมื่อนั้นไม่ว่าเจ้าจะมีอำนาจแค่ไหนก็ช่วยเจ้าไม่ได้"
กวินมองดูเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความสงสัยเป็นความชื่นชมเชิงประชดประชัน เขาหมุนตัวกลับไปที่ประตูห้องเครื่องก่อนจะหยุดยืนทิ้งท้ายไว้ว่า "ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดดูใหม่ มินตรา ในเมื่อเจ้าเป็นคนรักษาหัวใจของเรือลำนี้ไว้ เจ้าก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของทุกคนบนนี้ด้วย รวมถึงเรื่องที่เจ้ากำลังพยายามปิดบังข้าไว้นี้ด้วย พรุ่งนี้เช้าข้าหวังว่าจะได้คำตอบที่ทำให้เราทั้งคู่มีชีวิตรอดต่อไปได้"
หลังจากกวินจากไป มินตราก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องเครื่องที่เย็นเฉียบ เธอหยิบจี้สร้อยคอรูปเฟืองเล็กๆ ออกมาดู มันเป็นสิ่งเดียวที่ปู่ทิ้งไว้ให้ก่อนตาย จี้ชิ้นนี้คือกุญแจสำคัญในการควบคุมเครื่องยนต์ทุกประเภทที่สร้างโดยช่างโบราณ หากกวินรู้ว่าจี้นี้คืออะไร เขาคงไม่ปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่รอดถึงเช้าพรุ่งนี้อย่างแน่นอน เธอต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ว่าจะซ่อมเรือให้สำเร็จเพื่อพาทุกคนลงจอดอย่างปลอดภัย หรือจะทำลายมันทิ้งเสียตั้งแต่วันนี้เพื่อรักษาความลับของบรรพบุรุษ
ในห้องโดยสารชั้นบน ผู้โดยสารเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของเรือที่สั่นไหวเบาๆ มินตราบุกขึ้นไปยังห้องควบคุมด้วยความเร็วที่เธอเองก็ไม่คิดว่าจะมี แรงกดดันจากสถานการณ์ทำให้เธอตัดสินใจได้ว่าเธอจะไม่ยอมให้กวินควบคุมสถานการณ์นี้ได้เพียงลำพัง เธอต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่เรือจะถึงสถานีจอดรถลอยฟ้าแห่งที่สาม ซึ่งเป็นจุดที่พวกชนชั้นสูงมักจะมาดักรอตรวจคน
เธอแอบลอบเข้าไปในห้องเครื่องสำรองและเริ่มถอดสายพานเชื่อมต่อระบบไอพ่นหลักออกทีละเส้น ความเงียบสงัดทำให้เสียงหัวใจของเธอเต้นดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ เธอต้องรีบทำให้เรือลงจอดฉุกเฉินในเขตทุ่งร้างที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา แทนที่จะต้องเผชิญหน้ากับความตายบนสถานีจอดรถที่เต็มไปด้วยเหล่าทหารองครักษ์ของเมืองหลวง
ขณะที่เธอกำลังตัดวงจรไฟฟ้า กวินก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปืนพกในมือ เขาไม่ได้ดูตกใจเลยสักนิดที่เห็นเธอทำเช่นนั้น ราวกับว่าเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าเธอจะพยายามทำลายเรือ "ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนหัวแข็งมินตรา แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่งว่าข้าคุมเส้นทางเดินเรือนี้มานานแค่ไหน ข้าไม่ได้ต้องการเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์แบบข้าต้องการแค่ตัวเจ้าที่จะทำให้ข้ากลายเป็นคนที่มีอำนาจที่สุดในเมืองนี้"
มินตรายืนขึ้นเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่หวั่นเกรง "เจ้าคิดผิดแล้วกวิน การมีอำนาจบนซากปรักหักพังมันไม่ได้ทำให้เจ้าเป็นราชาหรอก แต่มันจะทำให้เจ้าเป็นได้แค่ศพที่รอวันถูกลืม" เธอกระแทกประแจตัวใหญ่ลงบนแผงควบคุมหลักจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ระบบทั้งหมดหยุดทำงานในพริบตา เรือเหาะเริ่มเสียสมดุลและดิ่งพสุธาลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที เสียงกรีดร้องของผู้โดยสารดังระงมไปทั่วห้องโดยสาร มินตราใช้ความชำนาญที่มีเปิดระบบร่มชูชีพฉุกเฉินของเรือแต่ละลำออกก่อนจะรีบวิ่งไปที่ห้องนักบินเพื่อบังคับทิศทางให้เรือลงจอดในจุดที่ปลอดภัยที่สุด เธอไม่ได้สู้เพื่อรักษาเรือไว้ แต่เธอสู้เพื่อรักษาชีวิตของผู้คน แม้จะต้องแลกด้วยความลับที่เธอพยายามปกปิดมาทั้งชีวิตก็ตาม
กวินพยายามจะคว้าตัวเธอไว้แต่ก็เสียหลักล้มลงเมื่อเรือกระแทกกับพื้นดินอย่างรุนแรง แรงกระแทกทำให้เขาสลบไปทันที มินตราคลานออกจากห้องนักบินที่เริ่มพังทลายลง ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดและอากาศเย็นจัดเริ่มพัดเข้ามา เธอเห็นผู้คนค่อยๆ พยุงตัวออกจากเรือที่นอนแน่นิ่งอยู่กลางทุ่งร้างที่ห่างไกลจากความเจริญ
เธอเดินห่างออกมาจากกลุ่มผู้คน มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของผืนป่าโดยมีเพียงจี้สร้อยคอในมือที่ยังคงส่องแสงจางๆ เธอทำลายโอกาสที่จะรวยล้นฟ้าของกวินและทำลายความลับที่เคยปกป้องมานาน แต่ในวินาทีที่เธอมองเห็นผู้คนปลอดภัย เธอก็รู้สึกได้ว่าการตัดสินใจของเธอคุ้มค่าแล้ว ไม่ว่าใครจะตามหาความรู้โบราณนี้ไปทำไม เธอก็จะไม่ยอมให้มันกลายเป็นอาวุธในมือใครอีก
ในความเงียบสงัดของป่าลึก มินตราหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเหมือนผู้พิทักษ์ เธอวางประแจที่เปื้อนคราบน้ำมันลงบนโคนต้นไม้ เป็นสัญลักษณ์ของการจบสิ้นอาชีพช่างซ่อมเรือที่เธอเคยรัก หลังจากนี้เธอจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครตามหา และไม่มีใครสามารถบีบบังคับให้เธอใช้พลังงานที่เธอมีเพื่อทำลายล้างผู้คนได้อีกต่อไป
เธอหยิบจี้สร้อยคอขึ้นมาดูเป็นครั้งสุดท้าย แสงสีน้ำเงินจางๆ ที่เคยเต้นระริกอยู่ภายในเริ่มดับลง กลายเป็นหินธรรมดาที่ไม่มีพิษมีภัย เธอยิ้มออกมาอย่างโล่งใจก่อนจะวางมันลงข้างๆ ประแจนั้น นี่คือจุดจบของบทเพลงแห่งเกลือและสนิมเหล็กที่เธอเคยบรรเลงมาตลอดชีวิต เหลือไว้เพียงความทรงจำที่ไม่มีวันถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารใดๆ
รุ่งเช้าของวันถัดมา มินตราก้าวเดินต่อไปในป่าโดยไม่ได้หันกลับไปมองซากเรือที่นอนนิ่งอยู่ไกลๆ เธอหายเข้าไปในม่านหมอกที่ปกคลุมยอดเขา ทิ้งให้เรื่องราวของช่างซ่อมผู้น่าเกรงขามกลายเป็นเพียงตำนานกระซิบระหว่างคนเดินเรือที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือเท็จ
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
รอยสลักวิญญาณแห่งพงไพรไร้เสียง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น