กลิ่นอายของเกลือทะเลและความชื้นจากผนังถ้ำที่โอบล้อมรอบกายทำให้หลินเฟยรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูก มือที่สวมถุงมือหนังเนื้อบางของเขาค่อยๆ ปัดฝุ่นดินหนาเตอะออกจากพื้นหินราบเรียบเบื้องหน้า แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบตามจังหวะลมหายใจที่แผ่วเบาของเขา ท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำใต้สมุทรที่ไม่มีใครย่างกรายเข้ามานานนับศตวรรษ เสียงหยดน้ำที่กระทบลงบนหินก้องกังวานไปทั่วราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
หลินเฟยเป็นชายหนุ่มร่างโปร่งที่มีดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว เขาใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการแกะรอยอักขระโบราณที่หายสาบสูญจากหน้าประวัติศาสตร์ บนหลังของเขามีรอยสักรูปมังกรพ่นไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลนักจารึกที่สาบสูญ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อสมบัติพัสถาน แต่มาเพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่บิดาของเขาเคยเตือนไว้ก่อนสิ้นลมหายใจว่ามันคือคำสาปที่ไม่มีวันหลุดพ้น
ผนังถ้ำเบื้องหน้าเริ่มปรากฏรอยสลักที่ซับซ้อน มันไม่ใช่ภาษาที่เขาเคยพบเจอในตำราเล่มไหน มันมีความอ่อนช้อยเหมือนคลื่นน้ำและมีความแข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้า หลินเฟยเอื้อมมือไปสัมผัสด้วยความสั่นเทา ผิวสัมผัสของศิลานั้นเย็นจัดจนเขารู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่ปลายนิ้ว ทันใดนั้นรอยสลักเหล่านั้นก็เริ่มเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ออกมา มันวูบวาบราวกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ใต้แผ่นหินหนาหนัก
บรรยากาศภายในถ้ำเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความกดอากาศพุ่งสูงขึ้นจนหลินเฟยรู้สึกหูอื้อและหายใจลำบาก เขาพยายามถอยหลังแต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลตรึงเขาไว้กับที่ แสงสีฟ้าเริ่มขยายตัวเป็นรูปอักขระลอยละล่องออกมาจากผนังหิน มันวนเวียนอยู่รอบตัวเขาเหมือนฝูงผีเสื้อที่กำลังร่ายรำในยามค่ำคืน แต่ละตัวอักษรบอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ทรยศต่อเทพแห่งสมุทรจนนำมาซึ่งหายนะที่จมอาณาจักรทั้งอาณาจักรลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร
หลินเฟยพยายามรวบรวมสมาธิเพื่ออ่านความหมายของมัน แม้ความเจ็บปวดจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ความกระหายใคร่รู้กลับรุนแรงยิ่งกว่า อักขระเหล่านั้นไม่ใช่แค่คำเขียน แต่มันคือบันทึกความทรงจำของวิญญาณนับล้านที่ติดอยู่ในห้วงเวลา เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมบิดาถึงหวาดกลัวนัก เพราะสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่มันคือพลังงานดิบที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกได้หากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี
ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเป็นเงาของชายชราที่มีเครายาวถึงพื้นผิวถ้ำ แต่งกายด้วยชุดขุนนางโบราณที่ขาดวิ่น ดวงตาของชายชราว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เขาคือผู้พิทักษ์ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของที่แห่งนี้ หลินเฟยพยายามตั้งสติและก้มหัวให้เป็นการเคารพ เขาไม่ได้ต้องการต่อสู้ แต่ต้องการคำตอบที่ติดค้างอยู่ในใจมาตลอดหลายสิบปี
"เจ้าเด็กน้อย ผู้ถือครองรอยสักแห่งมังกรผู้นี้ เจ้ามาเพื่อรื้อฟื้นความเจ็บปวดหรือเพื่อจบสิ้นมันกันแน่" เสียงของชายชราแหบพร่าดังก้องอยู่ในหัวของหลินเฟยโดยไม่ต้องผ่านโสตประสาท เขาไม่ได้พูดด้วยปาก แต่พูดด้วยกระแสจิตที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยประสบการณ์อันยาวนานที่แบกรับเอาไว้เพียงลำพัง
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความประหม่า เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงแม้ร่างกายจะยังสั่นเทา "ข้ามาเพื่อทำความเข้าใจเหตุผลที่อาณาจักรนี้ต้องล่มสลาย ข้าต้องการให้ความจริงถูกเปิดเผยเพื่อให้วิญญาณที่ติดอยู่ได้หลุดพ้นจากคำสาปที่พันธนาการไว้" เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาว่างเปล่าของวิญญาณผู้พิทักษ์ด้วยความจริงใจที่เขาสั่งสมมาจากการเป็นนักโบราณคดีที่ยึดถือความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด
ชายชราหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขานั้นแห้งแล้งและขมขื่นเหมือนลมพายุที่พัดผ่านทะเลทราย "ความจริงงั้นหรือ เจ้าคิดว่าโลกภายนอกพร้อมจะรับความจริงที่โหดร้ายนี้หรือ หากเจ้าเปิดเผยมัน พลังแห่งอักขระจะถูกใช้เพื่อสงครามอีกครั้ง ความโลภของมนุษย์นั้นลึกซึ้งกว่ามหาสมุทรที่เจ้ากำลังยืนอยู่นี้เสียอีก" เขายื่นมือที่โปร่งแสงออกมาแตะที่หน้าอกของหลินเฟย ตรงจุดที่รอยสักมังกรซ่อนอยู่
ความร้อนระอุพุ่งเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยจนเขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด รอยสักมังกรที่ผิวหนังของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกไฟเผา วิญญาณผู้พิทักษ์กำลังถ่ายโอนภาระหน้าที่และความทรงจำมหาศาลเข้ามาในตัวเขา ความรู้เรื่องอักขระโบราณทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนที่แตกทะลัก ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าสมองกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะที่ความขัดแย้งภายในใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง
หลินเฟยพยายามขัดขืน เขาเริ่มตระหนักได้ว่าหากเขาได้รับพลังนี้ไปทั้งหมด เขาอาจจะกลายเป็นคนใหม่ที่โลกไม่รู้จัก ความเห็นแก่ตัวเริ่มแทรกซึมเข้ามาเมื่อเขารู้ถึงอำนาจในการควบคุมกระแสน้ำและลมพายุที่อักขระเหล่านี้มอบให้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นภาพความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ในอดีตที่เกิดจากความทะเยอทะยานของกษัตริย์องค์ก่อน เขาต้องเลือกระหว่างการทิ้งพลังนี้ไปพร้อมกับชีวิต หรือการยอมรับมันเพื่อปกป้องโลกจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากฝีมือของคนอื่น
จู่ๆ ผนังถ้ำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงครืนครั่นดังมาจากภายนอกเหมือนกองทัพที่กำลังบุกเข้าจู่โจม กลุ่มคนในชุดสีดำที่ตามหลินเฟยมาตั้งแต่ตอนเริ่มสำรวจได้พังประตูถ้ำเข้ามา พวกมันคือกลุ่มนักล่าสมบัติที่เป็นตัวแทนของจักรพรรดิผู้กระหายอำนาจ พวกมันต้องการศิลาจารึกนี้ไปเพื่อปลุกพลังมืดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อขยายดินแดนอย่างไร้ขีดจำกัด
"หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้าไม่มีสิทธิ์ครอบครองสิ่งนี้!" หลินเฟยตะโกนก้องในขณะที่เขายืนขวางหน้าศิลาจารึกเอาไว้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจากการถ่ายโอนพลัง แต่เขาก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง ความโกรธแค้นต่อความโลภของพวกมันทำให้อักขระรอบตัวเขาส่องแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงนั้นไม่ได้อบอุ่นเหมือนก่อน แต่มันร้อนแรงเหมือนดวงอาทิตย์ที่กำลังจะดับแสง
หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำชักดาบที่เคลือบด้วยพิษร้ายออกมาแล้วก้าวเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "เจ้าเป็นแค่นักโบราณคดีกระจอกๆ อย่าได้ขวางทางพวกเราเลย หลินเฟย ส่งศิลามาให้ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง" คำพูดของมันเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม แต่หลินเฟยไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้นแล้ว ในหัวของเขามีเพียงเสียงกู่ร้องของวิญญาณที่ต้องการให้เขาทำหน้าที่พิทักษ์ความลับนี้
หลินเฟยสะบัดมือออกไป อักขระสีทองที่เพิ่งได้รับมาพุ่งเข้าใส่ศัตรูเหมือนกระสุนแสง มันกระแทกเข้ากับดาบของหัวหน้ากลุ่มคนชุดดำจนแตกละเอียดเป็นผุยผง แรงปะทะทำให้พวกมันกระเด็นไปคนละทิศละทาง แต่หลินเฟยเองก็ทรุดลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า พลังที่ใช้ไปนั้นเกินขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไปอย่างมหาศาล
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อเพดานถ้ำเริ่มถล่มลงมาเนื่องจากพลังของศิลาจารึกที่ถูกปลุกเร้าจนควบคุมไม่อยู่ ก้อนหินขนาดใหญ่ตกลงมาทับทางเข้าถ้ำเพื่อกักขังทุกคนไว้ข้างใน หลินเฟยต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะปล่อยให้พวกคนชุดดำตายไปพร้อมกับความลับนี้ หรือจะช่วยพวกมันแล้วเสี่ยงกับการที่พวกมันจะแย่งชิงความลับไปได้อีกครั้ง
วิญญาณผู้พิทักษ์ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เขาอีกครั้ง "จงทำในสิ่งที่หัวใจเจ้าปรารถนา ไม่ใช่สิ่งที่ประวัติศาสตร์กำหนดไว้" คำพูดของเขาทำให้หลินเฟยตระหนักได้ว่า เขาไม่ใช่ทาสของอดีต เขาคือผู้กำหนดอนาคต หลินเฟยรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดชี้ไปที่ศิลาจารึกแล้วเอ่ยคำสาปแช่งที่เป็นภาษามนตราโบราณเพื่อปิดผนึกความลับนี้ตลอดกาล
เหตุการณ์ที่สามคือการที่อักขระทั้งหมดเริ่มรวมตัวกันเป็นวงแหวนเวทมนตร์ขนาดใหญ่รอบตัวเขา มันดูดกลืนพลังงานทั้งหมดจากศิลาจารึกเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยจนศิลาจารึกที่เคยเรืองแสงกลายเป็นหินที่ไร้ค่าและแตกสลายเป็นทรายในพริบตา กลุ่มคนชุดดำที่เห็นพลังนั้นต่างหวาดกลัวจนหนีหัวซุกหัวซุนออกไปทางช่องว่างของหินที่กำลังถล่ม
เมื่อทุกอย่างสงบลง หลินเฟยพบว่าเขานั่งอยู่เพียงลำพังท่ามกลางซากปรักหักพัง ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงหยดน้ำ ไม่มีเสียงวิญญาณกระซิบ มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาเองที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ รอยสักมังกรที่หลังของเขากลายเป็นสีขาวโพลนไร้สีสันราวกับไม่มีพลังงานหลงเหลืออยู่ เขาได้ทำภารกิจที่ตระกูลแบกรับมาตลอดหลายร้อยปีให้ลุล่วงแล้ว
จุดพีคของความรู้สึกถาโถมเข้ามาเมื่อเขาเห็นภาพนิมิตสุดท้ายเป็นใบหน้าของบิดาที่ยิ้มให้เขาอย่างภาคภูมิใจ ความโดดเดี่ยวที่เขาเคยแบกรับตลอดชีวิตมลายหายไปแทนที่ด้วยความสงบที่แท้จริง เขาไม่ได้สูญเสียพลังไปเพราะถูกแย่งชิง แต่เขาสูญเสียมันไปเพราะเขาได้มอบชีวิตใหม่ให้กับวิญญาณที่ถูกจองจำเหล่านั้นให้ไปสู่สุคติ
เขาพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวเหมือนไม่ได้ยึดติดกับโลกใบนี้อีกต่อไป มือของเขาแตะไปที่ผนังถ้ำที่พังทลายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกจากถ้ำที่กลายเป็นเพียงความทรงจำ เขาไม่เสียใจที่เลือกเส้นทางนี้ แม้จะต้องสูญเสียความสามารถในการอ่านอักขระที่เขารักไปตลอดกาลก็ตาม
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาที่ปากถ้ำเมื่อเขาเดินออกมายังโลกภายนอก ลมทะเลที่พัดผ่านใบหน้าทำให้เขารู้สึกถึงอิสระอย่างแท้จริง โลกภายนอกยังคงงดงามและวุ่นวายเช่นเดิม แต่สำหรับเขาแล้ว ความวุ่นวายเหล่านั้นไม่มีความหมายอีกต่อไปเมื่อเทียบกับความเงียบสงบที่เขาได้สัมผัสภายในใจ
เขามองไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ดวงดาวดวงแรกเริ่มปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า หลินเฟยรู้ดีว่านับจากนี้ไปเขาจะเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่เดินอยู่ในโลกที่เขาเคยไขว่คว้าหาคำตอบ แต่ตอนนี้เขาได้พบคำตอบนั้นแล้ว คำตอบที่ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ใช่การครอบครองความลับ แต่คือการที่ได้รักษาความลับนั้นไว้เพื่อให้โลกยังคงมีความงดงามของสิ่งที่ยังไม่ถูกค้นพบ
หลินเฟยหันหลังให้ปากถ้ำแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ทิ้งให้เสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวในยามค่ำคืน รอยสักที่หลังไม่ได้เรืองแสงอีกต่อไป แต่มันยังคงประทับอยู่เป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน เขาเดินห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงาของเขากลืนหายไปกับความมืดมิดของชายหาด ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ใต้สมุทรแห่งนั้น
ทรายใต้ฝ่าเท้าของเขาสั่นไหวเบาๆ ราวกับมหาสมุทรพยายามร่ำลาผู้พิทักษ์คนสุดท้ายที่เพิ่งวางมือจากภารกิจอันยาวนาน หลินเฟยไม่ได้หันกลับไปมองอีกเลย เขามุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้าที่รอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า โดยไม่รู้ว่าในกระเป๋าเสื้อของเขานั้น ยังมีเศษหินชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่ยังคงแผ่ไออุ่นจางๆ อยู่ตลอดเวลา
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
พู่กันโลหิตใต้เงาอักษรอาถรรพ์
อาถรรพ์พู่กันเลือด สะบัดอักษรพลิกชะตาฟ้า
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น