น้ำมันเครื่องกลิ่นฉุนจัดจ้านปนกับกลิ่นไม้เก่าอบอวลอยู่ในห้องทำงานแคบๆ ของ 'คีริน' ท่ามกลางเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินสม่ำเสมอเป็นจังหวะเหมือนนาฬิกาที่ใกล้หยุดเดิน เขาใช้คีมเหล็กปากแหลมคีบเฟืองทองเหลืองขนาดจิ๋วขึ้นมาอย่างประณีต สายตาจดจ่ออยู่กับรอยร้าวเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นบนแผ่นโลหะของกล่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่ลูกค้าลึกลับทิ้งไว้ให้เมื่อสามวันก่อน แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันทำให้เงาของเขาบนผนังดูบิดเบี้ยวและใหญ่โตราวกับยักษ์ในเงามืด
เขากดเฟืองตัวสุดท้ายเข้าที่อย่างแผ่วเบาจนเกิดเสียงคลิกเบาๆ ในความเงียบงัน แต่ทันใดนั้นกล่องดนตรีก็ส่งเสียงแหลมสูงราวกับเสียงหวีดร้องของวิญญาณที่ถูกกักขัง คีรินชะงักมือทันที เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นที่ขมับขณะที่เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเครื่องดนตรีไม้แกะสลักลวดลายเครือเถาประหลาดนี้ มันไม่ใช่แค่กลไกธรรมดา แต่มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังตื่นจากการหลับใหลยาวนาน
คีรินถอยกรูดจนเก้าอี้ไม้ล้มลงกระแทกพื้น เสียงโครมครามดังก้องในห้องใต้ดินที่เงียบเหงา แต่กล่องดนตรีกลับไม่หยุดเล่น ท่วงทำนองที่มันบรรเลงออกมานั้นช่างคุ้นหูอย่างน่าประหลาด มันเป็นเสียงเพลงกล่อมเด็กที่แม่ของเขาเคยร้องให้ฟังก่อนจะหายสาบสูญไปในพายุทะเลเมื่อสิบปีก่อน ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ แต่ความสงสัยในฐานะช่างซ่อมกลับรั้งให้เขาต้องก้าวเข้าไปใกล้มันอีกครั้ง
มือของเขาสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะฝาครอบกล่องดนตรี พื้นห้องเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามชั้นวางเครื่องมือร่วงหล่นลงมาเหมือนหิมะสีเทา คีรินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา นี่คือโอกาสเดียวที่จะไขความลับเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของครอบครัวที่เขาพยายามลืมเลือนมาตลอดชีวิต
เขามองเห็นบางอย่างซ่อนอยู่ใต้เฟืองที่หมุนวน มันคือแผ่นจารึกทองคำขนาดจิ๋วที่มีรอยสลักเป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ใดในโลก คีรินใช้แว่นขยายส่องดูด้วยหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะกลองศึก รอยจารึกนั้นไม่ได้บอกตำแหน่งที่ตั้ง แต่มันบอก 'เวลา' ที่ต้องไปถึงจุดนั้น นี่ไม่ใช่กล่องดนตรี แต่มันคือเครื่องนำทางข้ามผ่านความทรงจำที่ถูกแช่แข็งไว้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้เก่าแก่ของร้านคีรินสะดุ้งสุดตัวและรีบคว้าผ้าผืนหนามาคลุมกล่องดนตรีนั้นไว้ทันที เขาคว้าไขควงขึ้นมาถือไว้ในมือแทนอาวุธ ก้าวเดินไปยังประตูด้วยความระมัดระวัง หัวใจเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากการค้นพบเมื่อครู่ ใครกันที่รู้ว่าเขากำลังซ่อมสิ่งนี้อยู่ และใครกันที่ส่งกล่องดนตรีชิ้นนี้มาให้เขาในเวลาที่เขากำลังเปราะบางที่สุด
ผู้มาเยือนเป็นชายชราในชุดเสื้อคลุมกันฝนสีซีดจาง ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหมวกปีกกว้างที่เปียกชุ่มด้วยละอองฝน 'เจ้าซ่อมมันเสร็จแล้วใช่ไหม คีริน' เสียงของชายชราแหบพร่าและเต็มไปด้วยความคาดหวังที่น่ากลัว คีรินยืนขวางประตูไว้แน่น สบตาชายชราผ่านช่องว่างระหว่างบานประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์
'คุณเป็นใคร แล้วทำไมถึงรู้เรื่องกล่องดนตรีนี่' คีรินถามเสียงแข็ง พยายามซ่อนความกลัวไว้ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉย เขาเป็นเพียงช่างซ่อมเครื่องดนตรีธรรมดาที่ชอบอยู่กับเสียงดนตรีและฟันเฟือง ไม่เคยต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวลึกลับที่อาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตเช่นนี้
'ฉันคือคนที่รู้วิธีปลุกเสียงที่ตายไปแล้วให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง' ชายชราขยับตัวเข้ามาใกล้จนคีรินได้กลิ่นไอเกลือทะเลและสนิมเหล็กจากตัวเขา 'และเธอคือคนเดียวที่มีกุญแจไขความลับในกล่องนั้น เพราะเพลงที่เธอได้ยิน... มันมาจากจิตวิญญาณของเธอเอง' คีรินรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณ ความลับที่เขาเก็บไว้ในใจมาตลอดกำลังจะถูกเปิดโปงโดยคนแปลกหน้า
ชายชราผลักประตูเข้ามาอย่างถือวิสาสะ คีรินถอยหลังกรูดจนเกือบชนโต๊ะทำงาน 'หยุดนะ อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้' เขาตวาด พลางยกไขควงขึ้นในระดับสายตา แม้จะรู้ดีว่ามันไม่อาจทำอันตรายใครได้ แต่ความรู้สึกถึงภัยคุกคามทำให้เขาสัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นขึ้นมา ความขัดแย้งระหว่างความอยากรู้อยากเห็นกับความปลอดภัยเริ่มปะทะกันอย่างรุนแรงในใจ
'เจ้าช่างเปราะบางเหลือเกินคีริน ทั้งที่ในมือของเจ้าคือแผนที่สู่โลกที่เวลาไม่เคยเดินไปข้างหน้า' ชายชราหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นฟังดูแห้งแล้งเหมือนใบไม้แห้งกรอบที่ถูกบดขยี้ เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องทำงานของคีริน สายตากวาดมองไปที่เครื่องดนตรีโบราณที่วางระเกะระกะราวกับกำลังประเมินคุณค่าของชีวิตที่อยู่ตรงหน้า
'โลกที่เวลาไม่เดินไปข้างหน้า?' คีรินทวนคำอย่างงุนงง 'นั่นมันเรื่องไร้สาระ มันเป็นเพียงกลไกเฟืองเหล็กที่ขัดข้อง ไม่ใช่ประตูมิติอะไรทั้งนั้น' เขาพยายามปฏิเสธสิ่งที่เห็นและสิ่งที่ได้ยิน แต่ในใจลึกๆ เขารู้ดีว่ากล่องดนตรีนั่นสั่นไหวด้วยพลังงานที่อธิบายไม่ได้ มันร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนผ้าที่คลุมไว้เริ่มส่งกลิ่นไหม้
'ทุกอย่างเริ่มต้นจากการจดจำคีริน' ชายชราหยุดยืนตรงหน้าเขา ดวงตาสีเทาขุ่นมัวของชายชราจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของคีริน 'สิ่งที่เธอเรียกว่ากลไกคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายไปในหุบเหวแห่งกาลเวลา เธอไม่ต้องการรู้หรือว่าทำไมแม่ถึงเลือกที่จะทิ้งเธอไว้ที่นี่ เพื่อรอคอยการกลับมาของสิ่งที่ถูกลืม' คำพูดของเขากระแทกใจคีรินราวกับค้อนเหล็ก
'แม่ไม่ได้ทิ้งผม เธอหายไปในพายุ' คีรินตะโกนสวนกลับ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความโกรธและเสียใจที่ถูกขุดคุ้ยบาดแผลเก่าๆ ชายชราเพียงแค่ยิ้มอย่างเศร้าสร้อย เขาหยิบเหรียญเงินเก่าคร่ำคร่าออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะทำงานของคีริน เหรียญนั้นมีสัญลักษณ์เดียวกันกับที่อยู่บนกล่องดนตรี
'พายุไม่ได้พัดพาแม่ของเธอไปไหน แต่เธอเลือกที่จะก้าวเดินไปในที่ที่ไม่มีใครมองเห็น' ชายชรากล่าวพลางผายมือไปยังกล่องดนตรีที่เริ่มแผ่รัศมีสีครามออกมา 'กุญแจอยู่ที่เสียงเพลงนั้นคีริน ลองฟังมันอีกครั้งด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยหู แล้วเธอจะเข้าใจว่าทำไมกล่องนี้ถึงบรรเลงได้เพียงท่วงทำนองเดียวมาตลอดสิบปี'
คีรินค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาโต๊ะทำงานอีกครั้ง เสียงเพลงกล่อมเด็กที่เคยไพเราะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่โหยหวนและซับซ้อนขึ้นทุกขณะ เฟืองเหล็กภายในกล่องเริ่มหมุนย้อนกลับอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของท้องทะเลกว้างใหญ่เริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นของโอโซนและไฟฟ้าที่รุนแรง เขาขยับผ้าคลุมออกและสิ่งที่เห็นทำให้เขาต้องหยุดหายใจ
กล่องดนตรีไม่ได้เป็นเพียงไม้แกะสลักอีกต่อไป แต่มันเริ่มแปรสภาพเป็นผลึกแก้วใสที่โปร่งแสง ภายในมีภาพโฮโลแกรมของเรือลำหนึ่งที่กำลังแล่นฝ่าคลื่นยักษ์ คีรินเอื้อมมือไปสัมผัสภาพนั้น นิ้วของเขาทะลุผ่านไปได้ราวกับมันเป็นเพียงภาพมายา แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลที่ฉุดกระชากแขนของเขาให้จมดิ่งลงไปในความว่างเปล่า
'จงตัดสินใจคีริน หากเธอหยุดตอนนี้ชีวิตที่เงียบเหงาของช่างซ่อมจะดำเนินต่อไป แต่หากเธอปล่อยให้แรงดึงนั้นนำทาง เธอจะได้พบกับความจริงที่อาจทำลายทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อ' ชายชราเตือนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ คีรินมองสลับไปมาระหว่างห้องทำงานที่แสนปลอดภัยกับประตูสู่ความจริงที่เปิดออกตรงหน้า
เขานึกถึงวันวานที่เขานั่งรอแม่ที่ท่าเรือ มองดูนาฬิกาทรายที่ทรายไม่เคยหมดลง ความโดดเดี่ยวที่กัดกินเขามานานปีทำให้เขาสะสมเครื่องดนตรีมากมายเพียงเพื่อกลบเกลื่อนความเงียบที่น่ากลัวนี้ 'ผมไม่ต้องการความปลอดภัยที่แลกมาด้วยการโกหกตัวเองอีกต่อไปแล้ว' คีรินตัดสินใจเด็ดขาด เขาคว้ากล่องดนตรีนั้นขึ้นมากอดไว้แนบอก
ทันใดนั้น ผนังห้องทำงานก็เริ่มแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นห้วงอวกาศสีดำมืดมิดที่มีดวงดาวระยิบระยับอยู่ภายนอก ร้านซ่อมเครื่องดนตรีของเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดินอีกต่อไป แต่มันคือส่วนหนึ่งของหอคอยที่ลอยคว้างอยู่กลางสุญญากาศของมิติคู่ขนาน เสียงดนตรีที่เคยแหลมสูงกลับกลายเป็นเสียงกังวานที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลัง
คีรินรู้สึกว่าร่างกายของเขาเบาหวิวเหมือนไม่มีน้ำหนัก แรงดึงดูดจากกล่องดนตรีรุนแรงขึ้นจนเขาทรงตัวไม่อยู่ 'แม่?' เขาเรียกแผ่วเบาในขณะที่ภาพของหญิงสาวในชุดกะลาสีเรือปรากฏขึ้นที่ปลายแสงสีคราม เธอไม่ได้แก่ชราลงเลยแม้แต่น้อย เธอยืนยิ้มให้เขาเหมือนวันสุดท้ายที่เขาส่งเธอขึ้นเรือ
ชายชราที่ยืนอยู่ข้างหลังคีรินเริ่มจางหายไปเหมือนหมอกควัน 'หน้าที่ของฉันจบลงแล้ว ช่างซ่อมผู้โชคร้าย' เสียงของเขาดังก้องอยู่ในหัวของคีริน 'จงซ่อมแซมรอยร้าวของกาลเวลาด้วยเสียงเพลงของเจ้าเสียเถิด นี่คือบททดสอบสุดท้ายของสายเลือดแห่งผู้บันทึก' คีรินพยายามเอื้อมมือคว้าชายชราไว้ แต่เขาก็เหลือเพียงละอองแสงที่ลอยหายไปในอากาศ
คีรินหันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงมีความสามารถในการซ่อมเครื่องจักรที่ไม่มีใครซ่อมได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของช่างฝีมือ แต่มันคือพลังในการประสานความทรงจำที่แตกสลายเข้าด้วยกัน เขาหลับตาลงปล่อยให้เสียงดนตรีจากกล่องในมือซึมซับเข้าไปในกระแสเลือด ความเจ็บปวดจากการสูญเสียค่อยๆ มลายหายไปแทนที่ด้วยความเข้าใจที่กระจ่างชัด
เขานำนิ้วแตะลงบนกล่องดนตรีอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้ซ่อมมันเพื่อการใช้งาน แต่เขาซ่อมมันเพื่อการเชื่อมต่อ คีรินส่งกระแสพลังงานจากใจผ่านปลายนิ้วเข้าสู่เฟืองเหล็กที่หยุดนิ่ง เสียงดนตรีเปลี่ยนไปเป็นท่วงทำนองที่สมบูรณ์แบบ มันเป็นเพลงที่บรรเลงขึ้นเพื่อกู้คืนเรือที่จมหายและหัวใจที่แตกสลาย ความมืดมิดรอบตัวเริ่มสว่างไสวขึ้นด้วยสีทองอร่าม
เรือลำนั้นเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของไม้เก่าและไอทะเล หญิงสาวก้าวลงจากเรือและโอบกอดเขาไว้แน่น อ้อมกอดที่เขารอคอยมาตลอดสิบปีนั้นอบอุ่นและเป็นจริงยิ่งกว่าสิ่งใด 'เจ้าโตขึ้นมากคีริน' เธอพูดเบาๆ พร้อมกับยื่นเข็มทิศทองเหลืองให้เขา 'แต่ภารกิจของเจ้ายังไม่จบ พิกัดนี้คือจุดที่เวลาต้องการคนซ่อมแซม'
คีรินมองไปยังเข็มทิศในมือ เข็มของมันไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือ แต่ชี้ไปสู่ใจกลางของความวุ่นวายที่เขามองเห็นผ่านรอยร้าวของผนังห้อง เขาไม่ใช่แค่ช่างซ่อมเครื่องดนตรีอีกต่อไป แต่เขาคือผู้ที่คอยรักษาจังหวะของกาลเวลาให้คงอยู่ เขาพยักหน้าให้แม่ของเขาด้วยความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยม ความโดดเดี่ยวที่เคยมีมลายหายไปสิ้น
เรือค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับหญิงสาว ทิ้งไว้เพียงเข็มทิศและกล่องดนตรีที่หยุดทำงานอย่างสมบูรณ์ คีรินเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเขา พื้นหินที่เคยเย็นเยียบกลับดูเป็นมิตรขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาวางเข็มทิศลงบนโต๊ะและเริ่มจัดเรียงเครื่องมือซ่อมแซมของเขาใหม่ด้วยความใจเย็น
เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ของห้วงมิติคู่ขนานที่สวยงามและน่าเกรงขาม คีรินหยิบกล่องดนตรีชิ้นใหม่ขึ้นมาซ่อมแซม นี่คือภารกิจแรกของเขาในฐานะผู้ดูแลพิกัดที่ไร้ซึ่งทิศทาง เสียงเพลงใหม่เริ่มบรรเลงขึ้นในห้องทำงานที่เงียบสงบอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
เข็มทิศบนโต๊ะหมุนวนด้วยจังหวะที่มั่นคงราวกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ คีรินยิ้มออกมาบางๆ เมื่อรู้ว่าในความว่างเปล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ เขามีสิ่งที่จะต้องทำและมีเป้าหมายที่ชัดเจนรออยู่ข้างหน้า เสียงเพลงจากกล่องดนตรีที่เขาสร้างขึ้นเริ่มประสานเข้ากับเสียงของจักรวาล ก่อเกิดเป็นบทเพลงแห่งกาลเวลาที่ไม่มีวันจบสิ้น
คีรินหยิบปากกาขนนกขึ้นมาจดบันทึกพิกัดต่อไปลงในสมุดปกหนังเก่าแก่ที่เขาเพิ่งค้นพบใต้โต๊ะทำงาน รอยยิ้มจางๆ ยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา เขาไม่ได้กังวลถึงวันพรุ่งนี้อีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าไม่ว่าเวลาจะหมุนไปในทิศทางใด เขาก็คือคนที่ถือเข็มทิศนั้นไว้ในมือของเขาเองเสมอ
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
ผู้บันทึกรอยร้าวบนผืนฟ้า
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น