หยาดน้ำค้างสีมรกตเกาะพราวอยู่บนใบของต้นกุหลาบหินกลายพันธุ์ ขณะที่ 'ธันวา' เอื้อมมือสั่นเทาไปหยิบเครื่องวัดค่าความชื้นพกพาที่สั่นเตือนรัวๆ ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ปกคลุมยอดดอยแห่งนี้ กลิ่นดินชื้นแฉะผสมกับไอเย็นจัดเตะเข้าจมูกจนเขารู้สึกแสบโพรงจมูกไปหมด เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อชมทิวทัศน์ แต่มาเพื่อตามหาบันทึกของนักพฤกษศาสตร์รุ่นปู่ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับพืชชนิดเดียวที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ในความมืดมิด
แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าทำให้ธันวาต้องรีบคว้ากิ่งไม้ใกล้ตัวไว้แน่น เสียงครางต่ำของแผ่นดินเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากภวังค์ดังมาจากเบื้องล่าง เขาชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือที่เข็มวินาทีกำลังหมุนย้อนกลับอย่างไร้เหตุผล บ่งบอกว่าอาณาเขตของพืชชนิดนี้กำลังบิดเบือนกฎทางฟิสิกส์ให้เข้าสู่สภาวะเฉพาะตัวที่ยากจะอธิบายด้วยตำราเล่มไหนในโลกใบนี้
"อยู่นิ่งๆ ธันวา ถ้าเธอยังอยากกลับไปเห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง" เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสเย็นเยียบของปลายกระบอกปืนที่จ่อเข้าที่ท้ายทอยของเขา มันไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคย แต่เป็นเสียงของคนที่เขาตามหามาตลอดสามปี 'ขวัญชัย' อดีตผู้ช่วยวิจัยที่ทุกคนเชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเมื่อสิบปีก่อนกำลังยืนอยู่ตรงนั้นในสภาพที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคสมัยที่ต่างออกไป
ธันวาค่อยๆ หันกลับไปมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดระแวง เขาเห็นรอยแผลเป็นแปลกประหลาดบนลำคอของขวัญชัย ซึ่งมีลวดลายคล้ายกับเส้นใบของพืชที่เขากำลังศึกษอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน ขวัญชัยไม่ได้สวมเสื้อกันหนาวหนาเตอะเหมือนเขา แต่กลับสวมเพียงชุดผ้าใยธรรมชาติที่ถักทอขึ้นเองอย่างหยาบๆ ทว่ากลับดูมีอุณหภูมิที่อบอุ่นกว่าอากาศรอบข้างอย่างน่าประหลาด
"ทำไมต้องเป็นตอนนี้ ทำไมต้องเป็นที่นี่" ธันวาเอ่ยถามพลางพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากกิ่งไม้และยกขึ้นเหนือหัวตามคำสั่งโดยนัยของปลายกระบอกปืนที่ยังคงจ่ออยู่นิ่งๆ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ดวงตาของขวัญชัยที่ตอนนี้กลายเป็นสีเขียวเข้มดุจมรกตลึกซึ้ง ไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ที่เคยรู้จักกันมาก่อน
บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อหยาดน้ำค้างบนใบไม้เหล่านั้นเริ่มเรืองแสงสีนวลตาออกมาพร้อมกัน พืชพรรณทั่วทั้งหุบเขาเหมือนกำลังมีชีวิตและรับรู้ถึงการมาเยือนของคนแปลกหน้า ธันวารู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วผิวหนัง ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขารู้สึกเหมือนมีละอองเกสรนับล้านกำลังไหลเข้าสู่กระแสเลือด ปรับเปลี่ยนจังหวะหัวใจให้เต้นสอดคล้องกับจังหวะของป่าเขาที่นี่
ขวัญชัยลดปืนลงช้าๆ แต่ยังคงยืนขวางทางเดินสู่ยอดเขาเบื้องหน้า ดวงตาคู่นั้นจ้องมองไปที่เครื่องวัดค่าในมือของธันวาด้วยความสมเพช "เธอคิดว่าการใช้เครื่องมือพวกนี้จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มีชีวิตมานานกว่ามนุษย์ได้อย่างนั้นหรือ" เขากล่าวพลางเดินวนรอบตัวธันวาเหมือนนักล่าที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อที่ติดกับดัก
ธันวาพยายามจัดระเบียบความคิด เขาไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าในหุบเขานี้ แต่เขามีภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันวิจัยพฤกษศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าพืชเหล่านี้คือทางรอดเดียวของมนุษยชาติท่ามกลางภาวะวิกฤตทางอาหารและอากาศ "ผมไม่ได้มาเพื่อทำความเข้าใจผ่านเครื่องมือ ผมมาเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะป่าข้างล่างนั่นกำลังตายลงทุกวัน" เขาตอบกลับอย่างกล้าหาญ
ขวัญชัยหยุดเดินแล้วหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนใบไม้เสียดสีกัน "ป่าข้างล่างนั่นไม่ได้กำลังตาย แต่มันกำลังเลือกที่จะกำจัดสิ่งที่ทำลายสมดุลของมันทิ้งไป" เขากล่าวพลางชี้ให้ธันวาดูพืชต้นหนึ่งที่เริ่มบานออกเผยให้เห็นเกสรสีทองอร่ามที่ลอยละล่องไปในอากาศอย่างอิสระ แสงสว่างจากมันทำให้หมอกหนาเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นร่องรอยของซากอารยธรรมโบราณที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์
ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อธันวาพยายามคว้าบันทึกที่เหน็บอยู่ข้างเอวของขวัญชัย มันคือสมุดปกหนังที่เขาเฝ้าตามหามาค่อนชีวิต ขวัญชัยไหวตัวทันและเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วราวกับกิ่งไม้ที่ลู่ตามลม การต่อสู้เกิดขึ้นในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของธันวาและเสียงเหยียบย่ำบนพรมมอสที่นุ่มนวล
"นายไม่ได้เป็นอะไรกับฉันแล้ว ขวัญชัย เลิกทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ที่ไม่มีใครต้องการเถอะ" ธันวาตะโกนพลางรวบตัวขวัญชัยไว้ได้ เขาพยายามจะคว้าสมุดเล่มนั้น แต่กลับพบว่ามันได้หลอมรวมเข้ากับผิวหนังของขวัญชัยไปเสียแล้ว ตัวอักษรสีหมึกจางๆ ปรากฏขึ้นบนแขนของอีกฝ่ายแทนที่จะอยู่ในหน้ากระดาษ
ขวัญชัยหยุดนิ่งและยอมให้ธันวาเห็นรอยจารึกบนแขนของเขาอย่างชัดเจน มันเป็นแผนผังของดวงดาวและวงจรการเติบโตของพืชหายากที่ธันวาไม่เคยเห็นมาก่อน "นี่ไม่ใช่สมุดบันทึก แต่มันคือคำสาปที่ส่งต่อกันผ่านสายเลือดของผู้ที่เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตนี้และยอมรับการกลายพันธุ์" เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแฝงไปด้วยความเจ็บปวด
ธันวาผละออกจากขวัญชัยด้วยความตกใจ เขาเห็นรอยจารึกบนแขนของตนเองเริ่มปรากฏขึ้นบ้างแล้ว เส้นสีเขียวบางๆ ค่อยๆ เลื้อยผ่านใต้ผิวหนังจากปลายนิ้วขึ้นมาสู่ข้อมือ ความเจ็บปวดที่เหมือนโดนเข็มทิ่มแทงนับพันเล่มแล่นเข้าสู่สมองจนเขาต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินเย็นเยียบ ความปรารถนาที่จะนำความรู้กลับไปเปลี่ยนโลกกลายเป็นเรื่องตลกเมื่อเขาตระหนักว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์คนเดิมอีกต่อไป
เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อพืชพรรณรอบข้างเริ่มส่งเสียงร้องครางเป็นจังหวะเหมือนคลื่นความถี่สูง ธันวาเห็นภาพนิมิตในหัวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของป่าแห่งนี้ มันไม่ใช่การเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นการทดลองที่ผิดพลาดของมนุษย์ในอดีตที่ต้องการสร้างป่าที่ไม่มีวันตาย ทว่าพืชเหล่านั้นกลับฉลาดเกินไปและเริ่มดูดกลืนความทรงจำของผู้ที่เข้าใกล้เพื่อสะสมความรู้
"ถ้าเราไม่หยุดมันตอนนี้ การกลายพันธุ์จะแพร่กระจายผ่านละอองเกสรไปทั่วทั้งหุบเขา และในที่สุดก็จะลามไปถึงเมืองหลวง" ธันวาพยายามตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวของลม เขารู้ดีว่าเขามีเวลาไม่มากก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะถูกแทนที่ด้วยรหัสทางพันธุกรรมของพืชพวกนี้
ขวัญชัยมองธันวาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม เขาสัมผัสได้ว่าธันวามีจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยคิดไว้ "เราต้องทำลาย 'หัวใจ' ของมันที่อยู่ใต้ดินลึกเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งนั่น แต่ถ้าทำลายมัน เราทั้งคู่ก็จะสูญสิ้นความทรงจำและกลายเป็นเพียงปุ๋ยให้แก่ผืนดินนี้" เขาหยิบอุปกรณ์ที่คล้ายระเบิดเพลิงที่ทำจากยางไม้ชนิดพิเศษออกมา
ทั้งสองคนวิ่งฝ่าเข้าไปในพงไพรที่พยายามจะรั้งพวกเขาไว้ กิ่งไม้ที่เปรียบเสมือนหนวดปลาหมึกยืดออกมาพันธนาการขาของธันวาไว้ แต่เขาก็ใช้มีดพกที่เตรียมมาฟันมันจนขาดสะบั้น เสียงกรีดร้องของพืชพรรณดังก้องไปทั่วหุบเขา บีบคั้นอารมณ์จนธันวาแทบจะทนไม่ไหว
เมื่อถึงหน้าปากถ้ำน้ำแข็ง อากาศข้างในหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ธันวาเห็นสิ่งที่เรียกว่าหัวใจ มันเป็นก้อนพืชที่มีลักษณะเหมือนหัวใจมนุษย์ขนาดใหญ่ เต้นตุบๆ พร้อมกับปล่อยละอองสีเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง มันคือต้นกำเนิดของความหายนะที่สวยงามที่สุดที่เขาเคยเห็น
ขวัญชัยพุ่งตัวเข้าไปวางอุปกรณ์ แต่เขาก็ถูกเถาวัลย์หนามแหลมทิ่มแทงจนล้มลง ธันวาไม่ลังเลที่จะวิ่งเข้าไปดึงตัวเพื่อนร่วมงานออกมาพร้อมกับคว้าอุปกรณ์นั้นไว้ เขาตัดสินใจว่าชีวิตของคนสองคนเทียบไม่ได้กับความปลอดภัยของคนนับล้านข้างนอกนั่น แม้ว่านั่นหมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งที่เขาเคยเป็น
"ไปซะ ธันวา! ฉันจะรั้งมันไว้เอง" ขวัญชัยตะโกนพลางยึดกิ่งไม้ที่งอกออกมาจากผนังถ้ำไว้แน่น เลือดสีเขียวมรกตไหลซึมออกมาจากบาดแผลของเขา ผสมผสานกับน้ำแข็งจนกลายเป็นผลึกสีเขียวสดใส เขาเลือกที่จะสละตัวเองเพื่อให้เพื่อนร่วมทางหนีไปได้
ธันวาหันไปมองขวัญชัยเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของขวัญชัยในนาทีนั้นกลับมาเป็นสีน้ำตาลอบอุ่นเหมือนที่เขาจำได้เมื่อสิบปีก่อน เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้พิทักษ์ที่บ้าคลั่งอีกต่อไป แต่เป็นมนุษย์ที่เลือกจะจบชีวิตอย่างมีเกียรติ ธันวาตัดสินใจกดปุ่มระเบิดในวินาทีที่เขากระโจนออกมาจากปากถ้ำ
แรงระเบิดทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดดอย แสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าขึ้นจนกลบแสงของดวงอาทิตย์ยามบ่าย พืชพรรณที่เคยมีชีวิตชีวาเหี่ยวเฉาลงในพริบตา ละอองเกสรที่เคยลอยฟุ้งร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเหมือนหิมะสีเขียวที่กำลังสลายตัวเป็นฝุ่นผง ธันวานอนราบไปกับพื้น หายใจหอบถี่ท่ามกลางความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อเขาพยายามลุกขึ้นยืน เขาก็พบว่ารอยจารึกบนแขนของเขาได้จางหายไปจนเกือบหมดสิ้น ความเจ็บปวดในสมองหายไป แต่เขากลับจำไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่และทำไมต้องมีน้ำตาไหลอาบแก้ม เขามองไปรอบๆ เห็นเพียงซากปรักหักพังของพืชพรรณที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ
เขาก้มลงหยิบเครื่องวัดค่าความชื้นที่แตกละเอียดในมือ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ธันวาเดินลงจากยอดดอยด้วยความรู้สึกว่างเปล่าเหมือนลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมากไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของหุบเขาที่ตอนนี้ไม่มีเสียงครางของแผ่นดินหรือเสียงลมหายใจของพืชพรรณอีกต่อไป
ท่ามกลางรอยจารึกแห่งความทรงจำที่สาบสูญไปพร้อมกับฝุ่นควัน ธันวาเดินหายเข้าไปในม่านหมอก ทิ้งให้หยาดน้ำค้างสุดท้ายบนใบไม้ร่วงหล่นลงสู่ดิน ชะล้างความจริงทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในพิกัดลับแห่งนี้ให้กลายเป็นเพียงตำนานที่ไม่มีใครกล้าพิสูจน์อีกต่อไป
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
ศิลาจารึกอักขระมนตรา ความลับใต้สมุทรสาคร
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น