เศษดินเหนียวสีหม่นร่วงหล่นลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเก่าคร่ำคร่า เสียงกระทบกันเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบจากอดีตที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น 'รินรดา' ใช้พู่กันขนสัตว์ปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามขอบแจกันทรงสูงอย่างทะนุถนอม มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสเข้ากับรอยร้าวที่ลึกกว่าปกติ มันไม่ใช่รอยร้าวที่เกิดจากกาลเวลา แต่มันดูเหมือนถูกจงใจกรีดให้เป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่มองเห็นได้ยากหากไม่ใช้แว่นขยายส่องดู
อากาศภายในห้องทำงานอบอวลไปด้วยกลิ่นดินชื้นและกลิ่นน้ำมันสนที่ใช้สำหรับเคลือบผิว หญิงสาวถอนหายใจยาวพลางวางอุปกรณ์ลง เธอไม่ใช่แค่ช่างบูรณะเครื่องปั้นธรรมดา แต่เธอคือผู้สืบทอดเทคนิคการเชื่อมรอยร้าวด้วยยางไม้ผสมผงทองคำแบบโบราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนในตระกูล 'คินดะอิจิ' ที่ย้ายถิ่นฐานมาปักหลักในเมืองท่าแห่งนี้ตั้งแต่ยุคสงคราม
แสงไฟนีออนสลัวๆ จากโคมไฟตั้งโต๊ะทำให้เงาของแจกันทอดยาวไปบนผนังราวกับปีศาจที่กำลังคืบคลาน รินรดามองเห็นสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยร้าวนั้นชัดเจนขึ้น มันเป็นอักขระโบราณที่เธอเคยเห็นในสมุดบันทึกของคุณปู่ที่ถูกเก็บไว้ในตู้เหล็กที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาเสมอมา หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความสงสัยและความกลัวที่ปะปนกันอยู่ภายในอก
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างหนักหน่วงทำลายความเงียบสงัดภายในห้องทำงาน รินรดาสะดุ้งโหยงจนทำพู่กันร่วงหล่นลงพื้น เธอหันไปมองประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่ด้วยความระแวง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูช้าๆ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้าให้ตัวเอง
"ใครน่ะ?" เธอตะโกนถามออกไป เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ความเงียบงันตอบกลับมาแทนคำพูด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ดังหวีดหวิวเข้ามาเป็นระยะ รินรดารู้สึกได้ถึงความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เธอตัดสินใจเปิดประตูออกไป แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าของโถงทางเดินที่มืดมิด
ทว่าบนพื้นพรมสีแดงซีดตรงหน้าประตู กลับมีซองจดหมายสีเหลืองเก่าคร่ำวางอยู่หนึ่งฉบับ รินรดาก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ตราประทับบนซองเป็นรูปดอกเบญจมาศกลีบซ้อนที่ถูกล้อมรอบด้วยวงแหวนโลหะซึ่งดูคุ้นตาอย่างประหลาด มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่ถูกสลักอยู่ใต้ฐานแจกันที่เธอเพิ่งค้นพบรอยร้าวนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
เธอตัดสินใจกลับเข้ามาในห้องและล็อคประตูอย่างแน่นหนา ก่อนจะฉีกซองจดหมายออกข้างในมีกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือที่ดูแข็งกระด้างว่า 'จงอย่าได้เชื่อมรอยร้าวนั้น หากเจ้ายังรักในชีวิตของคนในตระกูล' รินรดารู้สึกถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง เธอไม่ได้ถูกขู่ธรรมดา แต่นี่คือคำเตือนที่บ่งบอกว่าเธอกำลังก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่อันตรายที่บรรพบุรุษของเธอพยายามปิดบังมาโดยตลอด
ในวันที่สอง รินรดาเริ่มสืบค้นเรื่องราวของแจกันใบนี้ด้วยความกระหายอยากรู้มากขึ้น เธอพบว่ามันถูกส่งมาจากตระกูลเก่าแก่แห่งหนึ่งที่หายสาบสูญไปหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่เมื่อห้าสิบปีก่อน พ่อของเธอเคยเตือนไว้เสมอว่าอย่ารับงานที่เกี่ยวข้องกับโบราณวัตถุที่มีประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจน แต่ด้วยภาระหนี้สินของร้านที่ค้างคาอยู่ ทำให้เธอจำต้องยอมรับงานนี้มาโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
ขณะที่เธอกำลังลงมือผสมยางไม้เพื่อเตรียมอุดรอยร้าว เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานอีกครั้ง คราวนี้เป็น 'นารูโตะ' ชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ เขาเป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มักจะแวะเวียนมาหาเธอเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องการประเมินค่าของโบราณอยู่เป็นประจำ รินรดาแอบซ่อนจดหมายฉบับนั้นไว้ใต้โต๊ะทำงานก่อนจะอนุญาตให้เขาเข้ามา
"วันนี้ดูท่าทางเจ้าจะเครียดกว่าปกตินะ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?" นารูโตะถามพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเธอ สายตาของเขาเหลือบมองแจกันที่วางอยู่กลางโต๊ะด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก รินรดาพยายามยิ้มกลบเกลื่อนพลางตอบว่าเธอกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักติดต่อกันหลายวัน
"ไม่มีอะไรหรอกนารูโตะ แค่รอยร้าวบนแจกันใบนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก" เธอตอบพลางก้มหน้าลงจดจ่อกับงานตรงหน้า เพื่อหลบสายตาที่ดูเหมือนจะล่วงรู้ความลับของเขา นารูโตะไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ที่ทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวอย่างประหลาด
"เจ้าต้องระวังให้ดีนะ รินรดา วัตถุบางอย่างมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ซ่อมแซม แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้ถูกทำลายทิ้ง" นารูโตะกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้รินรดานั่งนิ่งงันอยู่กับความสงสัยที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เขาหมายถึงอะไรกันแน่ และทำไมเขาถึงดูเหมือนจะรู้จักวัตถุชิ้นนี้ดีกว่าที่เขาอ้างไว้ในตอนแรก
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มตึงเครียดขึ้นในทุกๆ วัน รินรดาเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของนารูโตะที่มักจะแอบซุ่มดูร้านของเธอจากฝั่งตรงข้ามในยามค่ำคืน ความเชื่อใจที่เคยมีให้กันเริ่มสั่นคลอนไปพร้อมกับความลับที่เธอกำลังขุดค้น การบูรณะแจกันดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่ละขั้นตอนที่เธอทำลงไป เธอกลับรู้สึกได้ว่าพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในแจกันกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
คืนหนึ่งขณะที่พายุฝนกำลังกระหน่ำ รินรดาตัดสินใจเปิดตู้เหล็กของคุณปู่ที่ถูกล็อคไว้ เธอหยิบลูกกุญแจดอกเล็กที่ซ่อนอยู่ในแจกันจำลองใบหนึ่งมาไขตู้ ภายในตู้มีสมุดบันทึกเก่าๆ มากมายที่บันทึกเหตุการณ์ประหลาดเกี่ยวกับวัตถุโบราณที่ถูกสาปแช่ง หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของแจกันใบที่เธอถือครองอยู่ ซึ่งมีตำนานเล่าว่ามันคือภาชนะกักเก็บวิญญาณของผู้ที่ถูกสังหารจากการทรยศในอดีต
เธอนั่งอ่านบันทึกด้วยความตื่นตระหนกจนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย ที่นั่นมีรูปถ่ายของคนในตระกูลคินดะอิจิยืนคู่กับคนของตระกูลนารูโตะ ซึ่งเป็นต้นตระกูลของเพื่อนสนิทของเธอ พวกเขากำลังทำพิธีกรรมบางอย่างเพื่อกักขังวิญญาณร้ายลงในแจกันใบนั้น รินรดาแทบหยุดหายใจเมื่อรู้ว่าเพื่อนสนิทที่เธอไว้วางใจมาตลอด อาจเป็นคนเดียวกับที่ต้องการครอบครองแจกันนี้เพื่อปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ภายในออกมา
ทันใดนั้น ไฟในร้านก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด เสียงกระจกแตกดังสนั่นมาจากทางหน้าร้าน รินรดารีบวิ่งออกไปดูด้วยความกลัว เธอพบว่าแจกันใบนั้นตกลงมาจากโต๊ะและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ บนพื้น แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าคือควันสีดำที่พุ่งออกมาจากเศษซากของมัน พร้อมกับร่างของนารูโตะที่ยืนอยู่ท่ามกลางเงามืดด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"ในที่สุดเจ้าก็ทำลายมันจนได้ รินรดา ขอบใจที่ช่วยปลดปล่อยบรรพบุรุษของข้าออกมา" นารูโตะหัวเราะเสียงเยือกเย็น มือของเขายื่นออกมาเพื่อคว้าตัวเธอ รินรดาถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว เธอรู้แล้วว่านารูโตะไม่ได้มาดี แต่เขาต้องการพลังที่อยู่ในแจกันนั้นมาโดยตลอด เขาหลอกใช้เธอให้บูรณะมันเพื่อให้รอยร้าวที่เคยผนึกแน่นนั้นแตกออกตามกาลเวลา
รินรดาคว้าเอาเศษแจกันชิ้นใหญ่ที่มีคราบผงทองคำติดอยู่ขึ้นมาป้องกันตัว เธอไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีเพื่อท่องบทสวดที่อ่านเจอในบันทึกของคุณปู่ แม้ว่าเธอจะไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่ตอนนี้มันคือความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าได้
แสงสีทองเรืองรองออกมาจากเศษแจกันในมือเธอ มันสว่างจ้าจนนารูโตะต้องยกมือขึ้นบังหน้าด้วยความเจ็บปวด รินรดาไม่รอช้า เธอขว้างเศษแจกันนั้นใส่ร่างของนารูโตะอย่างเต็มแรง เสียงหวีดร้องโหยหวนดังสะท้อนไปทั่วห้องทำงาน ก่อนที่ร่างของนารูโตะจะล้มลงและสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับควันสีดำที่มลายหายไปในอากาศ
ความเงียบกลับมาเยือนร้านอีกครั้ง รินรดานั่งหอบหายใจอยู่บนพื้นไม้ที่เต็มไปด้วยเศษซากของความหลัง เธอสูญเสียเพื่อนเพียงคนเดียวไป แต่เธอก็ได้ปกป้องสิ่งที่ตระกูลของเธอทำมาตลอด นั่นคือการเป็นผู้พิทักษ์ความลับที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือนได้ แจกันใบนั้นไม่ได้ถูกทำลายด้วยความผิดพลาด แต่มันถูกทำลายเพื่อปิดฉากตำนานที่โหดร้ายนี้ลงเสียที
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ รินรดากวาดเศษดินเหนียวเหล่านั้นทิ้งไปอย่างไม่เหลือเยื่อใย เธอรู้ดีว่าจากนี้ไป ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความหวาดกลัวที่เคยมีได้มลายหายไปพร้อมกับเถ้าถ่านของนารูโตะ เธอหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวเริ่มต้นงานซ่อมแซมชิ้นใหม่ที่ไม่มีความลับใดๆ ซ่อนอยู่
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นผู้คนเดินผ่านไปมาด้วยใบหน้าที่ไร้กังวล ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความเป็นความตายขึ้นที่นี่ รินรดายิ้มออกมาอย่างแผ่วเบา มันเป็นรอยยิ้มของการเริ่มต้นใหม่ที่ไร้พันธนาการจากอดีต เธอคือช่างบูรณะที่ไม่เพียงแต่ซ่อมแซมวัตถุ แต่เธอยังซ่อมแซมชะตากรรมที่ผิดพลาดของบรรพบุรุษด้วยมือของเธอเอง
บนโต๊ะทำงาน เหลือเพียงรอยแตกของไม้ที่เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ รินรดาลูบรอยนั้นเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจหยิบผงทองคำขึ้นมาเพื่อปิดทับรอยแผลเป็นบนโต๊ะไม้ด้วยตัวเอง แม้จะไม่มีแจกันล้ำค่าให้ซ่อมแซมอีกต่อไป แต่เธอก็ยังคงเป็นผู้ถอดรหัสความเงียบที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกของโลกใบนี้ตลอดไป
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
พู่กันโลหิตใต้เงาอักษรอาถรรพ์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น