นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
พินิจพฤกษาในห้องกระจกไร้อากาศ
วิทยาศาสตร์ 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-26

พินิจพฤกษาในห้องกระจกไร้อากาศ

โดย เด็กหลังเขา คนเดิม
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักพฤกษเคมีที่พยายามรักษาต้นไม้สายพันธุ์สุดท้ายในห้องทดลองปิดตาย ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ออกซิเจนในโลกกำลังลดน้อยลงจนถึงขีดสุด

แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องกรองอากาศที่เริ่มทำงานติดขัดทำให้หลอดแก้วทดลองบนโต๊ะไม้โอ๊คเก่าสั่นไหวเบาๆ ‘กานต์’ ขยับแว่นสายตาที่เลื่อนตกลงมาที่ปลายจมูก ขณะที่มือซ้ายยังคงประคองกิ่งก้านของต้นไม้พันธุ์หายากไว้ด้วยความทะนุถนอม รากของมันสั่นไหวราวกับรับรู้ได้ถึงความแปรปรวนของแรงดันในห้องปิดตายแห่งนี้

เขาเหลือบมองจอแสดงผลสีแดงฉานที่กระพริบเตือนระดับออกซิเจนที่เหลืออยู่เพียงสามเปอร์เซ็นต์ กานต์ถอนหายใจยาว พยายามควบคุมจังหวะการหายใจให้เชื่องช้าที่สุดตามวิชาชีพนักพฤกษเคมีที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมจำกัดเช่นนี้

เสียงเตือนภัยดังหวีดหวิวสลับกับเสียงมอเตอร์ที่พยายามหมุนเหวี่ยงใบพัดเก่าๆ กานต์หยิบสารละลายสีมรกตขึ้นมาหยดลงในกระถางดินเผาอย่างใจเย็น แม้ว่าข้างนอกนั่นท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเทาหม่นและไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ แต่ภายในห้องกระจกนี้คือโลกใบสุดท้ายที่เขาต้องปกป้อง

“อย่านิ่งเงียบใส่ฉันแบบนี้สิ เจ้าตัวเล็ก” เขากระซิบเสียงแหบพร่าพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยใบไม้ที่เริ่มม้วนตัวลงด้วยความแห้งแล้ง ต้นไม้ต้นนี้คือความหวังเดียวที่จะเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับมาเป็นอากาศบริสุทธิ์ได้อีกครั้ง

กานต์เดินไปที่แผงควบคุมหลักเพื่อปรับค่าความชื้น เขาต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่แม้ว่าระบบพลังงานสำรองจะเหลือเพียงขีดสุดท้าย ความกดดันในอากาศเริ่มทำให้หูของเขารู้สึกอื้ออึง แต่เขาก็ไม่ยอมละสายตาจากต้นไม้สีเขียวที่ดูอ่อนแอแต่มั่นคงนั้น

ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาหาเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ในวันที่โลกยังคงเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี กานต์เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยที่ชอบวิ่งเล่นใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ความเงียบสงบในตอนนั้นแตกต่างจากความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวในห้องทดลองแห่งนี้ราวฟ้ากับเหว

เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมาจดบันทึกค่าความเข้มข้นของสารอาหารที่ได้รับเข้าไปในลำต้น กานต์รู้ดีว่าความพยายามของเขาอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของปาฏิหาริย์ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อมั่นในกระบวนการสังเคราะห์แสงที่เขากำลังเฝ้ามอง

ประตูเหล็กหนาหนักด้านหลังส่งเสียงครืดคราดราวกับมีคนพยายามจะเปิดมันเข้ามา กานต์ชะงักมือที่กำลังถือหลอดแก้ว เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครหลงเหลืออยู่ภายนอก แต่เสียงนั่นดูเหมือนเสียงของการลากเหล็กกระทบพื้นปูนที่คุ้นเคยในย่านวิจัยนี้

“ใครอยู่ตรงนั้น” กานต์ตะโกนถาม เสียงของเขาดูแผ่วเบาและแห้งผากจนแทบไม่ได้ยิน แม้จะรู้ว่าไม่มีคำตอบรับ แต่หัวใจของเขากลับเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายปี

ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงเครื่องกรองอากาศที่ดับลงอย่างกะทันหัน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทดลองจนน่าขนลุก กานต์วางอุปกรณ์ในมือลงช้าๆ แล้วก้าวเท้าไปตามพื้นปูนที่เย็นเฉียบเพื่อตรวจสอบรอยร้าวที่ผนังกระจกด้านนอกห้องหลัก

รอยร้าวเล็กๆ ที่ปรากฏบนผนังนั้นดูเหมือนเส้นใยแมงมุมที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ กานต์รู้ทันทีว่าแรงดันอากาศภายนอกที่ต่ำกว่ากำลังพยายามจะดูดกลืนทุกอย่างภายในห้องนี้ออกไป เขาต้องตัดสินใจว่าจะรักษาต้นไม้หรือรักษาชีวิตตัวเองที่เหลือเวลาอยู่อีกเพียงน้อยนิด

เขารีบคว้าเทปปิดรอยรั่วมาพันรอบกระจกอย่างเร่งรีบ มือของเขาสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันหลายวัน กานต์มองไปที่ต้นไม้ต้นนั้นอีกครั้ง ราวกับมันกำลังจ้องมองเขาด้วยความสงบที่น่าประหลาดใจท่ามกลางวิกฤตที่กำลังจะมาถึง

“ถ้าฉันตาย นายต้องอยู่ให้ได้นะ” กานต์พูดกับต้นไม้ขณะที่เขากำลังปิดผนึกรอยแตกสุดท้ายด้วยความยากลำบาก เหงื่อไหลซึมจากหน้าผากลงมาเข้าตาจนแสบร้อน แต่เขาไม่ยอมละมือจากการทำงานสำคัญนี้

ทันใดนั้น ไฟฉุกเฉินสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้องทดลอง มันเป็นสัญญาณว่าพลังงานสำรองชุดสุดท้ายกำลังถูกใช้ไปกับระบบฟอกอากาศอัตโนมัติที่เพิ่งถูกกระตุ้นขึ้นมาใหม่ กานต์ล้มตัวลงนั่งบนพื้นพลางหอบหายใจอย่างหนัก

ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ เขาหลับตาลงชั่วขณะและจินตนาการถึงกลิ่นดินหลังฝนตกในความทรงจำ กลิ่นนั้นคือสิ่งที่เขาโหยหาที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นโลหะและสนิมเช่นนี้

กานต์ลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาจากรอยร้าวที่เขาเพิ่งซ่อมแซม มันไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ แต่เป็นความรู้สึกของการเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้กลัวอีกต่อไป แต่กลับรู้สึกถึงอิสระที่กำลังจะมาถึง

เขาคลานกลับไปที่กระถางต้นไม้และใช้มือโอบกอดมันไว้เบาๆ เพื่อให้ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาถ่ายทอดไปสู่รากของมัน กานต์รู้ว่านี่คือวินาทีสุดท้ายที่เขาสามารถทำหน้าที่ของนักพฤกษเคมีได้ดีที่สุด

เสียงรอยร้าวบนกระจกเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังจนแทบจะกลายเป็นเสียงแตกหักที่รุนแรง กานต์ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เมื่อเห็นใบไม้สีเขียวหนึ่งใบผลิออกมาอย่างช้าๆ ราวกับมันกำลังตอบรับความรักที่เขามอบให้

แสงอาทิตย์ยามเย็นที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างชั้นบนส่องลงมาตกกระทบบนใบไม้ใบนั้นพอดี มันเปล่งประกายราวกับอัญมณีล้ำค่าท่ามกลางความมืดมิดของห้องทดลอง กานต์หลับตาลงอย่างสงบขณะที่เสียงกระจกแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ดังสนั่นไปทั่วห้อง

ท่ามกลางแรงดูดของสุญญากาศที่พุ่งเข้ามา กานต์ยังคงกอดต้นไม้นั้นไว้แน่นจนวินาทีสุดท้าย ร่างกายของเขาสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่าน แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นของชีวิตที่เขาสามารถปกป้องไว้ได้จนถึงลมหายใจสุดท้าย

ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของอุปกรณ์ทดลองและต้นไม้สีเขียวที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางเศษซากกระจก รากของมันหยั่งลึกลงในดินที่เปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อและเลือดของชายคนหนึ่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษาความหวังเพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้เอาไว้

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น