เสียงกรีดร้องของสายเหล็กกล้าที่ขาดสะบั้นดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงหินที่เต็มไปด้วยหยากไย่หนาเตอะ 'รินทร์' สะดุ้งจนทำไขควงเงินหลุดมือลงบนพื้นดินเปียกชื้น เขาก้มลงหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าท่ามกลางความมืดมิดของวิหารที่ไม่ได้ถูกเปิดออกมาร่วมศตวรรษ
นิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงบนตัวพิณไม้แกะสลักรูปมังกรที่ดูเหมือนจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ภายใน พื้นผิวของไม้ที่เคยเรียบเนียนกลับมีลวดลายรอยจารึกที่ขยับเขยื้อนราวกับเส้นเลือดที่กำลังสูบฉีดน้ำหมึกสีดำมืด รินทร์รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เครื่องดนตรีธรรมดา แต่มันคือเครื่องมือสื่อสารกับสิ่งที่ไร้ตัวตนในป่าแห่งนี้
กลิ่นอายของสนิมเหล็กและดอกกล้วยไม้ป่าที่กำลังเน่าเปื่อยโชยมาปะทะจมูกจนเขารู้สึกมึนงง แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเขากดสายพิณลงไปเพื่อทดสอบแรงตึง รอยแยกบนเพดานวิหารเริ่มพ่นละอองสีขาวคล้ายเกล็ดน้ำแข็งลงมาปกคลุมไปทั่วทุกทิศทางราวกับจะเตือนให้เขาหยุดการกระทำนี้เสีย
เขาเช็ดหยาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาออกด้วยหลังมือพลางสบถเบาๆ กับความเงียบงันที่กดทับลงมาบนแผ่นหลัง รินทร์เป็นช่างซ่อมเครื่องดนตรีเพียงคนเดียวในหมู่บ้านชายป่าที่กล้าก้าวเท้าเข้ามาในเขตหวงห้ามเพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของตระกูลเขา หากเขาล้มเหลวในวันนี้ ชีวิตของเขาอาจจะต้องจบลงในฐานะส่วนหนึ่งของวิหารแห่งนี้เช่นเดียวกับคนรุ่นก่อน
สายลมที่พัดผ่านรอยแตกของหินส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนบทเพลงที่ถูกลืมเลือน รินทร์ขยับเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่ผุพังจนแทบรับน้ำหนักเขาไม่ไหว เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาจากเงามืดด้านหลังกำแพงรูปปั้นนางอัปสรที่ไร้ใบหน้า รินทร์สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจดึงสายเหล็กเส้นสุดท้ายให้เข้าที่ แม้จะรู้ว่าแรงดีดของมันอาจทำให้นิ้วของเขาขาดกระจุยได้ทุกเมื่อ
เขาเคยเป็นเพียงช่างซ่อมขลุ่ยและซอธรรมดาในเมืองเล็กๆ แต่บันทึกของปู่ที่ทิ้งไว้กลับระบุถึงที่ตั้งของพิณโบราณนี้อย่างชัดเจน แรงจูงใจเดียวที่ผลักดันให้เขากล้าเสี่ยงคือความต้องการที่จะพิสูจน์ว่าตำนานเรื่อง 'เสียงดนตรีที่หยุดเวลาได้' นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงเรื่องโกหกที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกล่อคนโง่ให้มาตายในป่า
รินทร์หยิบขวดน้ำมันหล่อลื่นที่สกัดจากสมุนไพรหายากออกมาทาลงบนข้อต่อของพิณ ไม้ที่เคยแข็งกระด้างเริ่มส่งเสียงครางเบาๆ เหมือนสัตว์ที่ตื่นจากจำศีล เขาจ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองในแผ่นไม้เคลือบเงา ดวงตาของเขาดูเหนื่อยล้าแต่ทว่าเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว
เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ด้านการเล่นดนตรี แต่เขามีทักษะในการฟังเสียงที่หูคนปกติไม่ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงการขยับของมด หรือเสียงการกร่อนของหินในชั้นใต้ดิน ทักษะนี้ทำให้เขาเป็นที่หนึ่งในอาชีพช่างซ่อม และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขามองเห็นบางสิ่งที่สั่นไหวอยู่ในโครงสร้างของพิณนี้
ในขณะที่เขากำลังขันน็อตตัวสุดท้าย ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงดีดพิณเพียงหนึ่งครั้งโดยที่ไม่มีใครสัมผัสสาย รินทร์กระโดดถอยหลังไปชนกำแพงหินอย่างแรง เสียงนั้นก้องกังวานจนเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่หูชั้นใน ทุกอย่างเริ่มบิดเบี้ยวไปหมด ผนังวิหารเริ่มสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว
รินทร์พยายามตั้งสติแล้วคว้าคีมเหล็กขึ้นมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาตะโกนถามออกไปในความมืดว่าใครเป็นคนเล่น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ฟังดูคล้ายเสียงน้ำไหลผ่านร่องหิน เขาเข้าใจทันทีว่าวิญญาณของช่างฝีมือรุ่นก่อนยังคงวนเวียนอยู่เพื่อทดสอบผู้มาเยือน
เขารีบวางเครื่องมือลงบนแท่นหินแล้วเริ่มบรรเลงเพลงที่เรียนรู้มาจากบันทึกของปู่ เพลงที่ไม่มีท่วงทำนองที่แน่นอน แต่มีจังหวะที่สอดคล้องกับการเต้นของหัวใจ พิณตอบสนองอย่างรุนแรง สายเหล็กเริ่มสั่นไหวจนเกิดเป็นประกายไฟแลบออกมา รินทร์ใช้นิ้วกดทับรอยจารึกที่กำลังเรืองแสงบนตัวพิณอย่างไม่เกรงกลัวความร้อน
ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินไปรอบแท่นบูชาคือการต่อสู้กับแรงกดดันทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น รินทร์รู้สึกว่าปอดของเขาเหมือนจะระเบิดออก เขาต้องรักษาสมดุลของเสียงให้คงที่เพื่อไม่ให้วิหารพังถล่มลงมาทับเขาเสียก่อน นี่คือบททดสอบสุดท้ายที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน
ทันใดนั้น พิณก็หยุดสั่นอย่างกะทันหัน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งแต่รุนแรงกว่าเดิม รินทร์หอบหายใจอย่างหนักจนตัวโยน เขาเห็นภาพเงาเลือนลางของชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า มันคือปู่ของเขาที่หายสาบสูญไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ชายชราส่งยิ้มให้ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองสีทองที่ซึมเข้าไปในตัวพิณ
รินทร์ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเครื่องดนตรีชิ้นนั้น พิณไม่ได้เป็นเพียงวัตถุโบราณอีกต่อไป แต่มันเปรียบเสมือนกุญแจที่เปิดทางไปสู่ความรู้ที่สาบสูญ เขาคว้าพิณขึ้นมาแนบอก ความรู้สึกหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันกระจ่างแจ้งถึงวิถีแห่งเสียง
เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นและใบหน้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน รินทร์มองไปรอบวิหารที่ดูเงียบสงบลงอย่างประหลาด เขาหยิบเครื่องมือใส่กระเป๋าหนังแล้วหันหลังเดินออกจากโถงหินโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย แสงตะวันยามเย็นเริ่มสาดส่องเข้ามาทางช่องลมที่พังทลาย
เมื่อก้าวพ้นประตูวิหาร รินทร์พบว่าป่าที่เคยดูน่ากลัวกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างน่าประหลาด นกป่าเริ่มส่งเสียงร้องรับกับท่วงทำนองที่เขายังคงได้ยินแว่วๆ อยู่ในหัว เขาเข้าใจแล้วว่าอาชีพของเขาไม่ใช่แค่การซ่อมแซมสิ่งของ แต่คือการเชื่อมต่อระหว่างอดีตกับอนาคตผ่านเสียงที่ไม่มีวันตาย
เขาเดินกลับเข้าสู่หมู่บ้านท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้เขตป่า รินทร์ไม่พูดอะไรสักคำ เขาเพียงแค่แบกพิณไม้โบราณที่ตอนนี้ดูงดงามราวกับเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่กลับไปที่ร้านของเขา ทิ้งเรื่องราวในวิหารไว้ให้เป็นเพียงรอยจารึกในความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน
คืนนั้น รินทร์นั่งลงในร้านเล็กๆ ของเขา แสงเทียนส่องกระทบสายพิณที่เป็นเงาวับ เขาเริ่มบรรเลงเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง เสียงที่ออกมาจากพิณนั้นไพเราะและลึกซึ้งจนทำให้บรรยากาศรอบๆ ร้านเปลี่ยนแปลงไปเหมือนดั่งมีเวทมนตร์ปกคลุมอยู่ตลอดกาล
ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน เสียงดนตรียังคงกังวานไปไกลเกินกว่าขอบเขตของหมู่บ้าน รินทร์หลับตาลงพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก เขารู้ดีว่าภารกิจนี้เพิ่งจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เขาต้องเดินต่อไปในโลกแห่งเสียงและกาลเวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
ห้วงธาราแห่งความทรงจำนิรันดร์
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
ศิลาจารึกอักขระมนตรา ความลับใต้สมุทรสาคร
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น