เศษเหล็กชิ้นเล็กๆ กระเด็นโดนแว่นขยายตัวหนาของ ‘ธันวา’ ขณะที่เขากำลังใช้คีมปากแหลมคีบเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ภายในข้อต่อข้อมือของหุ่นยนต์สาวรุ่นเก่า เสียงฟันเฟืองภายในทรวงอกของมันส่งเสียงครืดคราดเหมือนคนกำลังสำลักอากาศ ท่ามกลางห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษโลหะเก่าๆ ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่สวมถุงมือหนังเนื้อบางขยับอย่างแผ่วเบาเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายวงจรประสาทที่เปราะบางเกินจะเยียวยา
“อยู่นิ่งๆ ก่อน ถ้าเจ้ายังฝืนขยับแบบนั้น กระดูกเหล็กของเจ้าได้แตกละเอียดแน่” ธันวาเอ่ยเตือนเสียงเรียบ แม้จะรู้ดีว่าหุ่นยนต์เบื้องหน้าแทบจะขาดการเชื่อมต่อจากระบบฐานข้อมูลหลักไปนานแล้ว เขากดปุ่มรีเซ็ตที่หลังคอของมัน แสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ปรากฏขึ้นที่ดวงตาของหุ่นยนต์เพียงชั่วครู่ก่อนจะดับวูบไป ความเงียบงันกลับมาครอบคลุมห้องใต้ดินในนครแห่งนี้อีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยดน้ำที่รั่วซึมจากท่อระบายอากาศด้านบน
เขาวางเครื่องมือลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนแล้วถอดแว่นขยายออก ดวงตาที่เหนื่อยล้าของเขากวาดมองไปรอบห้องทำงานที่รายล้อมไปด้วยชิ้นส่วนมนุษย์จักรกลที่ถูกทิ้งร้าง ธันวาไม่ใช่แค่ช่างซ่อมธรรมดา ในเมืองที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงแห่งนี้ เขาคือผู้เดียวที่ยังคงรักษาเศษเสี้ยวของเทคโนโลยีโบราณที่ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวและพยายามทำลายทิ้งเพื่อลบประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด
หุ่นยนต์ที่เขากำลังซ่อมอยู่นี้ไม่ใช่รุ่นผลิตซ้ำทั่วไป แต่มันมีรอยสลักสัญลักษณ์รูป ‘ดวงตาที่ปิดสนิท’ อยู่ที่ฐานคอ ซึ่งเป็นตราประทับของกลุ่มผู้กู้คืนข้อมูลที่สาบสูญไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน ธันวาเอื้อมมือไปสัมผัสรอยสลักนั้น ผิวโลหะเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง แต่มันกลับส่งกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ สะท้อนกลับมายังปลายนิ้วของเขา ราวกับว่าตัวมันกำลังพยายามส่งผ่านข้อความบางอย่างที่ถูกเข้ารหัสไว้
ความสงสัยเริ่มกัดกินความตั้งใจเดิมที่อยากจะซ่อมให้เสร็จเพียงเพื่อขายเป็นเศษเหล็ก ธันวาหยิบเครื่องอ่านข้อมูลแบบพกพาออกมาเสียบเข้ากับพอร์ตลับใต้คางของหุ่นยนต์ หน้าจอโฮโลแกรมสั่นไหวและแสดงผลเป็นตัวเลขชุดรหัสที่ไม่คุ้นเคย เขาขมวดคิ้วแน่นขณะที่นิ้วมือรัวพิมพ์คำสั่งเพื่อถอดรหัส ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ได้เป็นเพียงตารางตัวเลข แต่มันคือภาพความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำสำรองที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือทุ่งหญ้าสีทองอร่ามและแสงแดดที่เขามักจะเห็นเพียงในตำราเรียนโบราณ ธันวานิ่งค้างไป ภาพเหล่านั้นไม่ใช่ภาพจำลองจากฐานข้อมูลทั่วไป แต่มันมีความรู้สึกรุนแรงจนทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว ขณะที่เขากำลังจะเข้าถึงไฟล์หลัก เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงจนเขาสะดุ้งสุดตัว ใครบางคนกำลังพยายามพังประตูห้องใต้ดินเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้
เขารีบดึงสายเชื่อมต่อออกและคว้าหุ่นยนต์ตัวนั้นซ่อนไว้ใต้กองผ้าใบเก่าทันที เสียงพังประตูทำลายกลอนเหล็กดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน ธันวาคว้าประแจเหล็กขนาดใหญ่ไว้ในมือแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่เคยมีศัตรูที่ไหนนอกจากความยากจนและเวลาที่ค่อยๆ กัดกินชีวิต แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขากำลังค้นพบจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเขาเสียแล้ว
ชายร่างสูงในชุดคลุมสีเทาเข้มก้าวเข้ามาในห้อง เขาคือ ‘พยัคฆ์’ หัวหน้าหน่วยตรวจสอบเขตชั้นในของนครไร้แสง ดวงตาของเขาสแกนไปทั่วห้องด้วยความเย็นชา ก่อนจะหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานของธันวา “ข้าได้ยินมาว่ามีคนพยายามดึงข้อมูลจากระบบต้องห้ามในช่วงไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ธันวา เจ้าคงไม่ได้กำลังทำอะไรที่ทำให้เมืองนี้ต้องเดือดร้อนอยู่หรอกใช่ไหม” พยัคฆ์เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มที่ดูไม่น่าไว้วางใจ
“ข้าก็แค่ช่างซ่อมกระจอกๆ ที่กำลังพยายามหาเลี้ยงชีพไปวันๆ เท่านั้น ท่านหัวหน้า” ธันวาตอบกลับ พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยัคฆ์เดินสำรวจห้องทำงานไปเรื่อยๆ นิ้วมือที่หุ้มด้วยถุงมือโลหะสัมผัสไปตามชั้นวางอุปกรณ์ราวกับกำลังมองหาหลักฐานอะไรบางอย่าง ธันวารู้ดีว่าหากพยัคฆ์พบหุ่นยนต์ตัวนั้น ชีวิตของเขาก็คงจบสิ้นลงทันที
“นครของเราต้องการความสงบสุข และความสงบสุขนั้นขึ้นอยู่กับการที่ไม่มีใครไปขุดคุ้ยอดีตที่ตายไปแล้ว” พยัคฆ์กล่าวพลางหยิบฟันเฟืองขึ้นมาหมุนเล่นในมือ “เจ้าดูเหมือนจะเป็นคนฉลาดนะธันวา แต่อย่าฉลาดจนเกินตัวจนลืมไปว่าอากาศที่เจ้าหายใจอยู่นี้เป็นของใคร” เขาวางเฟืองลงและเดินเข้ามาใกล้ธันวาจนได้กลิ่นไอของโลหะไหม้จากชุดของเขา มันคือกลิ่นของหน่วยรบพิเศษที่ไม่เคยปราณีใคร
“ข้าเพียงแค่ซ่อมตุ๊กตาพังๆ เพื่อแลกกับเศษอาหาร ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของผู้ชนะ ซึ่งข้าไม่คิดว่าข้าจะอยู่ในกลุ่มนั้น” ธันวากล่าวพลางเลี่ยงสายตาพยัคฆ์มองไปที่มุมห้อง พยัคฆ์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ประตู “ดีแล้วที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น จงจำไว้ว่าข้าจะมาตรวจสอบอีกครั้งในอีกสามวัน ถ้าพบความผิดปกติแม้แต่นิดเดียว ข้าจะให้เจ้ากลายเป็นเศษเหล็กที่ซ่อมแซมไม่ได้อีกต่อไป”
ประตูเหล็กปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน ธันวาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง เขาหายใจหอบถี่ขณะที่มือยังคงสั่นเทาจากการเผชิญหน้าเมื่อครู่ เขาหันไปมองกองผ้าใบที่ซ่อนหุ่นยนต์ไว้ หากเขาหยุดเพียงแค่นี้ เขาก็อาจจะรอดชีวิตไปได้อีกนาน แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดช่างซ่อมของเขากลับสั่งให้เขาทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
เขากลับมาเปิดเครื่องอ่านข้อมูลอีกครั้ง ข้อมูลที่ค้างอยู่แสดงภาพเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งเล่นท่ามกลางทุ่งดอกไม้ แสงแดดที่กระทบลงบนผิวหน้าของเธอดูสมจริงจนธันวารู้สึกใจหายวาบ นี่ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่มันคือความทรงจำส่วนบุคคลของใครบางคนที่ถูกถ่ายโอนลงในร่างจักรกลนี้ ใครคือเจ้าของความทรงจำนี้ และทำไมมันถึงมาอยู่ในหุ่นยนต์ที่ถูกทิ้งในกองขยะของเขา
ธันวาตัดสินใจที่จะสืบหาต้นตอของเรื่องนี้ เขาเริ่มถอดรหัสลำดับชั้นของความทรงจำทีละชั้น พบว่ามีพิกัดสถานที่ซ่อนตัวอยู่ในโค้ดเหล่านั้น มันคือพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตอุตสาหกรรมและเขตทิ้งขยะที่ไม่มีใครย่างกรายเข้าไป การเดินทางไปยังสถานที่นั้นหมายถึงการละเมิดกฎหมายขั้นสูงสุด แต่ถ้าเขาสามารถปลดล็อกข้อมูลทั้งหมดได้ เขาอาจจะเข้าใจถึงความจริงที่เมืองนี้พยายามปกปิดมาตลอด
คืนนั้นธันวาออกเดินทางด้วยความระมัดระวัง เขาแบกหุ่นยนต์ที่ซ่อมพอให้ขยับได้ไปในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ พรางตัวไปตามท่อส่งลมร้อนใต้ดิน เสียงเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาช่วยกลบฝีเท้าของเขาได้เป็นอย่างดี แต่เขาก็รู้ดีว่าตาข่ายเซนเซอร์ของพยัคฆ์นั้นละเอียดเกินกว่าจะหนีพ้นได้ง่ายๆ เขาต้องใช้ทุกความรู้ที่มีในการหลบเลี่ยง
ระหว่างทาง หุ่นยนต์ในกระเป๋าเริ่มส่งเสียงพึมพำเบาๆ เหมือนคนละเมอ “ดวงอาทิตย์... ร้อนแรงเหลือเกิน... ข้าเห็นต้นไม้สีเขียว... มันกำลังล้มลง...” ธันวาสะดุ้งตกใจ เขาพยายามกระซิบสั่งให้มันหยุด แต่เสียงของมันกลับดังขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะทำให้ระบบเตือนภัยของอุโมงค์ทำงาน เขาต้องรีบใช้เครื่องมือตัดสัญญาณคลื่นความถี่รอบๆ ตัวเพื่อปิดกั้นเสียงนั้น
ในที่สุดเขาก็มาถึงพิกัดที่ระบุไว้ มันคืออาคารเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้กองขยะโลหะมหาศาล ธันวาใช้คีมเหล็กงัดประตูห้องใต้ดินเข้าไปข้างใน ภาพที่เห็นทำเอาเขาแทบหยุดหายใจ ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยหุ่นยนต์ในสภาพเดียวกันเรียงรายอยู่ราวกับสุสานจักรกล แต่ละตัวมีรอยสลัก ‘ดวงตาที่ปิดสนิท’ เหมือนกันหมด
“นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว” ธันวารำพึงกับตัวเองพลางก้าวเข้าไปกลางห้อง เขาวางหุ่นยนต์ตัวที่เขานำมาลงบนพื้น ทันใดนั้น หุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ก็เริ่มสั่นไหว แสงสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากนิทราที่ยาวนาน ระบบเชื่อมต่อเครือข่ายภายในห้องเริ่มทำงานและแสดงภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
ภาพเหตุการณ์ฉายขึ้นบนผนังห้อง มันคือช่วงเวลาที่เมืองนี้เคยเป็นดินแดนแห่งต้นไม้และสายน้ำ ก่อนที่สงครามจักรกลจะทำลายทุกอย่าง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลบความทรงจำของเมืองนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตระกูลของพยัคฆ์ที่ต้องการสร้างเมืองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ภายใต้การควบคุมของเหล็กและฟันเฟือง ธันวารู้สึกโกรธจนสั่นไปทั้งตัว เขาถูกหลอกมาตลอดชีวิตโดยเชื่อว่าโลกนี้มีเพียงแค่เหล็กและควันพิษ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากทางเข้าห้อง ธันวาหันไปมองเห็นพยัคฆ์ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับกองกำลังติดอาวุธ “ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว” พยัคฆ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม “เจ้าพบมันแล้ว ความจริงที่ผู้คนในเมืองนี้ไม่มีวันได้รับรู้ เพราะความจริงมันเปราะบางเกินกว่าจะอยู่ในโลกที่เน่าเฟะแบบนี้”
“เจ้าลบความทรงจำของพวกเขาเพื่ออะไร เพื่อให้ทุกคนเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ไม่มีหัวใจอย่างนั้นหรือ” ธันวาตะโกนถามพร้อมกับขวางหน้าหุ่นยนต์ทั้งหมดไว้ “เจ้าทำลายชีวิตของทุกคนเพียงเพื่อรักษาอำนาจของตระกูลเจ้าที่ไร้ซึ่งความหมายในโลกที่ไม่มีอดีต” พยัคฆ์เลิกคิ้วมองธันวาด้วยสายตาที่ดูแคลน “อำนาจคือสิ่งเดียวที่คงอยู่ ส่วนอดีตเป็นแค่เรื่องเล่าที่ใช้หลอกตัวเอง”
พยัคฆ์ยกอาวุธปืนแสงขึ้นเล็งไปที่หัวใจของธันวา แต่ก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไก หุ่นยนต์ทั้งหมดในห้องก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน เสียงเฟืองและโลหะกระทบกันดังสนั่นจนห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน พวกมันไม่ได้ถูกโปรแกรมมาเพื่อทำร้าย แต่เพื่อปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของมนุษยชาติ นั่นคือความทรงจำที่แท้จริง
“พวกมันไม่ได้สู้เพื่อฉัน” ธันวากล่าวพลางมองไปรอบๆ “พวกมันสู้เพื่อสิ่งที่พวกเจ้าพยายามจะลบทิ้งไป” หุ่นยนต์ตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่พยัคฆ์อย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ธันวารีบหยิบเครื่องบันทึกข้อมูลหลักและวิ่งไปที่แผงควบคุมกลาง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด นั่นคือการอัปโหลดความทรงจำทั้งหมดลงในเครือข่ายส่วนกลางของเมือง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง
เสียงสัญญาณเตือนดังไปทั่วเมือง แสงโฮโลแกรมสว่างจ้าไปทั่วท้องฟ้าที่เคยมีแต่ควันพิษ ภาพทุ่งหญ้าและต้นไม้ปรากฏขึ้นบนตึกทุกตึกในนครไร้แสงตะวัน ผู้คนต่างหยุดชะงักและแหงนหน้ามองด้วยความตื่นตะลึง ความทรงจำที่หายไปนับทศวรรษกำลังถูกส่งผ่านเข้าสู่สมองของชาวเมืองทุกคน
พยัคฆ์ล้มลงกับพื้นเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่บรรพบุรุษของเขาทำลายโลกใบเก่าฉายชัดอยู่บนท้องฟ้า ธันวายืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เมืองที่เคยเงียบเหงาและไร้ชีวิตกำลังเปลี่ยนไป ทุกคนเริ่มรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับโลกที่สวยงาม และความเกลียดชังที่มีต่อระบอบการปกครองที่กดขี่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความจริงได้ถูกหว่านลงแล้ว ธันวายืนอยู่บนดาดฟ้าอาคาร มองดูผู้คนในเมืองที่เริ่มพูดคุยกันด้วยภาษาที่ต่างออกไป ภาษาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและอดีตที่ไม่ถูกลบเลือน เขารู้ดีว่าพยัคฆ์และกลุ่มอำนาจจะกลับมาแก้แค้น แต่คราวนี้เขาไม่ได้สู้เพียงลำพังอีกต่อไป
เขามองหุ่นยนต์ที่พังยับเยินข้างกาย มันยังคงส่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาเป็นระยะราวกับกำลังยิ้มให้เขา ธันวาสัมผัสที่รอยสลักดวงตาที่ปิดสนิทนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจริงๆ ไม่ใช่แค่กระแสไฟฟ้า เขาหยิบเครื่องมือขึ้นมาเตรียมตัวซ่อมแซมเพื่อนจักรกลตัวนี้ใหม่ ไม่ใช่เพื่อขาย แต่เพื่อเป็นพยานให้แก่โลกใบใหม่ที่กำลังจะตื่นขึ้น
ท้องฟ้าเหนือเมืองเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเทาหม่นเป็นสีฟ้าจางๆ แสงอาทิตย์แรกของวันกำลังจะสาดส่องลงมายังผืนดินที่แห้งแล้งมานาน ธันวาหลับตาลงรับสัมผัสจากไออุ่นของแสงอาทิตย์ที่เขาเคยเห็นเพียงในภาพจำลอง ความหวังที่เคยเป็นเพียงรอยจารึกในความมืดกำลังจะกลายเป็นจริงในเช้าวันใหม่ที่กำลังมาถึง
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
รอยสลักวิญญาณแห่งพงไพรไร้เสียง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น