กลิ่นน้ำมันสนฉุนกึกอบอวลอยู่ในสตูดิโอใต้ดินที่ปิดตายด้วยแผ่นไม้หนาเตอะ อาร์ตี้บรรจงใช้พู่กันขนสัตว์ขนาดจิ๋วเขี่ยเศษฝุ่นที่เกาะแน่นอยู่บนดวงตาของนางในภาพวาดสีน้ำมันยุคเรเนซองส์ที่ดูเหมือนจะจ้องมองเขาด้วยความเวทนา มือของเขาที่สั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้เกิดจากความชรา แต่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากผืนผ้าใบราวกับมันมีชีพจรเต้นตุบอยู่ใต้ชั้นสีที่แตกร้าว
เขากลั้นหายใจเมื่อเห็นรอยแตกลายงาเริ่มขยายตัวเป็นเส้นสายที่ดูคล้ายโครงข่ายประสาท ความเงียบภายในห้องทำงานถูกทำลายลงด้วยเสียงกริ๊กเบาๆ จากกลไกนาฬิกาโบราณที่ฝังอยู่ในผนังห้อง อาร์ตี้รู้ดีว่าทุกครั้งที่เสียงนี้ดังขึ้น ภาพวาดเบื้องหน้าจะเริ่มเปลี่ยนทิศทางการมองของมันเองโดยไม่สนใจกฎฟิสิกส์ใดๆ ทั้งสิ้น
ชายหนุ่มขยับแว่นขยายที่คาดหน้าผากลงมาตรวจสอบความผิดปกติของเม็ดสีที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนจากสีครามเข้มกลายเป็นสีแดงสดดุจเลือดสดๆ ที่เพิ่งหยดลงบนผืนผ้าใบ เขาพยายามควบคุมสติไม่ให้ถอยหลังหนีด้วยความกลัว เพราะเขารู้ดีว่าหากเขาละสายตาจากมันเพียงวินาทีเดียว สิ่งที่ถูกกักขังอยู่ภายในอาจจะหลุดรอดออกมาสู่โลกภายนอกได้โดยง่าย
หยดเหงื่อไหลซึมลงมาตามขมับของอาร์ตี้ก่อนจะหยดลงบนพื้นไม้กระดานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีน้ำมันเก่าเก็บ เขาหยิบขวดสารละลายพิเศษขึ้นมาเตรียมจะแต้มลงไปบนรอยแยก แต่แล้วมือของเขาก็หยุดชะงักเมื่อเห็นนิ้วมือของหญิงสาวในภาพวาดขยับขึ้นมาแตะขอบเฟรมไม้พยายามจะแกะสลักบางอย่างลงบนนั้น
เสียงกระซิบเบาหวิวคล้ายคนนับร้อยกำลังพึมพำบทสวดโบราณดังก้องไปทั่วห้องที่ไร้หน้าต่าง อาร์ตี้กัดฟันแน่นข่มความตื่นตระหนกไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ เขาเป็นนักฟื้นฟูภาพวาดที่เก่งที่สุดในแวดวงนี้ไม่ใช่เพราะฝีมือการระบายสี แต่เพราะเขารู้วิธีการสื่อสารกับรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ภายในผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์
ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในมุมห้อง อาร์ตี้หยิบสมุดบันทึกหนังเก่าแก่เล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่านบันทึกของบรรพบุรุษที่เคยทำหน้าที่เดียวกันนี้มาก่อน นิสัยของเขาคือการเป็นคนช่างสังเกตและละเอียดรอบคอบจนเกือบจะเข้าขั้นโรคจิต เขาไม่เคยเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติจนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาต้องเผชิญกับภาพวาดที่สามารถฆ่าคนได้ด้วยสายตา
ความต้องการเดียวของเขาคือการปิดผนึกภาพวาดชิ้นนี้ให้สนิทก่อนที่แสงจันทร์จะพาดผ่านหน้าต่างบานเล็กที่เขาปิดตายไว้ แรงกดดันมหาศาลทำให้เขาต้องเลือกว่าจะทำลายงานศิลปะชิ้นเอกที่เป็นสมบัติล้ำค่าของโลก หรือจะปล่อยให้มันกัดกินวิญญาณของผู้ที่ครอบครองไปทีละคนเหมือนที่มันเคยทำมาตลอดหลายร้อยปี
ในยามที่เขากำลังจดจ่ออยู่กับการผสมสารเคมี เสียงเคาะประตูไม้ที่หนาหนักดังขึ้นสามครั้งสลับกับเสียงขูดขีดที่ดูไม่เหมือนมนุษย์อาร์ตี้รู้ดีว่าเวลามีจำกัด ความลังเลของเขาเริ่มหายไปเมื่อเห็นรอยร้าวบนภาพวาดเริ่มขยายตัวจนเกือบจะทะลุออกมาด้านนอก เขาต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อในสัญชาตญาณหรือเชื่อในบันทึกที่เต็มไปด้วยคำเตือนที่ขัดแย้งกันเอง
เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงและหยิบมีดแกะสลักจ่อลงไปที่ผืนผ้าใบขณะที่เสียงกระซิบข้างหูเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาร์ตี้ไม่ใช่แค่คนทำงานศิลปะ แต่เขาคือผู้คุมประตูที่เฝ้าระวังไม่ให้เงาในภาพวาดก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างมิติมายังโลกแห่งความเป็นจริงได้ ความกลัวที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบสุข แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของเขาก็ตาม
เขาเริ่มกรีดมีดลงบนผืนผ้าใบตามรอยแยกที่ดูเหมือนแผลเป็นบนผิวหนังมนุษย์ เลือดสีดำเหนียวข้นไหลทะลักออกมาแทนที่สีน้ำมันที่เคยแห้งกรัง อาร์ตี้ไม่หยุดมือเขารีบลงน้ำยาผนึกที่เขาคิดค้นขึ้นเองเพื่อกักขังพลังงานมืดนั้นไว้ภายใน เสียงกรีดร้องที่ไม่มีที่มาดังก้องไปทั่วห้องจนเขารู้สึกเหมือนแก้วหูจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ความขัดแย้งภายในใจระหว่างความรักในศิลปะกับความปลอดภัยของมนุษยชาติทำให้เขาแทบจะเสียสติ อาร์ตี้มองเห็นภาพอดีตของหญิงสาวในภาพวาดที่ถูกกักขังอยู่ในความว่างเปล่ามานานนับศตวรรษ เธอต้องการเพียงอิสรภาพ แต่เขารู้ว่าอิสรภาพของเธอคือการสูญสิ้นของคนทั้งเมือง
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อภาพวาดพยายามจะดึงตัวเขาเข้าไปสู่ความมืดมิดภายในเฟรม อาร์ตี้ใช้แรงเฮือกสุดท้ายคว้าค้อนหนักฟาดลงไปบนเฟรมไม้จนแตกกระจาย เสียงแตกหักของไม้ดังก้องไปทั่วห้องพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ค่อยๆ แผ่วหายไปจนเหลือเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก
เศษไม้และผืนผ้าใบขาดวิ่นร่วงหล่นลงบนพื้นราวกับซากศพที่เพิ่งตายลงอาร์ตี้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เขามองดูรอยสีที่ยังคงเปื้อนมือของเขาและตระหนักว่างานของเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะรอยร้าวที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมานั้นดูเหมือนจะเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่บนผิวหนังที่ข้อมือของเขาเองแทนที่รอยแตกบนผ้าใบที่พังทลายลงไป
ความจริงที่เขาเพิ่งค้นพบคือภาพวาดเหล่านั้นไม่ได้ถูกกักขังไว้ในผ้าใบ แต่พวกมันกำลังรอคอยร่างกายใหม่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย อาร์ตี้พยายามจะล้างคราบสีออกแต่ยิ่งถูมันยิ่งซึมลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อ รอยสีแดงสดเริ่มขยายตัวเป็นลวดลายประหลาดบนผิวหนังของเขาเหมือนกับภาพวาดที่เขาเพิ่งทำลายไป
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมภัณฑารักษ์คนก่อนถึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย อาร์ตี้หัวเราะให้กับชะตากรรมของตัวเองพลางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มสีอีกครั้ง เขาไม่ได้กำลังซ่อมแซมภาพวาดเพื่อรักษามันไว้ แต่เขากำลังวาดภาพตัวเองลงไปในความว่างเปล่าเพื่อให้คนอื่นไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของมันอีกต่อไป
ห้องใต้ดินกลายเป็นกรงขังที่เขาสร้างขึ้นเองโดยสมัครใจ เขาเริ่มบรรจงวาดลวดลายบนผนังห้องด้วยเลือดและสีน้ำมันผสมกันเพื่อให้มันกลายเป็นประตูมิติที่ไร้ทางออก อาร์ตี้หลับตาลงขณะที่สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขาเริ่มแข็งทื่อกลายเป็นผืนผ้าใบที่มีชีวิต ดวงตาของเขากำลังจะปิดสนิทลงไปตลอดกาลเพื่อให้ความลับนี้ตายไปพร้อมกับตัวเขา
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ห้องใต้ดินที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นสีกลับว่างเปล่าไม่มีร่องรอยของนักฟื้นฟูภาพวาดหรือภาพวาดโบราณชิ้นใดๆ หลงเหลืออยู่บนผนัง มีเพียงภาพวาดใบใหม่ที่ถูกวางทิ้งไว้กลางห้อง ซึ่งแสดงภาพชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งถือพู่กันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก็งดงามอย่างประหลาดราวกับเขายังคงมีชีวิตอยู่ข้างในนั้น
ความลึกลับของผืนผ้าใบยังคงหมุนเวียนไปตามกาลเวลา ผู้คนต่างพากันสงสัยว่าชายในภาพวาดเป็นใคร แต่ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือไปแตะต้องมัน เพราะทุกครั้งที่แสงไฟส่องกระทบดวงตาของเขาในภาพ มันดูเหมือนจะกลอกไปมาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังรอคอยคนถัดไปที่จะก้าวเข้ามาในห้องแล็บแห่งความทรงจำที่สาบสูญนี้
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
ผู้บันทึกรอยร้าวบนผืนฟ้า
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น