น้ำมันเครื่องสีดำสนิทหยดลงบนพื้นเหล็กกล้าส่งเสียงกระทบเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหอบหายใจของ 'คีรี' ชายหนุ่มผู้มีนิ้วมือหยาบกร้านและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบจาระบี เขาพยายามประคองประแจตัวใหญ่ให้เข้าล็อกกับนอตยึดฝาสูบของเครื่องยนต์ไอน้ำรุ่นดึกดำบรรพ์ที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายใต้ความกดดันของน้ำหนักมหาศาลจากภายนอก
บรรยากาศภายในห้องเครื่องของเรือดำน้ำ 'วารินทร์' อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของสนิม กลิ่นน้ำมันดิบ และไอความร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากท่อส่งแรงดัน คีรีเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตาด้วยแขนเสื้อที่ขาดวิ่น สายตาของเขาจับจ้องไปที่เข็มวัดความดันซึ่งกระดิกเต้นอยู่ในโซนสีแดงก่ำอย่างไม่ลดละ
เสียงเหล็กเสียดสีกันดังสนั่นก้องมาจากผนังเรือชั้นนอกเหมือนเสียงครวญครางของสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล คีรีรีบคว้าประแจตัวสำคัญขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะฝืนแรงเหวี่ยงของตัวเรือที่โคลงเคลงอย่างหนักหน่วงจนเกือบจะทำให้เขาล้มคว่ำลงกับพื้นเหล็กที่ลื่นปรื๊ด
เขาไม่ใช่ทหารเรือและไม่ใช่กะลาสี เขาเป็นเพียงช่างเครื่องที่ถูกจ้างมาเพื่อรักษาหัวใจของเรือลำนี้ให้ยังคงเต้นต่อไปท่ามกลางความมืดมิดของห้วงสมุทรลึก ความรู้สึกถึงความไร้ตัวตนในพื้นที่แคบๆ นี้เริ่มกัดกินใจเขามากขึ้นทุกทีเมื่อพบว่าไม่มีใครส่งสัญญาณตอบกลับมาจากห้องกัปตันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
มือของเขาเริ่มสั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนผิดปกติที่ส่งผ่านพื้นเรือมายังฝ่าเท้า มันไม่ใช่การสั่นของเครื่องจักร แต่มันเหมือนกับการเคาะสัญญาณบางอย่างจากภายนอก คีรีตัดสินใจวางประแจลงแล้วเดินโซเซไปที่บานหน้าต่างกระจกหนาที่เต็มไปด้วยคราบเกลือ ก่อนจะพยายามเพ่งมองออกไปในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเรือลำนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยความเห็นอกเห็นใจในฐานะเครื่องจักรที่ถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คีรีเริ่มรู้สึกว่าเขาไม่ใช่ผู้รักษาอีกต่อไป แต่เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบกลไกที่กำลังรวนเรเสียเอง เขาเริ่มพูดคุยกับท่อส่งไอน้ำราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาสามารถสื่อสารได้ด้วยเสียงที่แผ่วเบาและแหบพร่า
คีรีหยิบสมุดบันทึกเก่าๆ ที่เขาจดบันทึกทุกความผิดปกติของเรือขึ้นมาเปิดดู มือที่สั่นเทาของเขาไล่ไปตามตัวเลขแรงดันที่เขาบันทึกไว้ตลอดสามสิบวันของการเดินทางที่ไม่มีจุดหมาย เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขาถูกจ้างมาเพื่อซ่อมแซมเรือ หรือเขาสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับโลกภายนอกไปหมดสิ้นแล้วในห้องเครื่องที่ไร้แสงแดดแห่งนี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเครื่องทำให้คีรีสะดุ้งสุดตัว เขาหันกลับไปมองแต่พบเพียงความว่างเปล่าและความมืดที่ทอดตัวยาวออกไปสู่ทางเดินที่ไม่มีที่สิ้นสุด เขาเริ่มเข้าใจว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่คือการที่เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองยังมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ภายใต้ความลึกระดับหลายพันเมตรนี้
เขากลับไปที่เครื่องยนต์อีกครั้ง ความตั้งใจของเขาคือการทำให้มันหยุดนิ่งเพื่อให้ความเงียบเข้าครอบงำ แต่เมื่อเขาแตะมือลงบนโลหะที่ร้อนจัด เขากลับรู้สึกถึงแรงเต้นตุบๆ ของหัวใจที่สอดประสานกับจังหวะของเครื่องยนต์อย่างน่าประหลาดใจ ราวกับว่าสายเลือดของเขาได้ไหลเวียนเข้าสู่ระบบท่อเหล็กเหล่านั้นไปเสียแล้ว
เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อไฟสัญญาณฉุกเฉินสีส้มเริ่มกะพริบถี่ๆ ทั่วห้องเครื่อง เสียงสัญญาณเตือนภัยดังหวีดหวิวบาดแก้วหูจนคีรีต้องยกมือขึ้นปิดหู แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกทวีความรุนแรงขึ้นจนผนังเหล็กเริ่มบิดเบี้ยวและส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในวินาทีถัดมา
คีรีตะโกนก้องออกมาอย่างลืมตัวเมื่อเขาสังเกตเห็นน้ำทะเลซึมออกมาจากรอยร้าวเล็กๆ บริเวณข้อต่อท่อหลัก เขาคว้าประแจตัวใหญ่พุ่งตัวเข้าหาจุดเกิดเหตุทันทีโดยไม่สนใจความร้อนของไอน้ำที่ลวกผิวหนังจนพองแดง เขาต้องหยุดการรั่วไหลนี้ให้ได้ก่อนที่เรือจะสูญเสียแรงขับเคลื่อนจนจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งที่ไม่มีวันหวนกลับ
เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีขันนอตยึดรอยแยกนั้นอย่างบ้าคลั่ง เสียงน้ำทะเลที่ฉีดพ่นออกมาเป็นเส้นเล็กๆ กระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาจนแสบตา คีรีไม่ยอมแพ้ เขาขบฟันแน่นจนกรามแทบหัก ขณะที่เรือดำน้ำทั้งลำเอียงวูบไปด้านหนึ่งจนเขาต้องใช้ร่างของตนเองขวางเอาไว้เพื่อไม่ให้ประแจหลุดมือ
ท่ามกลางความโกลาหล คีรีเห็นเงาร่างลางๆ ของใครบางคนยืนอยู่ตรงประตูห้องเครื่อง มันเป็นร่างที่สูงโปร่งและเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าที่เชื่องช้าแปลกประหลาด ร่างนั้นไม่ได้เข้ามาช่วยเขา แต่มันกลับยืนมองดูเขาทุกข์ทรมานด้วยสายตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งใต้ทะเลลึก
คีรีพยายามตะโกนเรียกบุคคลปริศนาคนนั้น แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจากภายนอกเรือ แรงดันมหาศาลทำให้เขากระเด็นไปกระแทกกับเครื่องยนต์อีกฝั่งหนึ่ง เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากแผลที่หน้าผากลงบนพื้นเหล็กที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เขาพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความรู้สึกที่พร่าเลือน
ความพยายามที่จะควบคุมเรือเริ่มกลายเป็นความสิ้นหวัง คีรีมองเห็นภาพนิมิตของเมืองที่จมอยู่ใต้บาดาล เมืองที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เขาเห็นตัวเองเดินอยู่บนถนนที่ทำจากปะการังและพูดคุยกับผู้คนที่มีผิวหนังเหมือนเกล็ดปลา ความทรงจำที่เคยหายไปเริ่มไหลบ่ากลับมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ขั้วหัวใจ
เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าเขาไม่ใช่ช่างซ่อมเรือ แต่เขาคือผู้คุมขังที่ถูกส่งมาเพื่อรักษาเรือลำนี้ไว้ในฐานะ 'ภาชนะ' กักเก็บวิญญาณของผู้ที่สูญหายไปในมหาสมุทร การซ่อมเครื่องยนต์ไม่ใช่ภารกิจ แต่มันคือการป้อนพลังงานชีวิตของเขาให้กับเรือเพื่อให้มันแล่นต่อไปได้ตลอดกาลโดยไม่มีวันจอดพัก
จุดพีคของสถานการณ์มาถึงเมื่อเครื่องยนต์หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมห้องเครื่องอย่างรวดเร็ว คีรีทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเขารู้สึกเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็ง ในขณะที่แสงสีฟ้าประหลาดเริ่มเปล่งประกายออกมาจากแผลบนหน้าผากของเขาและเชื่อมต่อไปยังท่อเหล็กทั่วทั้งเรือ
เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าและพลังงานชีวิตที่ถูกสูบออกไปจากร่างกายอย่างรวดเร็ว เรือดำน้ำเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้งแต่คราวนี้มันไม่ได้ส่งเสียงครวญคราง แต่มันกลับส่งเสียงเหมือนดนตรีที่ไพเราะและน่าขนลุก เครื่องยนต์กลับมาทำงานด้วยพลังงานใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิม
คีรีเห็นร่างปริศนาค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้น ร่างนั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นตัวเขาเองในเวอร์ชันที่ดูเยาว์วัยและไร้ซึ่งความกังวลใจ เขาเข้าใจแล้วว่านี่คือวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้นของการแลกเปลี่ยนวิญญาณ เขาต้องส่งต่อหน้าที่ช่างเครื่องให้กับตัวเขาเองในอีกห้วงเวลาหนึ่ง เพื่อให้เรือลำนี้คงอยู่ต่อไป
เขาเอื้อมมือไปคว้ามือของร่างนั้น ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่เขาสัมผัสได้ทำให้น้ำตาเอ่อล้นออกมา คีรีพยักหน้าให้ตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างกายของเขาจะเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าและแทรกซึมเข้าไปในผนังเหล็กของเรือจนหมดสิ้น ความรู้สึกถึงตัวตนของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบกลไกที่ไร้วันตาย
คลี่คลายหลังจากนั้นคือการที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบ เครื่องยนต์ส่งเสียงฮัมเบาๆ เหมือนแมวหลับ เรือดำน้ำวารินทร์ยังคงล่องลอยไปในความมืดมิดของใต้สมุทรอย่างไร้จุดหมาย ร่องรอยของคีรีเหลือเพียงคราบน้ำมันและสมุดบันทึกที่วางทิ้งไว้บนพื้นเหล็ก ซึ่งหน้ากระดาษสุดท้ายถูกเขียนด้วยลายมือที่เปลี่ยนไปว่า 'ถึงเวลาเปลี่ยนเวรแล้ว'
บุคคลที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาเริ่มก้มลงหยิบประแจที่คีรีทิ้งไว้ เขาไม่ได้มีสีหน้าหวาดกลัวหรือสงสัย เขากลับมีแววตาที่ว่างเปล่าและยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เขาเดินไปที่เครื่องยนต์ด้วยจังหวะเดียวกับที่คีรีเคยทำก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในวงจรที่ปิดตาย ไม่มีใครรู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ชายหนุ่มในห้องเครื่องนี้ถูกเปลี่ยนตัว และไม่มีใครรู้ว่ามหาสมุทรที่กว้างใหญ่แห่งนี้กำลังเก็บซ่อนความลับอะไรไว้ในเรือที่ล่องลอยอยู่เพียงลำพัง
ห้องเครื่องที่เคยสั่นไหวตอนนี้กลับนิ่งสนิทราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงเสียงหยดน้ำมันที่หยดกระทบพื้นเหล็กเป็นจังหวะคงที่คอยเตือนถึงการคงอยู่ของบางสิ่งที่ไม่มีวันหายไปจากห้วงลึกของวารินทร์
แสงไฟสีฟ้าจางๆ ในห้องเครื่องดับลง เหลือเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งไว้ในอ้อมกอดอันหนาวเหน็บ ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนของจักรกลที่ยังคงทำงานต่อไปอย่างซื่อสัตย์ภายใต้ความกดดันของมวลน้ำมหาศาลที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ลิขิตหยกสลักลายมังกร
วิถีเซียนไร้ลักษณ์: บันทึกลับแห่งหอสมุดหมื่นศิลา
ม่านหมอกพิษแห่งวังหลัง บันทึกลับนางกำนัลผู้ไร้เงา
วิหคเพลิงสยายปีกกลางพายุหิมะนิรันดร์
ดาราสถิตเหนือหอคอยดาราศาสตร์: รหัสลับจักรพรรดิผู้ถูกลืม
พู่กันโลหิตใต้เงาอักษรอาถรรพ์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น