สายลมหนาวพัดพาเอากลิ่นอายของโลหะสนิมและกลิ่นไหม้จางๆ จากเตาปฏิกรณ์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางหุบเขาไร้เสียง ที่นี่ไม่มีนกสักตัวที่กล้าส่งเสียงร้อง มีเพียงเสียงหึ่งๆ ของกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ดินซึ่งฝังตัวอยู่ลึกภายใต้ชั้นดินแข็งกระด้าง แสงสีฟ้าอ่อนจากหลอดไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนลงบนใบหน้าของเอเลียส ชายหนุ่มผู้มีนิ้วมือหยาบกร้านจากการหยิบจับฟันเฟืองขนาดเล็กจิ๋วตลอดทั้งชีวิต เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิดไร้หมู่ดาว มีเพียงกองชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่วางระเกะระกะอยู่รอบโต๊ะทำงานไม้เก่าๆ ที่สั่นไหวทุกครั้งที่แรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของหุบเขาแผ่ซ่านขึ้นมา
ภายในห้องทำงานแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษกระดาษบันทึก เอเลียสใช้แว่นขยายส่องดูรอยร้าวบนแผ่นชิปความจำสีเงินวาว เขามีผมสีเทาที่เริ่มยาวปรกใบหน้าและดวงตาที่ล้าอ่อนจากการเพ่งมองสิ่งเล็กๆ มานานหลายทศวรรษ เขามักจะสวมชุดหนังสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยคราบจาระบีและมีกลิ่นของความเก่าแก่ติดตัวอยู่เสมอ สำหรับเขาแล้ว โลกภายนอกคือความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจ นอกเสียจากชิ้นส่วนกลไกเหล่านี้ที่ส่งเสียงเต้นเป็นจังหวะเหมือนหัวใจของเครื่องจักรที่รอคอยการซ่อมแซมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของข้อมูลความจำที่ถูกลบเลือน
บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทจนเขาสามารถได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของหนูในซอกผนังหรือเสียงลมหายใจของตัวเองที่ดูจะหนักหน่วงขึ้นทุกทีในยามค่ำคืน เอเลียสวางเครื่องมือลงอย่างแผ่วเบาแล้วเอื้อมมือไปหยิบกาแฟเย็นจัดในแก้วโลหะที่วางอยู่ข้างๆ ความเย็นนั้นทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ช่วยดึงสติให้เขารู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ในโลกที่เสมือนถูกลบหายไปจากสารบบของจักรวาล หุบเขานี้คือที่พักพิงสุดท้ายสำหรับภัณฑารักษ์ที่ไม่มีใครต้องการอย่างเขา ผู้ที่ถูกทิ้งให้รักษาเศษเสี้ยวความทรงจำของมนุษยชาติที่ไม่มีวันได้ถูกเปิดอ่านอีกต่อไป
เขามักจะจินตนาการถึงใบหน้าของเจ้าของความทรงจำเหล่านี้ บางทีอาจเป็นเด็กหญิงที่มองดูสวนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ หรืออาจเป็นทหารที่กำลังเขียนจดหมายลาตายท่ามกลางสนามรบที่ร้อนระอุ เอเลียสไม่ได้แค่ซ่อมกลไก แตเขากำลังประกอบสร้างชีวิตที่แตกสลายขึ้นมาใหม่โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ ทุกครั้งที่เขาหมุนฟันเฟืองตัวสุดท้ายให้เข้าที่ ความรู้สึกวูบวาบเหมือนภาพในอดีตที่ไหลผ่านปลายนิ้วจะทำให้เขาใจสั่นไหวอย่างรุนแรง มันคือภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งและเป็นความโดดเดี่ยวที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมาในชีวิตที่ไร้จุดหมายนี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทกระทบพื้นเหล็กด้านนอกห้องทำงานดึงเอเลียสออกจากภวังค์แห่งความคิด เขาขมวดคิ้วแน่นพลางคว้าประแจเหล็กขนาดพอเหมาะไว้ในมือขวา สายตาคมกริบมองไปยังประตูไม้ที่ถูกตอกปิดตายด้วยแผ่นเหล็กหนา ผู้มาเยือนในหุบเขาแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเพราะเส้นทางที่เข้ามานั้นเต็มไปด้วยกับดักกลไกที่เขาเป็นคนออกแบบและติดตั้งไว้ด้วยตัวเองเพื่อป้องกันการรบกวนจากบุคคลภายนอกที่มีความกระหายในข้อมูลความทรงจำที่เขารักษาไว้
คนแปลกหน้าหยุดยืนอยู่หน้าประตูพลางเคาะจังหวะเป็นโค้ดลับสามครั้ง เสียงเคาะนั้นหนักแน่นและทรงพลังจนทำให้ฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขอบประตูร่วงกราวลงมา เอเลียสจำจังหวะนี้ได้ดี มันเป็นรหัสที่เขาเคยใช้คุยกับเพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียวที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน เขาลังเลใจชั่วขณะก่อนจะตัดสินใจถอนสลักเหล็กออกทีละชิ้นด้วยความระมัดระวัง เพราะความกลัวว่าจะเป็นกับดักของกองกำลังทหารที่พยายามจะยึดครองห้องเก็บข้อมูลความจำใต้หุบเขาแห่งนี้
เมื่อประตูเปิดออก ร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีดำยาวจรดพื้นปรากฏขึ้นภายใต้แสงสลัว ใบหน้าของเธอถูกบดบังด้วยผ้าคลุม แต่ดวงตาที่วาวโรจน์เหมือนอัญมณีสีเขียวมรกตนั้นทำให้เอเลียสแทบหยุดหายใจ เธอมีบาดแผลจากการเดินทางที่ยาวนานเป็นรอยยาวอยู่ที่ข้างแก้มซ้าย มือของเธอสั่นเทาขณะที่ยื่นกล่องโลหะขนาดเล็กที่มีสัญลักษณ์รอยร้าวประทับอยู่มาให้เขา ความเงียบระหว่างคนทั้งสองยาวนานจนแทบจะกลายเป็นความอึดอัดที่กดดันอากาศในห้องให้เบาบางลง
"เจ้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด เอเลียส" หญิงสาวกล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่าเหมือนเสียงกระดาษเสียดสีกัน เธอขยับผ้าคลุมออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เขาจำได้แม่นยำ แต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะรับไหว ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่เคยแน่นแฟ้นในฐานะคู่หูนักวิจัย แต่หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังเพื่อมาซ่อนตัวในหุบเขาแห่งนี้ ความหวังที่เขาจะมีโอกาสได้เห็นเธออีกครั้งก็มอดดับไปนานแล้ว
เอเลียสรับกล่องโลหะมาถือไว้ มือของเขาสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวกล่อง เขาไม่ได้ถามว่าเธอไปอยู่ที่ไหนมา หรือทำไมถึงเพิ่งกลับมาในเวลานี้ เพราะเขารู้ดีว่าคำถามเหล่านั้นไม่มีความหมายในโลกที่เวลาถูกบิดเบือนไปตามความต้องการของผู้กุมอำนาจ เขาเพียงแค่จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาคำตอบว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะกลับมาหาเขาพร้อมกับภาระอันตรายนี้
"ความทรงจำนี้มันหนักเกินไปสำหรับฉันคนเดียว" เธอกระซิบขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ดูเปราะบาง เอเลียสสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีดำที่ไหลออกมาจากแขนเสื้อของเธอ มันไม่ใช่เลือด แต่เป็นของเหลวสีดำที่ดูเหมือนข้อมูลดิบที่กำลังรั่วไหลออกมาจากร่างของเธอ เขารู้ทันทีว่าเธอได้เชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้ากับฐานข้อมูลความจำส่วนกลาง และตอนนี้ร่างกายของเธอกำลังถูกกัดกินด้วยข้อมูลเหล่านั้นที่ไหลบ่าเข้าสู่กระแสเลือดโดยไม่หยุดหย่อน
เอเลียสวางกล่องโลหะลงบนโต๊ะแล้วรีบคว้าอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณมาเสียบเข้าที่พอร์ตหลังใบหูของเธอ ความเป็นความตายอยู่แค่เพียงเสี้ยววินาที เขารู้ว่าถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ข้อมูลทั้งหมดจะกลืนกินตัวตนของเธอจนเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ เขาเริ่มพิมพ์รหัสปลดล็อกผ่านคีย์บอร์ดเรืองแสง นิ้วมือของเขารัวเร็วราวกับกำลังเล่นดนตรีที่เร่งเร้าจังหวะเพื่อแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิด เขารู้ดีว่าหากเขาดึงข้อมูลออกมาไม่สำเร็จ เธอจะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของระบบความจำที่ควบคุมโลกอยู่
ทันใดนั้น ระบบแจ้งเตือนภัยของห้องทำงานก็ส่งเสียงแผดลั่นไปทั่วหุบเขา แสงไฟสีแดงสลับกับสีน้ำเงินสาดส่องไปทั่วห้องจนตาพร่ามัว เอเลียสรู้ดีว่าตอนนี้พวกทหารลาดตระเวนต้องรับรู้ถึงการเชื่อมต่อข้อมูลที่ผิดปกติและกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ เขาต้องเลือกระหว่างการช่วยชีวิตเธอให้พ้นจากความทรมาน หรือการปกป้องข้อมูลความทรงจำที่อาจเปลี่ยนอนาคตของมนุษยชาติที่กำลังล่มสลายให้กลับมามีความหวังได้อีกครั้ง แต่ในใจของเขาไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากเธอ
"เอเลียส ฟังฉันนะ... ทุกอย่างที่อยู่ในนี้ไม่ใช่ความทรงจำ แต่มันคือคำสั่งลบล้าง" เธอพูดพลางจับมือเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แฝงมากับความจริงที่น่าตกใจ ข้อมูลในกล่องนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาอดีต แต่มันคือไวรัสที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายระบบควบคุมความจำของโลกทั้งใบ หากเขาปลดปล่อยมันออกไป ทุกคนจะลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น แม้กระทั่งตัวเขาเองและเธอที่กำลังยืนอยู่ตรงนี้
เสียงปืนกลหนักดังขึ้นจากภายนอกประตูไม้ กระสุนเจาะทะลุเข้ามาในห้องจนเศษไม้กระเด็นว่อน เอเลียสหลบเข้าหลังโต๊ะทำงานพลางดึงตัวเธอให้ลงมาด้วยกัน เขาใช้ร่างกายของเขาปกป้องเธอจากเศษไม้และกระสุนที่ไร้ทิศทาง ในขณะที่มือข้างหนึ่งยังคงพยายามรักษาการเชื่อมต่อข้อมูลไว้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำลายมันทิ้งเสีย แทนที่จะปล่อยให้มันทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักษามาตลอดชีวิต แม้ว่านั่นจะหมายถึงการยอมรับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เขากดปุ่มย้อนกลับของฐานข้อมูลด้วยความเด็ดขาด เสียงกระแสไฟฟ้าลัดวงจรดังขึ้นอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟพุ่งกระจายไปทั่วห้องทำงาน หญิงสาวกรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อข้อมูลที่ไหลวนอยู่ในร่างกายของเธอถูกดึงออกไปอย่างรุนแรง เอเลียสเห็นภาพนิมิตมากมายที่หมุนวนอยู่ในอากาศรอบๆ ตัวเขา ทั้งภาพทุ่งหญ้าที่ไม่มีวันล่มสลาย เสียงหัวเราะที่ไม่มีวันหายไป และใบหน้าของผู้คนมากมายที่เขาเคยช่วยซ่อมแซมความทรงจำให้ ทุกอย่างกำลังจะหายไปพร้อมกับการระเบิดของอุปกรณ์นี้
ทันทีที่ระบบสั่งการทำงาน แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ทำให้พื้นหุบเขาทรุดตัวลง เสียงเหล็กกล้าบิดเบี้ยวจากการถูกกดทับดังสนั่นหวั่นไหว เอเลียสโอบกอดเธอไว้แน่นพลางหลับตาลงรับความตายที่กำลังมาถึง เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อยที่เลือกทางนี้ เพราะในท้ายที่สุด เขาก็ได้ปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ความทรงจำที่ล้ำค่า แต่เป็นชีวิตของคนที่เขารักที่กำลังจะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งข้อมูลที่กัดกินจิตวิญญาณ
แสงสว่างจ้าสีขาวโพลนกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวพวกเขา เสียงปืน เสียงเครื่องจักร และเสียงของความวุ่นวายทั้งหมดเงียบหายไปราวกับถูกกดปิดสวิตช์ ความเงียบสงบที่น่าประหลาดเข้าครอบงำพื้นที่ทั้งหมด เอเลียสค่อยๆ ลืมตาขึ้นและพบว่าเขากำลังนอนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหุบเขาที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงที่ราบโล่งกว้างที่ไร้ซึ่งร่องรอยของเทคโนโลยีหรือหอคอยใดๆ อีกต่อไป
หญิงสาวข้างกายเขาเริ่มขยับตัวช้าๆ เธอหายใจเข้าลึกๆ เหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนานนับศตวรรษ เอเลียสมองดูมือของเธอที่ตอนนี้กลับมาเป็นสีเนื้อปกติ ปราศจากรอยเปื้อนสีดำที่น่ากลัวนั่นแล้ว เขารู้สึกได้ว่าความกดดันที่เคยหนักอึ้งอยู่บนไหล่ของเขามาตลอดชีวิตได้มลายหายไปสิ้น ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีกลไกที่ต้องซ่อม และไม่มีความลับที่ต้องปกป้องอีกต่อไป
เธอมองหน้าเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าแต่ทว่าเปี่ยมไปด้วยความสงบ เธอไม่ได้จำชื่อเขาได้ แต่เธอก็ไม่ได้หวาดกลัวเขาเช่นกัน ความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันมานานแสนนานดูเหมือนจะเลือนหายไปพร้อมกับข้อมูลที่ถูกลบ แต่ความรู้สึกที่เหลืออยู่คือความโล่งใจที่ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่บนผืนดินที่สะอาดบริสุทธิ์ เอเลียสยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากหน้าที่ แต่มาจากหัวใจที่ได้รับการปลดปล่อย
พวกเขาลุกขึ้นยืนและมองออกไปที่ขอบฟ้าที่ตอนนี้เริ่มมีแสงอาทิตย์อ่อนๆ ส่องกระทบพื้นดินที่เคยถูกฝังกลบด้วยความทรงจำที่สาบสูญ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าที่เพิ่งจะผลิใบใหม่ เอเลียสจับมือเธอไว้โดยสัญชาตญาณ และเขารู้สึกได้ว่าต่อจากนี้ไป ถึงแม้พวกเขาจะไม่เหลืออดีตไว้ให้ยึดเหนี่ยว แต่พวกเขาก็ยังมีอนาคตที่กำลังจะถักทอขึ้นใหม่ด้วยกันในฐานะคนแปลกหน้าที่เริ่มเรียนรู้ที่จะรักกันอีกครั้งในโลกที่ไม่มีเงาของความทรงจำมารบกวน
หุบเขาที่เคยไร้เสียงกลับกลายเป็นสถานที่แห่งการเริ่มต้นใหม่ที่แสนเงียบงันและสวยงาม เอเลียสเดินนำเธอออกไปจากซากปรักหักพัง ทิ้งความทรงจำทั้งหมดที่เขาสะสมไว้ให้จมดิ่งลงใต้ชั้นธุลีไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงก้าวเดินที่มั่นคงบนผืนดินใหม่ที่ยังไม่มีใครขีดเขียนเรื่องราวใดๆ ลงไป นอกจากความรักที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าที่แสนสุขใจ
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
ผู้บันทึกรอยร้าวบนผืนฟ้า
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น