หยดน้ำค้างสีเงินร่วงหล่นจากปลายใบเฟิร์นแก้ว กระทบพื้นหินอ่อนจนเกิดเสียงดังกังวานก้องไปทั่วโถงเรือนกระจกที่ปิดตายจากโลกภายนอก 'วาริน' ขยับถุงมือหนังเนื้อละเอียดเพื่อประคองช่อดอกไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีจากขาวบริสุทธิ์เป็นม่วงหม่น ลมหายใจของเขาติดขัดเล็กน้อยเมื่อเห็นเส้นใยสีดำปรากฏขึ้นตามขอบกลีบ ดั่งรอยไหม้ของเวลาที่กัดกินทุกสรรพสิ่งในห้องนี้ไปทีละน้อย
เขาถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว มือสั่นระริกขณะหยิบขวดสารละลายที่มีแสงเรืองรองสีฟ้าจัดขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้โอ๊ก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พืชพรรณในเรือนกระจกแห่งนี้แสดงอาการประหลาด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้หัวใจของเขาจริงๆ วารินมองไปที่มุมมืดของห้อง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเตียงนอนไม้เก่าๆ ที่มีร่างของหญิงสาวนอนแน่นิ่งอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา
แสงไฟนีออนสลัวๆ จากเพดานกะพริบถี่ราวกับหัวใจที่อ่อนแรง ทำให้เงาของต้นไม้แปลกตาบนผนังดูราวกับปีศาจที่กำลังเต้นระบำ วารินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขาใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในฐานะผู้ดูแลพืชพันธุ์หายากจากยุคดึกดำบรรพ์ แต่ไม่มีความรู้ใดในตำราที่เขามีจะช่วยหยุดยั้งการร่วงโรยที่ผิดธรรมชาติของดอกไม้เหล่านี้ได้
เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่เข็มวินาทีหยุดเดินมานานหลายทศวรรษแล้ว ความเงียบงันในเรือนกระจกแห่งนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือการกดทับของมวลอากาศที่หนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นของแข็ง วารินหยิบมีดโกนขนาดเล็กขึ้นมาจ่อที่ก้านดอกไม้ ดอกไม้ที่ถูกกล่าวขานว่าคือต้นกำเนิดแห่งความทรงจำของมนุษย์ หากเขาตัดมันทิ้ง ความทรงจำเหล่านั้นจะสูญหายไปตลอดกาล แต่หากเขาทิ้งไว้ มันจะสูบกลืนพลังชีวิตของคนบนเตียงไปจนหมดสิ้น
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านช่องระบายอากาศที่ถูกปิดผนึกไว้แน่นหนา ทำให้เกิดเสียงหวีดหวิวเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบจากคนตาย วารินรู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่สวยหรูในโลกที่แสงอาทิตย์กลายเป็นพิษเช่นนี้ เขามองไปยังใบหน้าซีดเผือดของ 'รินดา' หญิงสาวที่เป็นความหวังเดียวของเขา ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมเขากลับได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแผ่วเบาของเธอประสานกับเสียงหยดน้ำที่ตกลงมาไม่ขาดสาย
วารินขยับเข้าไปใกล้รินดามากขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากผิวหนังของเธอ เขาตัดสินใจวางมีดลงข้างเตียงแล้วคว้ามือที่เย็นเฉียบของเธอมากุมไว้ ความขัดแย้งภายในใจเขามันรุนแรงจนแทบจะฉีกกระชากวิญญาณออกเป็นสองส่วน เขาต้องการปกป้องสวนแห่งนี้ซึ่งเป็นงานชิ้นเดียวที่เขาทุ่มเททั้งชีวิต แต่เขาก็ยอมแลกทุกอย่างที่มีเพื่อให้อีกฝ่ายลืมตาขึ้นมามองเขาอีกครั้งเพียงชั่วครู่
รินดาขยับนิ้วมือเพียงเล็กน้อย ดวงตาที่ปิดสนิทเริ่มสั่นไหวภายใต้เปลือกตาที่บางใส วารินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเห็นเธอตอบสนองเช่นนี้มานานนับปี ความหวังเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในอกจนเขารู้สึกเจ็บแปลบ เขาหันกลับไปมองดอกไม้ที่ตอนนี้กลายเป็นสีดำสนิท มันกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ในตอนนั้นเองที่เขาเริ่มเข้าใจว่า ดอกไม้ไม่ได้กำลังจะตาย แต่มันกำลังรอคอยการถ่ายโอนพลังงานครั้งสุดท้าย
เขาไม่ได้เป็นเพียงนักเพาะพันธุ์พืช แต่เขาเป็นผู้พิทักษ์พันธสัญญาที่มองไม่เห็นมาโดยตลอด ความเงียบที่เขาเกลียดชังในเรือนกระจกนี้ถูกทำลายด้วยเสียงพูดที่แหบพร่าและแผ่วเบาของรินดา เธอพยายามเปล่งเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก วารินรีบก้มลงไปฟังใกล้ๆ ริมฝีปากของเขาแตะกับใบหูของเธออย่างแผ่วเบาที่สุด
อย่าทำลายมัน… เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด วารินผงะถอยหลังด้วยความตกใจ เขาคาดไม่ถึงว่าเธอจะรับรู้ถึงการตัดสินใจของเขาในขณะที่เธอยังคงหลับใหลอยู่ รินดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเธอว่างเปล่าราวกับดวงดาวที่ดับแสงไปแล้ว แต่ในความว่างเปล่านั้นกลับมีความมั่นคงอย่างประหลาดที่ทำให้เขาต้องหยุดนิ่ง
วารินพยายามจะตอบกลับ แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เขาเห็นรินดายันตัวขึ้นช้าๆ แรงที่เธอใช้ดูเหมือนจะมาจากพลังเฮือกสุดท้ายของชีวิต เธอคว้ามือของเขาไปวางไว้บนลำต้นของพืชพรรณสีดำมืดที่อยู่ใกล้ที่สุด ผิวสัมผัสของมันขรุขระและร้อนจัดราวกับมีลาวาไหลเวียนอยู่ภายในเรือนกระจกที่หนาวเหน็บ วารินรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระดูกสันหลัง
นี่คือความจริงของโลกใบนี้หรือ? เขาสงสัยในใจขณะที่ภาพความทรงจำที่เขาไม่เคยรู้จักไหลบ่าเข้ามาในหัว มันเป็นภาพของเมืองที่สวยงามภายใต้แสงอาทิตย์ที่อบอุ่น ภาพของท้องฟ้าที่เป็นสีครามไม่ใช่สีเทาหม่นเช่นนี้ วารินเห็นตัวเองและรินดาในเวอร์ชันที่แตกต่างออกไป พวกเขาไม่ได้อยู่ในเรือนกระจก แต่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล
รินดากำมือเขาแน่นขึ้น แรงกดนั้นทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แท้จริง เธอไม่ได้ต้องการให้เขาปกป้องต้นไม้ แต่นี่คือการทำพันธสัญญาที่ต้องใช้ชีวิตของเขาและเธอเป็นเดิมพัน วารินมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินใต้เรือนกระจกนี้ มันไม่ใช่สถานที่สำหรับพักพิง แต่เป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ที่กักขังวิญญาณของผู้คนที่เหลือรอดจากการล่มสลายของโลกใบเก่า
เขาต้องตัดสินใจในวินาทีนี้ว่าจะยอมปล่อยให้ทุกอย่างจบลงไปพร้อมกับความทรงจำที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ หรือจะทำลายระบบควบคุมทั้งหมดเพื่อปลดปล่อยตัวเองและเธอออกไปสู่โลกภายนอกที่อาจจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากเถ้าถ่าน วารินมองไปที่ปุ่มควบคุมหลักที่อยู่หลังม่านเถาวัลย์ เขาหยิบมีดที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป้าหมายของเขาไม่ใช่ดอกไม้ แต่มันคือสายเคเบิลที่เชื่อมต่อเรือนกระจกกับฐานข้อมูลกลาง
อย่าทำร้ายตัวเอง… รินดากล่าวอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเธอดังขึ้นและหนักแน่นกว่าเดิม เธอปล่อยมือจากเขาแล้วลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก ร่างกายของเธอโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกลายเป็นไอหมอก วารินตระหนักได้ในตอนนั้นว่ารินดาไม่อาจอยู่ต่อได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ตาม
เรือนกระจกเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แผ่นดินใต้เท้าแยกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ที่พ่นไอความร้อนออกมา วารินวิ่งฝ่าเถาวัลย์หนามเข้าไปยังแผงควบคุม เขาใช้มีดกรีดผ่านสายไฟสีเงินนับสิบเส้นพร้อมกัน เกิดประกายไฟสีขาวสว่างวาบไปทั่วห้อง เรือนกระจกที่เคยเงียบงันกลับเต็มไปด้วยเสียงเตือนภัยที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงกรีดร้องของเครื่องจักรที่ถูกทรมาน
เขาหันกลับไปหาที่ที่รินดาเคยยืนอยู่ แต่ทว่าว่างเปล่า เธอหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแสงสีทองจางๆ ที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศ วารินคว้าแสงนั้นไว้ด้วยมือเปล่า เขาไม่ได้สนใจความร้อนที่ลวกผิวหนังจนพุพอง ความเจ็บปวดนั้นคือสิ่งเดียวที่เตือนเขาว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความล่มสลายที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว
กำแพงกระจกของเรือนกระจกแตกละเอียดกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนเกล็ดหิมะที่หล่นกระทบผืนน้ำ วารินก้าวเท้าออกไปนอกห้องเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไปนั้นเย็นเยือกและเต็มไปด้วยกลิ่นของดินชื้นและอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ เขาไม่ได้พบกับเถ้าถ่านอย่างที่กลัว แต่เป็นทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนในความทรงจำที่เขาเพิ่งได้รับมา
เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินที่เปียกชื้น แสงรำไรของดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นเมฆหมอกสีเทาทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกปลุกจากฝันร้ายที่ยาวนาน เขามองไปที่มือของตัวเองที่ตอนนี้ไม่มีแสงสีทองหลงเหลืออยู่อีกต่อไป แต่เขากลับรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจ มันไม่ใช่ความสูญเสียที่น่าเศร้า แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่เขาต้องแบกรับไว้คนเดียว
เสียงของนกที่ไม่ได้ยินมานานนับศตวรรษดังขึ้นเหนือหัว วารินแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนๆ เขาหลับตาลงเพื่อจดจำรอยยิ้มสุดท้ายของรินดาที่ฝังอยู่ในความทรงจำส่วนลึก เรือนกระจกที่พังทลายอยู่ข้างหลังเขากลายเป็นเพียงซากปรักหักพังของยุคสมัยที่ควรจบลงไปนานแล้ว
เขาเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายบนผืนดินที่กว้างใหญ่ ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไปบนพื้นหญ้านั้นดูเหมือนจะก่อให้เกิดดอกไม้เล็กๆ งอกเงยขึ้นมาตามรอยเท้าของเขา วารินไม่ได้หันกลับไปมองซากปรักหักพังนั้นอีก เขาเข้าใจแล้วว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การรักษาความทรงจำไว้ในกรงขัง แต่คือการมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ในโลกที่เขาสามารถเลือกทางเดินเองได้
แสงอาทิตย์เริ่มแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แท้จริงบนใบหน้า เขาเดินลึกเข้าไปในทุ่งหญ้าที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ความเงียบสงบที่เขาเคยค้นหาในเรือนกระจกกลับกลายเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้ทุกที่ในเวลานี้ วารินสูดหายใจลึกอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินไปตามแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้า ทิ้งอดีตไว้ข้างหลังพร้อมกับความหวังที่เพิ่งผลิบาน
ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากสีเทาหม่นกลายเป็นสีส้มอมชมพูในยามเย็น วารินหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เขายังไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เขาหยิบเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่เก็บติดตัวมาจากเรือนกระจกออกมาวางไว้บนฝ่ามือ เมล็ดพันธุ์นั้นเริ่มเรืองแสงสีทองอ่อนๆ เหมือนกับแสงที่เขาได้รับจากรินดา นี่คือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับโลกใบเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือจุดเริ่มต้นของโลกใบใหม่ที่เขากำลังสร้าง
เขากดเมล็ดพันธุ์ลงในดินที่นุ่มชื้นด้วยมือที่สั่นน้อยๆ ก่อนจะกลบดินเบาๆ เขาไม่ได้หวังว่ามันจะเติบโตขึ้นเป็นพืชหายากชนิดเดิม แต่เขาหวังว่ามันจะกลายเป็นอะไรที่งดงามและแข็งแกร่งกว่าเดิม วารินเอนหลังพิงลำต้นไม้ใหญ่และปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราภายใต้แสงดาวที่เริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วอายุคน
ความฝันของเขามีแต่ภาพของทุ่งหญ้าและเสียงหัวเราะของรินดาที่ดังแว่วมาตามสายลม ในความฝันนั้นไม่มีเรือนกระจก ไม่มีสายเคเบิล และไม่มีความตายที่กัดกินกาลเวลา วารินยิ้มออกมาในความมืดมิดของยามค่ำคืนที่แสนสงบ เขาไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เขารู้ว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่อวันพรุ่งนี้จริงๆ
เมื่อแสงแรกของวันใหม่เริ่มทอประกายขึ้น วารินลืมตาขึ้นมองดูต้นกล้าเล็กๆ ที่แทงยอดอ่อนโผล่พ้นดินขึ้นมา ใบของมันมีสีเขียวสดใสและสะท้อนแสงอาทิตย์ราวกับอัญมณี เขารู้สึกได้ว่าพันธสัญญาของเขาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว การเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริงกำลังรอคอยเขาอยู่ข้างหน้าในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก วารินลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าและเริ่มออกเดินอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและหัวใจที่เบากว่าเดิม
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
วิศวกรรมแห่งความทรงจำที่สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น