ฟันเฟืองทองเหลืองขนาดจิ๋วร่วงหล่นลงบนพื้นไม้กระดาน ดังเปรี้ยงปร้างราวกับเสียงปืนท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและฝุ่นละออง 'ศิลา' ก้มลงมองเศษโลหะที่กระจัดกระจายด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า มือของเขาที่สั่นเทาจากการจับคีมคีบชิ้นส่วนขนาดเท่าเม็ดทรายมาตลอดทั้งคืนกำลังฟ้องว่าสังขารเริ่มไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เสียแล้ว
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านรอยร้าวของกระจกหน้าต่างหน้าจั่ว กระทบเข้ากับหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์ที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะทำงาน มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อของเขาทิ้งไว้ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนที่พายุหมุนพัดถล่มเมืองช่างฝีมือแห่งนี้ ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับเฟืองจักรที่ยังคงติดขัดอยู่ภายในกลไกซับซ้อนนั้น
เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูรอยจารึกเล็กๆ ที่สลักอยู่บนขอบหน้าปัด มันเป็นอักษรโบราณที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่ทุกครั้งที่แสงตกกระทบในมุมที่พอดี ศิลาจะเห็นภาพนิมิตบางอย่างวาบผ่านเข้ามาในสมอง มันเป็นภาพของหอคอยนาฬิกากลางเมืองที่กำลังหมุนย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าในนิมิตนั้นไม่ใช่สีฟ้าคราม แต่มันกลับเป็นสีน้ำตาลหม่นราวกับสีของเศษดินและควันไฟที่ถูกกักขังไว้ในสุญญากาศ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานไม้จะถูกแง้มออก 'มิ่งขวัญ' ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่ดูร้อนรน เธอเป็นช่างทำเครื่องหนังที่อาศัยอยู่ถัดไปอีกสองบล็อก และเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงแวะเวียนมาหาเขาในยามที่เมืองทั้งเมืองดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปจากแผนที่โลก เธอวางถุงผ้าที่ภายในมีขนมปังอบใหม่ลงบนโต๊ะ พร้อมกับมองไปที่นาฬิกาด้วยแววตาที่เป็นกังวล
"เจ้ายังไม่ยอมเลิกรากับมันอีกหรือศิลา" มิ่งขวัญถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเวทนา เธอเดินไปหยิบแก้วน้ำที่ตั้งอยู่ข้างกองเครื่องมือแล้วส่งให้เขา ศิลาไม่ตอบในทันที เขาเพียงแต่วางคีมลงแล้วถอนหายใจยาวพลางลูบหน้าผากที่มีคราบน้ำมันเปื้อนอยู่เล็กน้อย "มันไม่ใช่แค่การซ่อมนาฬิกา แต่มันคือจดหมายฉบับสุดท้ายที่พ่อของข้าพยายามจะสื่อสารออกมาจากห้วงมิตินั้น"
มิ่งขวัญขมวดคิ้วพลางมองดูเฟืองที่วางเรียงรายราวกับชิ้นส่วนกระดูกของสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ "หากมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ซ่อมแซมได้ เจ้าก็กำลังฝืนกฎของธรรมชาติด้วยความตายของคนในเมืองนี้เสียเองนะ" เธอพูดพร้อมกับชี้ไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังที่เข็มนาทีหยุดสนิทอยู่ที่เลขสิบสองมานานกว่าสิบปี ตั้งแต่เหตุการณ์หายนะครั้งนั้นที่ทำให้ผู้คนล้มตายและสาบสูญไปพร้อมกับเวลาที่หยุดเดิน
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม "ข้าไม่สนว่าธรรมชาติจะต้องการอะไร แต่ข้าต้องการคำตอบ ว่าทำไมนาฬิกาทุกเรือนในเมืองนี้ถึงหยุดทำงานพร้อมกันในวินาทีที่พ่อของข้าหายตัวไป" เขาหยิบชิ้นส่วนทองเหลืองชิ้นหนึ่งขึ้นมาแล้วจ่อเข้ากับเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันจนมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ "วันนี้ข้าจะทำให้มันเดินอีกครั้ง แม้ว่าข้าจะต้องแลกด้วยลมหายใจสุดท้ายของข้าก็ตาม"
มิ่งขวัญถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นท่าทีของเขา เธอรู้ดีว่าคำเตือนของเธอไม่มีผลอีกต่อไป ความมืดมิดในใจของศิลานั้นลึกยิ่งกว่าอุโมงค์เหมืองร้างที่พ่อของเขาเคยเข้าไปสำรวจ เธอหยิบถุงหนังที่เก็บรักษาไว้อย่างดีออกมาจากกระเป๋าผ้า เป็นแผนผังโบราณที่ทำจากหนังแกะที่สลักรอยจารึกไว้รอบๆ "นี่คือสิ่งที่ข้าเจอในช่องลับใต้ร้านของเจ้า มันอาจจะช่วยเจ้าได้ แต่ข้าขอเตือนว่าสิ่งที่อยู่ในแผนผังนี้มันไม่ใช่เครื่องจักร แต่มันคือพันธนาการ"
ศิลาคลี่แผนผังนั้นออกมาบนโต๊ะ กลิ่นอายของความเก่าแก่พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที มันมีรอยจารึกที่สอดคล้องกับหน้าปัดนาฬิกาที่เขากำลังซ่อมอย่างน่าประหลาดใจ เขาเริ่มตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเวลา แต่มันคือการเชื่อมต่อระหว่างมิติที่ถูกตัดขาดด้วยน้ำมือของใครบางคนที่ต้องการครอบครองอำนาจเหนือการหมุนเวียนของฤดูกาล
"มิ่งขวัญ เจ้าเห็นนี่ไหม" ศิลาชี้นิ้วไปที่จุดกึ่งกลางของแผนผังซึ่งมีรูปดวงตาที่หลับใหลอยู่ "ถ้าเราไขลานด้วยจังหวะที่ถูกต้อง มันจะเปิดประตูบานที่ถูกปิดตายลง" เขาเริ่มประกอบชิ้นส่วนอย่างรวดเร็ว เสียงเฟืองขบกันดังสนั่นไปทั่วห้อง ราวกับว่าห้องทำงานนี้กลายเป็นหัวใจของเครื่องจักรยักษ์ที่กำลังตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน
จู่ๆ เสียงลมหวีดหวิวก็ดังขึ้นจากภายนอก หน้าต่างทุกบานในร้านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มิ่งขวัญตะโกนถามถึงความปลอดภัยของศิลาท่ามกลางเสียงกระแทกของหน้าต่างที่เปิดปิดเองอย่างรวดเร็ว 'ศิลา! ถอยออกมา! สิ่งที่เจ้ากำลังทำมันกำลังเรียกพายุกลับมา!' แต่ศิลาไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากเสียงจังหวะของนาฬิกาที่ค่อยๆ ขยับเขยื้อน
เข็มวินาทีกระตุกหนึ่งครั้ง สองครั้ง และแล้วมันก็เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ แสงสีขาวนวลพุ่งออกมาจากหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์ส่องสว่างไปทั่วห้องจนมิ่งขวัญต้องยกมือขึ้นปิดตา ศิลาเห็นภาพซ้อนของพ่อเขายืนอยู่ตรงหน้าท่ามกลางความว่างเปล่า ใบหน้าของพ่อดูอ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามจะบอกอะไรบางอย่าง แต่เสียงนั้นกลับกลายเป็นเสียงคำรามของพายุที่ดังอยู่ภายนอก
"ท่านพ่อ! ท่านอยู่ที่ไหน!" ศิลาตะโกนถามในขณะที่มือของเขายังคงจับเข็มนาฬิกาไว้แน่นเพื่อไม่ให้มันหลุดออกจากกลไก พลังงานมหาศาลถ่ายเทผ่านมือของเขาเข้าสู่เครื่องจักร มันไม่ใช่แค่ความร้อน แต่มันคือความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่สะสมมานานนับสิบปีที่ถูกบีบอัดลงในรอยร้าวของหน้าปัดนั้น
มิ่งขวัญพยายามก้าวเข้ามาหาเขา แต่แรงลมที่เกิดจากนาฬิกาผลักเธอออกไปจนกระแทกกับกำแพง 'ศิลา หยุดเถอะ! เมืองนี้จะพังทลายลงหากเจ้ายังดึงพลังงานจากมิติอื่นเข้ามาอีก!' เธอตะโกนแข่งกับเสียงคำรามที่ดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนสีจากความมืดมิดเป็นสีทองสว่างที่ดูน่ากลัวและทรงพลัง
ศิลาเริ่มเห็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบันผ่านรอยร้าวบนหน้าปัดสุริยะ เขาเข้าใจแล้วว่าพ่อของเขาไม่ได้หายไปไหน แต่พ่อของเขาถูกกักขังไว้ในช่องว่างระหว่างวินาทีที่นาฬิกาหยุดเดิน การจะช่วยพ่อออกมาได้เขาต้องแลกด้วยการหยุดเวลาของตัวเองไว้ที่นั่นตลอดกาล เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อให้กาลเวลาในเมืองนี้ได้หมุนต่อไปอีกครั้ง
เขาหันไปมองมิ่งขวัญด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ "ข้าเลือกแล้ว มิ่งขวัญ ข้าเลือกที่จะเป็นเฟืองจักรตัวสุดท้ายที่จะทำให้เมืองนี้ได้เห็นวันพรุ่งนี้อีกครั้ง" เขากดเข็มนาทีให้ลงล็อกกับตำแหน่งที่สมบูรณ์ที่สุด เสียงเฟืองทำงานอย่างราบรื่นชั่ววินาที ก่อนที่แสงสว่างสีทองจะระเบิดออกครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของเมือง
ในชั่วพริบตา พายุที่โหมกระหน่ำหยุดนิ่งลง ท้องฟ้ากลับสู่สีครามที่สดใส นาฬิกาทุกเรือนในเมืองเริ่มส่งเสียงตีพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง มิ่งขวัญลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้า ร้านทำงานของศิลายังคงตั้งอยู่เช่นเดิม แต่ไม่มีใครอยู่ในนั้นอีกต่อไป มีเพียงนาฬิกาดาราศาสตร์ที่หยุดนิ่งอยู่บนโต๊ะ แต่บนหน้าปัดไม่มีรอยร้าวอีกต่อไป
เธอก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอย่างช้าๆ บนนั้นมีบันทึกฉบับหนึ่งวางอยู่ ข้างในเป็นลายมือของศิลาที่เขียนถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เธอเปิดอ่านด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาในดวงตา บันทึกนั้นไม่ได้จบลงที่ความเศร้า แต่จบลงด้วยคำสัญญาว่าเมื่อใดก็ตามที่นาฬิกาเรือนนี้ตีครบหนึ่งร้อยครั้ง ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ
มิ่งขวัญหยิบนาฬิกาขึ้นมา กอดมันไว้แนบกาย ในตอนนั้นเองนาฬิกาก็เริ่มส่งเสียงตีเบาๆ เป็นครั้งแรกนับสิบปี เสียงนั้นกังวานและอ่อนโยน ราวกับเสียงกระซิบจากศิลาที่ส่งผ่านมาถึงเธอจากอีกฟากฝั่งของกาลเวลา เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้จากไปไหน แต่เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของเวลาที่เธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ทุกวินาที
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นผู้คนในเมืองเริ่มออกมาจากบ้านเรือนด้วยความงุนงงและดีใจที่เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง เมืองที่เคยตายซากกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยการเสียสละของชายผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความมืดมิด มิ่งขวัญเดินออกไปที่จัตุรัสกลางเมืองพร้อมกับนาฬิกาในมือ ที่ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
บนหน้าปัดนาฬิกาที่เงาวับนั้น มีเพียงรอยจารึกเล็กๆ ที่สลักชื่อของศิลาไว้ใต้เข็มวินาที มันไม่ใช่สุญญากาศแห่งความว่างเปล่าอีกต่อไป แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่ถูกถักทอเข้ากับกลไกของโลกใบนี้ และตราบเท่าที่นาฬิกายังคงหมุนอยู่ ตำนานของช่างซ่อมผู้นี้ก็จะถูกจดจำไปชั่วนิรันดร์
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
วิศวกรรมแห่งความทรงจำที่สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น