ฝ่ามือของกวินทร์สั่นสะท้านขณะกดเข็มฉีดยาบรรจุสารอาหารลงในลำต้นของ ‘บลูมูน’ ดอกไม้เรืองแสงสีครามสดที่กำลังโรยรา เสียงพัดลมระบายอากาศในโดมแก้วดังหวีดหวิวแข่งกับเสียงฝนกรดที่ตกลงมากระทบหลังคาด้านนอก กลิ่นอับชื้นของดินสังเคราะห์ผสมกับกลิ่นโลหะไหม้เกรียมอบอวลไปทั่วบริเวณจนแทบหายใจไม่ออก เขาก้มมองรอยแผลเป็นบนแขนที่เกิดจากการสัมผัสกับเกสรที่เป็นพิษโดยตรง แต่สายตายังคงจดจ้องที่กลีบดอกซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นอย่างใจจดใจจ่อ
“อย่านะ เจ้าตัวเล็ก อย่าเพิ่งยอมแพ้ตอนนี้” กวินทร์พึมพำขณะปรับอุณหภูมิความชื้นในห้องแล็บปิดตายให้สูงขึ้นอีกสององศา เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลโรงเรือนทั่วไป แต่เขาคือนักเพาะพันธุ์พืชคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง แสงไฟนีออนกะพริบถี่ๆ ราวกับจะประชดประชันความพยายามของเขาที่ดูเหมือนจะไร้ผลในโลกที่พืชพรรณธรรมชาติถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
หยาดเหงื่อไหลเข้าตาจนแสบร้อนไปหมด แต่เขาก็ไม่กล้าละสายตาจากกลีบดอกที่เริ่มสั่นไหวเบาๆ กวินทร์หยิบสมุดบันทึกหนังเก่าๆ ขึ้นมาจดบันทึกค่าเคมีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มือของเขาจดจ่ออยู่กับการคัดแยกละอองเกสรที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ความหวังเพียงหนึ่งเดียวในการสืบทอดสายพันธุ์นี้อยู่ในขวดแก้วใบจิ๋วที่เขาวางไว้ข้างตัวอย่างทะนุถนอม ทันใดนั้น ไฟในโดมก็ดับลงสนิททิ้งให้เขานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีครามจางๆ จากดอกไม้เท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างอยู่
ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมไปทั่วโรงเรือนจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัว กวินทร์ตัดสินใจเปิดไฟฉายคาดหัวเพื่อตรวจสอบรอยร้าวที่ขอบหน้าต่างกระจกที่มีคราบควันดำจับหนา เขาเพิ่งสังเกตเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านนอกท่ามกลางสายฝนกรดที่ไม่มีใครควรจะออกมาเดินเพ่นพ่านในเวลานี้ หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มขณะรีบคว้าเครื่องมือตัดแต่งกิ่งไม้มาถือไว้ในมือแน่นเพื่อป้องกันตัว
คนผู้นั้นเคาะกระจกเบาๆ เป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนรหัสมอร์ส กวินทร์ขยับตัวเข้าใกล้กระจกอย่างระแวดระวัง แสงจากไฟฉายส่องไปที่ใบหน้าของผู้มาเยือน หญิงสาวในชุดกันฝนสีเงินสะท้อนแสงกำลังยืนจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา เธอคือ 'รินดา' คนที่เขาคิดว่าจากไปสู่เขตปลอดมลภาวะตั้งแต่วันที่โดมแก้วถูกปิดตายลงเมื่อหลายปีก่อน ความตกใจทำให้เขาทำขวดบรรจุเกสรในมือหล่นพื้นจนแตกละเอียดเป็นเศษแก้วสีใส
กวินทร์รีบเปิดประตูกลไกด้านข้างเพื่อให้เธอเข้ามาในที่ปลอดภัย รินดาก้าวเข้ามาในโรงเรือนด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ เสื้อผ้าของเธอถูกกัดกร่อนจนเป็นรูพรุนจากฤทธิ์ของฝนกรด กลิ่นอายของอากาศบริสุทธิ์จากโลกภายนอกที่ติดมากับตัวเธอทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์ครั้งแรกในรอบหลายปี “กวินทร์... คุณยังคงอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย ฉันนึกว่าตำนานเรื่องนักเพาะพันธุ์คนสุดท้ายจะเป็นแค่เรื่องเล่าเสียอีก” เธอกล่าวเสียงแผ่วก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินร่วน
เขารีบประคองเธอขึ้นมาและพาไปนั่งที่เก้าอี้เหล็กในมุมห้อง การปรากฏตัวของรินดาไม่ได้สร้างความดีใจให้กับเขาเท่ากับความกังวลว่าเธอจะนำพาอันตรายอะไรมาสู่โดมแห่งนี้ กวินทร์สำรวจบาดแผลจากฝนกรดบนไหล่ของเธออย่างเร่งรีบ เขาใช้สารสกัดจากใบว่านหางจระเข้สังเคราะห์ทาลงบนแผลนั้นอย่างเบามือ ความเป็นนักเพาะพันธุ์ที่คลุกคลีอยู่กับพืชพรรณทำให้เขารู้ดีว่าฤทธิ์ของฝนเหล่านี้ทำลายผิวหนังได้ลึกแค่ไหน
“ฉันมาที่นี่เพราะได้รับคำสั่งให้มานำตัวคุณออกไป กวินทร์ พวกเขารู้แล้วว่าคุณกำลังเพาะพันธุ์พืชที่สามารถเปลี่ยนอากาศพิษให้กลายเป็นออกซิเจนได้” รินดากล่าวขณะพยายามยันกายลุกขึ้นยืน แววตาของเธอแสดงถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด การเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้กวินทร์ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้เพาะพันธุ์พืชเพื่อจุดประสงค์นั้น แต่เขาทำเพียงเพื่อรักษาความทรงจำของโลกสีเขียวที่เขาเคยรู้จักในวัยเด็ก
“ใครคือพวกเขา รินดา? และทำไมพืชที่ดูไร้ค่าพวกนี้ถึงกลายเป็นอาวุธที่พวกเขาต้องการกัน” กวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เขาเริ่มไม่ไว้วางใจในการมาเยือนของเธออีกต่อไป บรรยากาศภายในโรงเรือนเปลี่ยนจากความสงบเป็นความกดดันทันทีที่คำว่า 'อาวุธ' ถูกเอ่ยขึ้น เขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานและเริ่มเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์ที่เหลืออยู่ลงในกระเป๋าเก็บอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
รินดาถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบอุปกรณ์สื่อสารขนาดจิ๋วออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันส่งเสียงสัญญาณแจ้งเตือนดังรัวๆ เธอสบตาเขาด้วยความรู้สึกผิด “พวกเขาคือผู้มีอำนาจในเขตแดนชั้นใน พวกเขาไม่ได้ต้องการพืชเพื่อช่วยชีวิตใครหรอก แต่ต้องการใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมการผลิตอากาศ เพื่อให้ประชากรทุกคนต้องอยู่ภายใต้อาณัติของพวกเขาเพียงผู้เดียว” คำพูดของเธอทำเอากวินทร์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
เขาจ้องมองดอกบลูมูนที่เริ่มเหี่ยวเฉาลงไปทุกที พืชที่เขาทะนุถนอมด้วยความรักกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือแห่งความตายหากตกไปอยู่ในมือของคนพวกนั้น กวินทร์ตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าเขาต้องทำลายผลงานวิจัยทั้งหมดทิ้งเสียดีกว่าปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งที่เขาเกลียดชังที่สุด เขาหันไปหารินดาพร้อมกับแววตาที่เด็ดเดี่ยว “ถ้าพวกเขาต้องการมันนัก ก็ต้องแลกด้วยการที่พวกเขาจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยแม้แต่เมล็ดเดียว”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากดังมาจากด้านนอกโรงเรือน กวินทร์รู้ดีว่าเวลาของเขาใกล้หมดลงแล้ว เขารีบฉีดสารเร่งการเจริญเติบโตเข้มข้นลงในแปลงเพาะพันธุ์หลักที่เหลืออยู่ทั้งหมด พืชพรรณที่เขาเพาะมานานหลายปีเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วและปล่อยละอองเกสรที่หนาแน่นจนกลายเป็นหมอกสีครามปกคลุมไปทั่วห้องแล็บ กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้เริ่มกระจายตัวออกไปปะทะกับอากาศพิษภายนอกจนเกิดการปฏิกิริยาทางเคมีที่รุนแรง
“กวินทร์! คุณกำลังทำอะไร!” รินดาร้องตะโกนขณะพยายามปิดประตูโรงเรือนที่กำลังถูกพังเข้ามาจากด้านนอก แต่เขากลับยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เขาคว้าขวดเมล็ดพันธุ์สุดท้ายที่เหลืออยู่แล้วยัดใส่มือเธอ “หนีไปซะ รินดา... จงเอาสิ่งนี้ไปฝังไว้ในที่ที่ห่างไกลจากเงื้อมมือของพวกมัน อย่าให้ใครรู้ว่ามันคืออะไรจนกว่าโลกจะพร้อมที่จะรับมันจริงๆ”
แรงกระแทกที่ประตูทำให้โครงสร้างกระจกของโรงเรือนสั่นสะเทือน กวินทร์ผลักรินดาไปทางช่องทางลับด้านหลังที่เขาเคยขุดไว้เพื่อใช้หนีเหตุฉุกเฉิน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจวิ่งหายไปในเงามืดของอาคารร้าง กวินทร์ยืนหยัดอยู่กลางห้องแล็บที่ตอนนี้กลายเป็นป่าดงดิบขนาดย่อมที่โตเร็วผิดปกติ รากไม้เริ่มชอนไชไปตามพื้นและทำลายระบบไฟฟ้าจนดับสนิทไปหมด
ทหารในชุดป้องกันสารพิษพังประตูเข้ามาได้ในที่สุด แต่สิ่งที่พวกเขาพบคือกลุ่มพืชที่โตจนแทบจะปิดตายทางเข้าทหารคนหนึ่งชักปืนเลเซอร์ออกมาและกวาดไปรอบๆ ห้อง กวินทร์ยืดอกรับความตายด้วยความภาคภูมิใจ เขารู้ดีว่าเกสรที่เขากระจายไปทั่วห้องนี้จะทำปฏิกิริยากับชุดป้องกันของพวกมันจนทำให้ระบบกรองอากาศขัดข้องในไม่ช้า
“พวกแกมาสายเกินไป” กวินทร์พูดขึ้นในความมืด เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทหารนายหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเขา แต่ทันใดนั้นระบบกรองอากาศของชุดทหารก็เริ่มส่งเสียงเตือนดังลั่น พืชที่เขาเพาะขึ้นมาไม่ได้มีไว้เพื่อฟอกอากาศให้เป็นออกซิเจนเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีกลไกป้องกันตัวที่ปล่อยสารเคมีทำให้ระบบโลหะทุกชนิดกลายเป็นสนิมในชั่วพริบตา
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันทีเมื่อชุดเกราะของทหารเริ่มติดขัดและฝนกรดจากภายนอกที่เริ่มรั่วไหลเข้ามาในโดมที่แตกสลายเริ่มซึมผ่านรอยต่อของชุดป้องกัน กวินทร์ล้มตัวลงนั่งท่ามกลางดอกไม้สีครามที่กำลังบานสะพรั่งเป็นครั้งสุดท้าย เขาหลับตาลงรับสัมผัสจากความเย็นของอากาศที่ปะทะผิวหน้า เขารู้สึกถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การที่เขาจะได้รอดชีวิตออกไป แต่คือการที่เขาสามารถปกป้องสิ่งที่เขารักไม่ให้กลายเป็นทาสของอำนาจมืด
เสียงตะโกนและเสียงปืนเริ่มเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรที่เขาไม่ได้ยินมานานหลายทศวรรษ กวินทร์ยิ้มออกมาเป็นครั้งสุดท้ายแม้ลมหายใจจะเริ่มแผ่วเบาลง ความตายที่คืบคลานเข้ามาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวอีกต่อไป ในวินาทีสุดท้ายเขาเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินผ่านแสงสีครามที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มันเป็นภาพที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในชีวิตที่เต็มไปด้วยธุลีสีเทา
รินดายืนอยู่บนยอดเนินเขาที่ห่างไกล มองกลับมายังโดมแก้วที่กลายเป็นกลุ่มก้อนสีเขียวมรกตท่ามกลางซากปรักหักพัง เธอเปิดมือออกเพื่อดูลูกแก้วที่บรรจุเมล็ดพันธุ์สุดท้ายเอาไว้ มันส่องประกายสีครามจางๆ ราวกับจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ เธอรู้ดีว่าภารกิจของเธอยังเพิ่งเริ่มต้นและหนทางข้างหน้าจะยาวไกลเพียงใด แต่เธอก็พร้อมที่จะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับชายผู้เสียสละชีวิตเพื่อธรรมชาติ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มเบาบางลง เมล็ดพันธุ์ในมือเธอเริ่มแตกยอดอ่อนออกมาเล็กๆ รินดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับกลิ่นอายของอากาศที่เปลี่ยนไป เธอหันหลังให้แก่โดมแก้วและก้าวเดินไปข้างหน้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครแตะต้อง ความหวังที่กวินทร์ทิ้งไว้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์ แต่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเติบโตขึ้นในโลกที่ไร้ซึ่งเข็มทิศแห่งเวลา
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มส่องลอดผ่านกลุ่มควันพิษลงมาเป็นสายรุ้งจางๆ บนผืนดินที่แห้งแล้ง รินดาหยุดเดินและฝังเมล็ดพันธุ์นั้นลงในดินที่นุ่มขึ้นกว่าเดิม เธอเฝ้ามองหยดน้ำค้างบนปลายใบไม้ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เสียงแห่งพงไพรที่เคยเงียบหายไปนานเริ่มกลับมาบรรเลงเพลงแห่งชีวิตอีกครั้งในที่แห่งนั้น ที่ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากความตายไปสู่การเกิดใหม่
เมื่อเธอก้าวเดินต่อไป ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนดินเปียกชื้นที่ค่อยๆ ถูกกลบด้วยพืชพันธุ์สีเขียวสดใหม่ โลกใบนี้จะจดจำชื่อของเขาไว้ในฐานะผู้พิทักษ์ที่แท้จริง ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษ แต่ในฐานะผู้ที่เข้าใจภาษาของดอกไม้มากกว่าใคร กวินทร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าไปแล้ว และลมหายใจของเขาก็ยังคงแฝงอยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์รอบตัวเธอเสมอไป
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ในโรงเรือนคืนนั้นจบลงอย่างไร แต่สำหรับคนที่ผ่านทางมาในภายหลัง พวกเขาต่างพูดถึงป่าปริศนาที่เติบโตขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของนิคมอุตสาหกรรมเก่า รินดายังคงเดินทางต่อไปพร้อมกับความฝันที่จะทำให้ผืนแผ่นดินนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เธอรู้ดีว่าในใจกลางของความมืดมิดที่สุดนั้น แสงสว่างจากเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังจะไม่มีวันดับสูญไปจากโลกใบนี้
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
วิศวกรรมแห่งความทรงจำที่สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น