แสงสีส้มหม่นของดวงอาทิตย์ที่ไม่เคยลับขอบฟ้าส่องกระทบลงบนแผ่นโลหะเก่าคร่ำครึของเมืองเซนทิเนล เมืองที่ถูกแช่แข็งอยู่ในห้วงเวลาที่ไร้จุดจบ กลิ่นไอของสนิมเหล็กและฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งในอากาศทำให้บรรยากาศดูหนักอึ้งราวกับอากาศมีความหนาแน่นมากกว่าปกติ เอเลียสนั่งอยู่บนระเบียงเหล็กของหอสังเกตการณ์ มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะใช้อุปกรณ์วัดค่าความเสถียรของรอยแยกมิติที่กำลังสั่นไหวอยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ทหนังสีเทาเข้มที่ผ่านการใช้งานมานับทศวรรษ รอยขีดข่วนบนพื้นผิวของมันเล่าเรื่องราวของการเดินทางผ่านมิติต่างๆ ที่เขาต้องเข้าไปแก้ไขความบิดเบี้ยว ดวงตาของเขาคมกริบแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าที่สะสมมานานหลายปี เขามองไปยังเส้นขอบฟ้าที่บิดเบี้ยวราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทิ้งให้ตากฝนจนละลาย
เสียงฟันเฟืองขนาดใหญ่ใต้พื้นหอคอยบดเข้าหากันจนเกิดเสียงกังวานต่ำๆ แผ่นดินสั่นสะเทือนเบาๆ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของจักรวาลในบริเวณนี้ เอเลียสคว้ากระเป๋าเครื่องมือคู่ใจขึ้นมาสะพายข้าง เขาต้องออกไปตรวจสอบพิกัดที่สิบสองซึ่งเป็นจุดที่รอยแยกเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างกว่าที่เคยเป็นมาตลอดหลายปี
ทุกย่างก้าวของเขาบนถนนที่ปูด้วยอิฐบล็อกสีซีดนั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขาเดินผ่านบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งหน้าต่างทุกบานถูกปิดตายด้วยไม้กระดานผุพัง สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวไม่ใช่ความมืด แต่คือการที่เขาได้ยินเสียงกระซิบจากความว่างเปล่าที่พยายามสื่อสารผ่านช่องว่างของมิติที่กำลังฉีกขาด
เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ความผิดปกติเหล่านี้ดำเนินต่อไป เซนทิเนลจะกลายเป็นเพียงเศษธุลีที่หลุดลอยไปในกระแสธารของความว่างเปล่า เอเลียสไม่ใช่ฮีโร่ เขาเป็นเพียงผู้ดูแลที่ถูกทอดทิ้งให้แบกรับภาระที่ไม่มีใครรับรู้ถึงความพยายามของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิก่อนจะหันหน้าเข้าหาพายุแห่งมิติที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหน้า
ขณะที่เขาเดินมาถึงบริเวณใจกลางเมือง หญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวโพลนยืนรออยู่ท่ามกลางกลุ่มควันสีเทา เธอคือลีอา ผู้ช่วยที่หายสาบสูญไปเมื่อสามปีก่อนในช่วงที่เหตุการณ์การปะทะกันของมิติเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ลีอาหันมามองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับเธอเป็นเพียงภาพจำลองของตัวเธอเองในอดีตที่ถูกฉายซ้ำออกมาจากความทรงจำที่บิดเบี้ยวของเมืองนี้
เอเลียสหยุดชะงัก หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความสับสนและความคาดหวังที่เขากดทับไว้ลึกสุดใจมาตลอดสามปี เขาพยายามจะเรียกชื่อเธอแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ การปรากฏตัวของเธอนั้นขัดต่อกฎของจักรวาลทุกข้อที่เขาเคยเรียนรู้มา และนั่นหมายความว่าโครงสร้างของสถานที่แห่งนี้กำลังจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ลีอาขยับริมฝีปากเบาๆ ราวกับพยายามจะพูดบางอย่าง แต่สิ่งที่ปรากฏออกมากลับเป็นคลื่นเสียงที่บิดเบี้ยวจนน่ากลัว เอเลียสรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ลีอาตัวจริง แต่เป็นอาการแทรกซ้อนของความทรงจำที่ถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติ เขาต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้ภาพมายานี้ดำเนินต่อไปหรือจะทำลายมันเพื่อรักษาความสมดุลที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเอาไว้
ความขัดแย้งในใจของเอเลียสเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อภาพความทรงจำร่วมกันระหว่างเขากับลีอาเริ่มปรากฏขึ้นในอากาศรอบตัวเขา ทั้งสองยืนอยู่ในสวนดอกไม้ที่ไม่มีอยู่จริงในเมืองนี้ กลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่เคยมีบนโลกนี้ลอยมาแตะจมูกอย่างชัดเจนจนเขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดกลับไปสู่อดีตที่เขาโหยหาที่สุด
เขาจำได้ว่าลีอาเคยพูดกับเขาว่า ความทรงจำคือสิ่งเดียวที่ทำให้เราแตกต่างจากเครื่องจักรที่ไร้หัวใจ แต่ในเวลานี้ความทรงจำกำลังกลายเป็นอาวุธที่ใช้ทำลายตัวเขาเอง เอเลียสต้องเลือกระหว่างการรักษาความเป็นมนุษย์ที่ยึดติดกับอดีต หรือการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลที่ต้องไร้ความรู้สึกต่อทุกสิ่งที่พังทลายลง
ทันใดนั้น รอยแยกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเหนือหัวของทั้งคู่ ท้องฟ้าที่เป็นสีส้มหม่นเริ่มฉีกขาดออกจนเห็นห้วงมืดมิดที่ไร้ดาวด้านหลัง ลมพายุพัดกระโชกแรงจนเศษซากของอาคารรอบข้างปลิวว่อน เอเลียสรีบวิ่งไปคว้าอุปกรณ์เหนี่ยวนำมิติที่วางอยู่บนแท่นเหล็กใกล้ๆ เพื่อที่จะปิดรูรั่วนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ลีอายังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอมองดูเขาสลับกับมองท้องฟ้าที่กำลังล่มสลาย เอเลียสตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดว่า ให้เธอถอยห่างออกมาจากจุดที่กำลังจะเกิดการระเบิดของพลังงาน แต่เธอกลับยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของเธอจะเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองท่ามกลางพายุที่กำลังบ้าคลั่ง
เขาทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีลงไปในการปรับจูนรหัสผ่านเครื่องมือ มันเป็นงานที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน แต่ละรหัสที่เขาป้อนลงไปคือความพยายามที่จะดึงเอาความเป็นจริงที่กระจัดกระจายให้กลับมาสอดประสานกันอีกครั้ง มือของเขาถูกบาดจนเลือดไหลซึมออกมาจากความคมของเศษเหล็กที่กระเด็นมาโดน แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุดมือ
เหตุการณ์ระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้น แรงอัดของมันทำให้เอเลียสกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงอิฐจนเขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง เขาพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความทรมาน แต่แสงสว่างจากรอยแยกนั้นเริ่มกลืนกินทุกอย่างรอบตัวเขาไปทีละน้อย บรรยากาศรอบๆ เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมิติคู่ขนานหลายแห่งเริ่มแทรกซึมเข้ามาแทนที่
เขารีบคว้าอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายขึ้นมาแล้วกดปุ่มสั่งการขั้นสูงสุดทันที เครื่องมือนั้นส่งเสียงร้องแหลมสูงจนแก้วหูของเขาแทบจะแตกสลาย พลังงานบริสุทธิ์พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าปะทะกับรอยแยกมิติจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรงจนเมืองทั้งเมืองหยุดนิ่งอีกครั้งหนึ่ง ความเงียบที่น่ากลัวเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ทันทีที่ความวุ่นวายจบลง
เอเลียสทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เขามองไปรอบๆ และพบว่าเมืองเซนทิเนลยังคงอยู่ แต่อีกหลายส่วนของมันได้หายไปอย่างถาวร ทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีวันเติมเต็มได้อีก ลีอาได้จากไปแล้วอย่างแท้จริง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนเศร้าและภาระหน้าที่ที่เขาไม่สามารถละทิ้งได้ แม้เขาจะสูญเสียทุกอย่างที่เคยให้ความหมายกับชีวิตไปแล้วก็ตาม
เขานั่งมองดูท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีไปเป็นสีเทาที่สงบขึ้นกว่าเดิม ความทรงจำของเขายังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดจะหวนคืนมาได้อีกแล้ว เอเลียสเก็บเครื่องมือที่พังเสียหายของเขาใส่กระเป๋าอย่างช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังพิกัดถัดไปที่รอการซ่อมแซมอยู่
เขาเดินผ่านซากปรักหักพังของเมืองที่กำลังค่อยๆ ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของโลกกว้าง เอเลียสไม่ได้หันกลับไปมองลีอาอีกเลย แม้ว่าในใจของเขายังคงก้องไปด้วยเสียงหัวเราะของเธอที่เคยเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่มืดมิด เขารู้ว่าความโดดเดี่ยวคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเป็นผู้พิทักษ์รอยร้าวของกาลเวลา และเขาก็พร้อมที่จะยอมรับมันจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง
ท่ามกลางความเงียบที่แทรกซึมไปทั่วทุกอณูของอากาศ เขาสังเกตเห็นดอกไม้สีขาวดอกหนึ่งผุดขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นถนนที่เพิ่งถูกซ่อมแซม มันเป็นดอกไม้ชนิดเดียวกับที่เขาเคยเห็นในสวนในความทรงจำของลีอา เอเลียสหยุดเดินและมองดูดอกไม้นั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ราวกับว่าแม้ความจริงจะพังทลายลง แต่ความรักที่เขามีต่อเธอยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในจักรวาลนี้เสมอ
เขายื่นมือไปสัมผัสกลีบดอกไม้นั้นเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินทางต่อไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย เบื้องหน้าของเขายังคงมีเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่มิติที่ไร้ชื่อเสียงและสถานีที่ไม่มีใครรู้จัก เอเลียสหายเข้าไปในม่านหมอกของเมืองที่กำลังเลือนหาย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ไม่มีวันถูกทำลายลงได้อีกต่อไป
ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ไร้จุดจบ ความเหงาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาในตอนนี้ เอเลียสไม่ได้คาดหวังถึงวันพรุ่งนี้ที่สวยงามกว่าเดิม เขาเพียงแค่ทำหน้าที่ตามความเชื่อที่ว่า ตราบใดที่เขายังคงอยู่เพื่อซ่อมแซมรอยร้าวของจักรวาล จักรวาลนั้นก็ยังคงมีความหวังที่จะดำเนินต่อไปได้แม้อยู่ในเศษเสี้ยวที่แตกสลาย
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
ผู้บันทึกรอยร้าวบนผืนฟ้า
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น