แสงแดดยามบ่ายทอดตัวผ่านหน้าต่างกระจกฝ้าที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนาเตอะภายในร้านซ่อมนาฬิกาขนาดกะทัดรัดซึ่งตั้งอยู่ในซอยลึกที่ผู้คนมักมองข้ามไปเสมอ อริน ชายหนุ่มผู้มีนิ้วมือเรียวยาวและนิ่งสงบราวกับประติมากรรมหินอ่อน กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับแว่นขยายแบบส่องข้างเดียวที่ติดอยู่กับเบ้าตาขวาของเขา เสียงลมหายใจแผ่วเบาของเขาสอดประสานไปกับเสียงเดินที่ไม่พร้อมกันของนาฬิกานับร้อยเรือนที่แขวนอยู่บนผนังไม้โอ๊กเก่าแก่จนกลายเป็นจังหวะที่ฟังดูประหลาดคล้ายกับเสียงกระซิบจากอดีต
กลิ่นน้ำมันจักรและไม้สนจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศที่นิ่งสนิทและเย็นเยียบ แม้ภายนอกจะร้อนระอุเพียงใดก็ตาม อรินรักความเงียบเชียบในที่แห่งนี้ เพราะมันทำให้เขาสามารถได้ยินเสียงฟันเฟืองขนาดจิ๋วที่กำลังคร่ำครวญถึงความโรยราได้ชัดเจนกว่าใครเพื่อน บนโต๊ะทำงานของเขามีชิ้นส่วนโลหะเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่บนผ้านุ่มสีเขียวเข้ม ซึ่งเขาดูแลรักษามันราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ผนังห้องที่เคยเป็นสีครีมบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลตามกาลเวลา มีรอยด่างดวงของความชื้นที่วาดเป็นลวดลายคล้ายแผนที่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก นาฬิกาลูกตุ้มเรือนยักษ์ที่มุมห้องส่งเสียงทุ่มกังวานทุกครั้งที่เข็มยาวเคลื่อนผ่านเลขสิบสอง แต่มันกลับไม่เคยบอกเวลาที่ตรงกับโลกภายนอกเลยสักครั้งเดียว สำหรับอรินแล้ว เวลาในร้านนี้หมุนวนอยู่ในมิติที่เขาสร้างขึ้นเอง เป็นมิติที่ความทรงจำสำคัญกว่าเข็มนาฬิกา
เขากำลังใช้คีมปลายแหลมคีบสปริงตัวจิ๋วขึ้นมาด้วยความระมัดระวังสูงสุด ทันใดนั้นเสียงกระดิ่งที่ประตูหน้าร้านก็ดังขึ้นเบาๆ เป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานหลายสัปดาห์แล้ว อรินไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที เขาค่อยๆ วางสปริงตัวนั้นลงในถาดโลหะอย่างประณีต ก่อนจะขยับแว่นขยายออกจากดวงตาแล้วหันไปมองผู้มาเยือนที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่ลอดผ่านประตูเข้ามา
หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวเรียบง่ายยืนเด่นอยู่ตรงนั้น ในอ้อมแขนของเธอมีห่อผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขนาดใหญ่พอสมควรที่เธอกอดไว้แนบอกราวกับกลัวว่ามันจะร่วงหล่นแตกสลายไป ใบหน้าของเธอซีดเซียวแต่ดวงตากลับฉายแววแห่งความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าจนอรินรู้สึกได้ถึงกระแสความกดอากาศที่เปลี่ยนไปรอบตัวเธอ
"ที่นี่รับซ่อมนาฬิกาที่ไม่มีใครยอมซ่อมใช่ไหมคะ" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยแต่แฝงไปด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น
อรินมองดูนิ้วมือของเธอที่กำห่อผ้าไว้แน่นจนปลายนิ้วกลายเป็นสีขาวนวล เขาขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ไม้เก่าๆ ที่กั้นระหว่างเขากับโลกภายนอก "มันขึ้นอยู่กับว่านาฬิกาเรือนนั้นต้องการการซ่อมแซม หรือต้องการการปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลกันแน่ครับ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทว่านุ่มนวล
หญิงสาวค่อยๆ วางห่อผ้าลงบนเคาน์เตอร์อย่างแผ่วเบา เธอคลี่ผ้าออกเผยให้เห็นนาฬิกาตั้งโต๊ะทำจากทองเหลืองแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง แต่มันกลับดูหม่นหมองและมีรอยขีดข่วนลึกหลายจุด ตัวเรือนมีรูปทรงคล้ายหอคอยโบราณที่มีเถาวัลย์โลหะพันรอบ และที่น่าแปลกคือหน้าปัดของมันไม่มีตัวเลข มีเพียงเข็มนาฬิกาที่ทำจากปีกนกบางใสที่หยุดนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งที่ดูเหมือนจะเป็นเวลาเที่ยงคืนหรือเที่ยงวัน
"มันเป็นของพ่อฉันค่ะ" เธอพึมพำขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสไปบนผิวทองเหลืองอย่างโหยหา "ท่านจากไปพร้อมกับนาฬิกาเรือนนี้ที่หยุดเดิน และท่านบอกไว้ว่าถ้ามันกลับมาเดินอีกครั้ง ฉันจะได้พบกับคำตอบที่ท่านทิ้งเอาไว้"
อรินจ้องมองนาฬิกาเรือนนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาจำเอกลักษณ์การแกะสลักแบบนี้ได้ดี มันคือผลงานของช่างทำนาฬิกาผู้สาบสูญที่ชื่อว่า กวิน ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาเอง ชายหนุ่มรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แล่นผ่านปลายนิ้วเมื่อเขาเอื้อมมือไปสัมผัสตัวเรือนที่เย็นเยียบ "คุณชื่ออะไรครับ" เขาถามโดยไม่ละสายตาจากวัตถุตรงหน้า
"นลินค่ะ" หญิงสาวตอบพร้อมกับพยายามสบตาเขาเพื่อค้นหาความมั่นใจ "คุณพอจะช่วยฉันได้ไหมคะ ไม่ว่าราคาจะสูงแค่ไหน ฉันยอมจ่ายทุกอย่างเพื่อให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง"
"บางอย่างไม่ได้ซ่อมได้ด้วยเงินหรอกครับนลิน" อรินพูดพลางยกนาฬิกาขึ้นมาตรวจสอบใกล้ๆ เขาได้ยินเสียงที่คนทั่วไปไม่ได้ยิน มันไม่ใช่เสียงเดินของเครื่องจักร แต่เป็นเสียงสะท้อนที่ว่างเปล่าราวกับถ้ำลึก "นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เสียที่ฟันเฟือง แต่มันสูญเสียหัวใจไปต่างหาก"
นลินขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าของเธอขณะที่เธอมองดูชายหนุ่มที่เริ่มรื้อส่วนฝาหลังของนาฬิกาออกอย่างชำนาญ "หมายความว่ายังไงคะที่ว่าสูญเสียหัวใจไป พ่อของฉันดูแลมันอย่างดีมาตลอดจนถึงวันสุดท้าย"
"นาฬิกาของกวินไม่ได้เดินด้วยลานเพียงอย่างเดียวครับ" อรินอธิบายขณะที่เขาพบเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ถูกพับไว้อย่างประณีตซ่อนอยู่ข้างใน "มันเดินด้วยความทรงจำและความรู้สึกของผู้เป็นเจ้าของ เมื่อเจ้าของจากไปอย่างกะทันหันโดยที่มีบางอย่างยังค้างคาใจ กลไกข้างในจะล็อคตัวเองเพื่อปกป้องสิ่งที่ซ่อนอยู่"
เขาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างระมัดระวัง แต่มันกลับเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่ไม่มีรอยหมึกใดๆ นลินมองดูด้วยความผิดหวัง น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตาของเธอเมื่อเห็นว่าความหวังเดียวที่จะสื่อสารกับพ่อที่จากไปดูเหมือนจะเลือนลางลงทุกที อรินเห็นดังนั้นจึงยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เธอ "ความลับไม่ได้อยู่ที่สายตา แต่อยู่ที่สัมผัสครับ ลองถือมันไว้แล้วนึกถึงช่วงเวลาที่คุณกับพ่อมีความสุขที่สุดดูสิ"
นลินรับกระดาษไปถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เธอหลับตาลงและปล่อยให้ความทรงจำไหลเวียนผ่านปลายนิ้ว ทันใดนั้น กลิ่นดอกมะลิอ่อนๆ ที่พ่อของเธอชอบปลูกไว้รอบบ้านก็ดูเหมือนจะขจรขจายไปทั่วห้องซ่อมนาฬิกาที่เคยอับชื้น อรินมองเห็นแสงสีทองจางๆ เริ่มเรืองรองออกมาจากรอยพับของกระดาษนั้น แต่มันก็ดับวูบลงอย่างรวดเร็วเมื่อนลินสะดุ้งตกใจกับเสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นข้างนอก
"มันเกือบจะสำเร็จแล้ว" อรินปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "แต่ดูเหมือนว่าฝนกำลังจะตกหนัก คุณคงต้องอยู่ที่นี่สักพักจนกว่าพายุจะสงบลง การซ่อมนาฬิกาเรือนนี้ต้องใช้เวลาและความสงบมากกว่าที่เราคิด"
ฝนเริ่มเทลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาสังกะสีเก่าๆ ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะถล่มร้านเล็กๆ แห่งนี้ให้ราบพนาสูร อรินเชื้อเชิญให้นลินไปนั่งที่เก้าอี้นวมตัวเก่าที่มุมห้อง ขณะที่เขาเริ่มต้มน้ำชากลิ่นคาโมมายล์เพื่อช่วยให้เธอผ่อนคลายลง ความมืดเริ่มปกคลุมรอบด้าน มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะทำงานที่ส่องสว่างเป็นวงแคบๆ
"ทำไมคุณถึงมาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาล่ะคะ" นลินถามขณะรับถ้วยชาอุ่นๆ มาถือไว้ ความอบอุ่นจากถ้วยเซรามิกช่วยให้หัวใจที่สั่นไหวของเธอสงบลงได้บ้าง เธอมองดูอรินที่กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานและเริ่มขัดทำความสะอาดฟันเฟืองทองเหลืองอย่างตั้งใจ
อรินหยุดมือไปครู่หนึ่ง เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด เห็นเพียงสายฝนที่สาดซัดไม่ขาดสาย "กาลเวลาเคยพรากทุกอย่างไปจากผมครับ" เขากล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจะถูกเสียงฝนกลบ "ไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อนพรากครอบครัวและบ้านของผมไป เหลือเพียงนาฬิกาพกเรือนเดียวที่พ่อมอบให้ก่อนที่ท่านจะวิ่งกลับเข้าไปช่วยแม่ ผมจึงเริ่มศึกษามัน เพราะเชื่อว่าถ้าผมเข้าใจความลับของเวลา ผมอาจจะดึงพวกท่านกลับมาได้"
นลินมองดูใบหน้าด้านข้างของเขาที่ดูเศร้าสร้อยแต่ทว่ามั่นคง เธอเพิ่งตระหนักว่าชายหนุ่มที่ดูเย็นชาคนนี้ก็มีบาดแผลที่ไม่ต่างจากเธอ "แล้วคุณเจอคำตอบไหมคะ" เธอถามเบาๆ
"ผมไม่พบวิธีดึงพวกท่านกลับมาหรอกครับ" อรินส่ายหัวช้าๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "แต่ผมพบว่าการทำให้เวลาเดินต่อไปต่างหากคือการเคารพคนที่จากไปที่สุด การหยุดนิ่งอยู่กับที่มันเจ็บปวดกว่าการก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับรอยแผลเป็นเสียอีก"
บทสนทนาเงียบหายไปพร้อมกับเสียงฝนที่เริ่มเบาบางลง เหลือเพียงเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาเรือนอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะประสานเสียงกันเป็นจังหวะที่ไพเราะขึ้น อรินหยิบนาฬิกาของนลินขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้เพียงเครื่องมือโลหะ แต่เขาใช้ความเข้าใจและความรู้สึกที่เขามีต่อกวินผู้เป็นอาจารย์ เขาเริ่มประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นกลับเข้าที่ด้วยความแม่นยำราวกับการร่ายมนตร์
ทันใดนั้น ฟันเฟืองตัวหนึ่งกลับติดขัดและไม่ยอมขยับ อรินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาพยายามปรับมุมและแรงกดแต่มันก็ยังไม่เป็นผล นลินรีบลุกเดินมาดูด้วยความกังวล "เกิดอะไรขึ้นคะ มีอะไรแตกหักหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรหักครับ แต่มันขาดฟันเฟืองชิ้นสุดท้ายไป" อรินเงยหน้าขึ้นมองนลินด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง "ชิ้นส่วนที่เรียกว่า 'ความจริงใจ' กวินมักจะซ่อนกลไกนี้ไว้ในงานชิ้นเอกของเขาเสมอ นลินครับ คุณต้องบอกความจริงกับนาฬิกาเรือนนี้ ความจริงที่คุณไม่เคยบอกใคร แม้แต่ตัวคุณเอง"
นลินนิ่งเงียบไป ร่างกายของเธอเริ่มสั่นอีกครั้ง ความทรงจำที่เธอพยายามฝังลึกไว้เริ่มผุดพรายขึ้นมาเหมือนฟองอากาศในน้ำเดือด "ฉัน… ฉันโกรธพ่อค่ะ" เธอกระซิบออกมาในที่สุด น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม "ฉันโกรธที่ท่านทิ้งฉันไปโดยไม่ลา ฉันโกรธที่ท่านรักนาฬิกาพวกนี้มากกว่าเวลาที่ควรจะให้ฉัน"
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก แสงสีทองสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากภายในนาฬิกา ฟันเฟืองที่เคยหยุดนิ่งเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็วและราบรื่น เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งราวกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ เข็มนาฬิกาปีกนกเริ่มขยับเขยื้อน มันไม่ได้หมุนวนไปข้างหน้า แต่มันหมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน
บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลิ่นดอกมะลิที่เคยจางๆ กลับหอมรุนแรงขึ้นจนเกือบจะมึนเมา ภาพเงาสะท้อนในกระจกร้านเริ่มบิดเบี้ยวและแสดงภาพของชายชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งทำงานอย่างขยันขันแข็งภายใต้แสงไฟดวงเล็กๆ เขากำลังแกะสลักนาฬิกาเรือนนี้ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรัก และทุกครั้งที่เขาลงมีด เขาจะพึมพำชื่อนลินเบาๆ
"พ่อนี่คะ" นลินอุทานออกมาด้วยความตกใจ มือของเธอเอื้อมไปที่กระจกแต่กลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า ภาพในกระจกเริ่มเปลี่ยนไปเป็นตอนที่กวินกำลังใส่จดหมายลงในช่องลับของนาฬิกา เขามองมาที่ผู้ชมภาพนั้นราวกับรู้ว่าสักวันลูกสาวของเขาจะได้เห็น "นลิน พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลลูก แต่ความรักของพ่อจะอยู่ในทุกวินาทีที่ลูกก้าวเดินไปข้างหน้า" เสียงของเขาดังขึ้นในหัวของนลินอย่างชัดเจน
นาฬิกาทองเหลืองแผ่ความร้อนออกมาจนอรินต้องวางมันลงบนโต๊ะ แสงสว่างเริ่มจางลงและภาพในกระจกก็ค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงเดิน 'ติ๊ก-ต็อก' ที่หนักแน่นและสม่ำเสมอเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นระรัวของนลิน เข็มปีกนกหยุดอยู่ที่เวลาปัจจุบันอย่างแม่นยำ และช่องลับใต้ฐานนาฬิกาก็ดีดตัวเปิดออกเผยให้เห็นแหวนทองคำเรียบๆ วงหนึ่งพร้อมกับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือบรรจง
นลินหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาสวมที่นิ้วนางข้างซ้าย มันพอดีอย่างน่าประหลาดใจ เธอสะอื้นไห้ออกมาด้วยความโล่งอกและความซาบซึ้งใจ ความโกรธแค้นที่เคยเป็นดั่งพายุในใจบัดนี้ได้สงบลงกลายเป็นหยาดน้ำค้างที่ชุ่มฉ่ำ อรินยืนมองอยู่ห่างๆ ด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งบนใบหน้าของเขา เขาเขยิบตัวไปที่หน้าต่างแล้วเปิดมันออกเพื่อรับอากาศสดชื่นหลังฝนตก
กลิ่นดินชื้นและใบไม้เขียวขจีลอยเข้ามาในร้าน ช่วยขับไล่ความอึดอัดที่เคยปกคลุมมานานแสนนาน นลินหันมามองอรินพร้อมกับแววตาที่เป็นประกายกว่าเดิม "ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยให้ฉันได้ยินเสียงของพ่ออีกครั้ง"
"ผมแค่ทำหน้าที่ไขลานเท่านั้นครับ ส่วนที่เหลือคือความรักของคุณเอง" อรินตอบพลางเก็บเครื่องมือลงกล่องไม้ "นาฬิกาเรือนนี้จะไม่มีวันหยุดเดินอีกตราบเท่าที่คุณยังจำคำพูดของท่านได้ และจำไว้ว่าเวลาไม่เคยพรากอะไรไปจากเราจริงๆ ถ้าเราเลือกที่จะเก็บมันไว้ในหัวใจ"
นลินเก็บนาฬิกาห่อด้วยผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินตามเดิม แต่คราวนี้เธอไม่ได้กอดมันไว้ด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป เธอกอดมันไว้ด้วยความภาคภูมิใจและมั่นคงก่อนจะเดินออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกมะลิจางๆ ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในอากาศ อรินมองตามหลังเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมามองร้านที่ตอนนี้ดูไม่เงียบเหงาเหมือนเคย
เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานตัวเดิม หยิบนาฬิกาพกของพ่อขึ้นมาเปิดดู แล้วหยิบน้ำมันจักรหยดลงบนเฟืองเล็กๆ อย่างแผ่วเบา เสียงเดินของนาฬิกาในร้านที่เคยไม่พร้อมกัน บัดนี้กลับดูเหมือนจะค่อยๆ ปรับจังหวะเข้าหากันจนกลายเป็นเสียงเพลงที่ไพเราะและสงบเงียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อรินหยิบปากกาขึ้นมาเขียนป้ายกระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วนำไปแปะไว้ที่ประตูหน้าร้าน ป้ายที่เขียนว่า 'รับซ่อมความทรงจำและกาลเวลา' เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงและปล่อยให้เสียงติ๊กต็อกเหล่านั้นนำพาเขาเข้าสู่ห้วงนิทราที่เต็มไปด้วยแสงแดดอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่เลือนหายไปนานแสนนาน
ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง นกกระจิบตัวน้อยบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่างร้าน ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ทักทายกาลเวลาที่ยังคงหมุนเวียนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โลกภายนอกอาจจะหมุนเร็วและวุ่นวาย แต่ในร้านซ่อมนาฬิกาแห่งนี้ ทุกวินาทีมีความหมายและมีคุณค่าในตัวของมันเองเสมอ
ความเงียบสงบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา อรินรู้ดีว่าพรุ่งนี้จะมีความทรงจำเรือนใหม่ถูกส่งมาให้เขาดูแล และเขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยมือที่สั่นน้อยลงและหัวใจที่เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมในทุกจังหวะที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านไป
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เงารักใต้แสงจันทร์
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
พายุหมุนในขวดแก้วใบเก่า
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น