เศษฝุ่นผงละเอียดร่วงหล่นลงบนแผ่นทองเหลืองราวกับหิมะสีทอง ขณะที่ 'คีริน' ขยับแว่นขยายที่แนบสนิทกับดวงตา นิ้วมือของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยขณะประคองฟันเฟืองขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่ควบคุมการหมุนของจำลองวงโคจรดาวเคราะห์ในห้องทำงานที่เงียบสงัด
เสียงติ๊กต่อกของนาฬิกาเรือนนับร้อยที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนังไม้โอ๊กดูเหมือนจะพร้อมใจกันหยุดชะงักไปชั่วครู่ทันทีที่เขาวางฟันเฟืองชิ้นนั้นลงในตำแหน่งที่ถูกต้อง คีรินกลั้นหายใจรอคอยการตอบสนองจากกลไกโบราณที่เขาใช้เวลาซ่อมแซมมานานนับเดือน
กลิ่นน้ำมันหล่อลื่นจางๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืน แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบเมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านรอยแยกของหน้าต่างบานเกล็ดเข้ามา กระทบกับเข็มทิศดาราศาสตร์ที่เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่ผิดธรรมชาติ
เขารีบคว้าคีมปากจิ้งจกเพื่อดึงสลักนิรภัยออก แต่ทว่าแรงสั่นสะเทือนจากเฟืองเหล่านั้นกลับรุนแรงจนโต๊ะไม้ตัวใหญ่สั่นสะท้าน คีรินกัดฟันแน่น มือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้มั่นขณะที่เข็มบอกตำแหน่งดวงดาวเริ่มหมุนกลับหลังอย่างบ้าคลั่ง
เสียงหึ่งๆ ที่ดังออกมาจากใจกลางเครื่องจักรเริ่มกดดันโสตประสาทของเขา ราวกับว่ามีพลังงานมหาศาลกำลังพยายามทะลุผ่านมิติของเวลาออกมาสู่อากาศธาตุในห้องนี้ คีรินตระหนักได้ทันทีว่าความผิดพลาดครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของฟันเฟืองที่ขัดข้อง แต่มันคือการเปิดประตูสู่บางสิ่งที่เขาไม่ควรแตะต้อง
เขารีบคว้าผ้าคลุมผืนหนาโยนทับลงบนเครื่องจักรนั้น แต่ทว่าเงาของมันกลับพุ่งทะลุผ่านผ้าออกมาเป็นรูปร่างที่บิดเบี้ยว คีรินถอยกรูดไปชนกับชั้นวางอุปกรณ์โลหะจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องโถงกว้างที่เงียบงัน
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาฬิกาเรือนนี้เริ่มหยั่งรากลึกลงไปตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นเพียงเด็กฝึกงานในหอสังเกตการณ์หลวง เขาจดจำได้ดีว่าอาจารย์มักจะพร่ำสอนว่าเวลาไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะไปควบคุมได้ แต่มันคือสายน้ำที่ไหลไปตามครรลองของดวงดาว
ทว่าคีรินกลับหลงใหลในความแม่นยำและการหยุดนิ่งของเวลา เขาต้องการสร้างเครื่องจักรที่สามารถตรึงช่วงเวลาแห่งความสุขไว้ได้ชั่วนิรันดร์ ซึ่งเป็นความทะเยอทะยานที่ขัดกับหลักการพื้นฐานของช่างนาฬิกาทุกคน
ความขัดแย้งภายในใจของเขาเริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อเขาต้องเลือกระหว่างการรักษาอาชีพของตนด้วยการทำลายเครื่องจักรชิ้นนี้ทิ้ง หรือการเสี่ยงชีวิตเพื่อดูว่าผลลัพธ์ของการทำลายกฎเกณฑ์ธรรมชาติจะนำพาเขาไปสู่จุดใด
เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมาเปิดอ่านลายมือหวัดๆ ของตัวเองที่บันทึกถึงทฤษฎีการย้อนกระแสเวลาผ่านเฟืองสเตลลาร์ นี่คือสิ่งที่เขาฝันถึงมาตลอดชีวิต แต่การเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เขารู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แล่นเข้าสู่ไขสันหลัง
ทุกครั้งที่เขามองเห็นเงาประหลาดนั่น คีรินรู้สึกว่าความทรงจำบางอย่างของเขาเริ่มเลือนหายไป ราวกับว่าตัวตนของเขาถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเครื่องจักรกลนี้ เขาไม่อาจยอมให้ตัวเองสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับผู้เป็นที่รักไปเพื่อแลกกับความสำเร็จเพียงชั่วคราว
แต่ในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดของความลับที่ซ่อนอยู่หลังหน้าปัดสุริยะนั้นกลับรุนแรงเกินกว่าจะต้านทานไหว เขาเริ่มสงสัยว่าหากเขาสามารถควบคุมมันได้จริงๆ เขาอาจจะสามารถย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้เสียที
ความลังเลใจทำให้มือของเขาสั่นเทา คีรินตัดสินใจหยิบไขควงเหล็กกล้าขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่ได้จะซ่อมมัน แต่เขากำลังจะทำลายมันทิ้งเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพื่อยุติสิ่งที่เขาก่อขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อคีรินตัดสินใจกระชากฝาครอบหลักออก เสียงโลหะกระทบกันดังแหลมเล็กบาดหู แรงสั่นสะเทือนกระจายตัวออกไปราวกับคลื่นน้ำที่ถูกก้อนหินกระทบจนโคมไฟในห้องต่างพากันแตกกระจายทีละดวง
เขารีบใช้ประแจล็อกแกนหมุนหลักเอาไว้ แต่ฟันเฟืองกลับหมุนเร็วกว่าเดิมจนเกิดประกายไฟสีน้ำเงินแลบแปลบออกมา เสียงของเข็มทิศดาราศาสตร์ที่เริ่มร้องครวญครางเหมือนสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บทำให้เขารู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านผิวหนัง
เขาพยายามดึงแท่งตะกั่วออกมาเพื่อหยุดการถ่ายโอนพลังงาน แต่ความร้อนจากตัวเครื่องกลับสูงขึ้นจนลวกมือของเขาจนแดงฉาน คีรินคำรามด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่ยอมปล่อยมือจากเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานของเขาก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดย 'มินตรา' หญิงสาวผู้เป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเขา เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพห้องที่ถูกปกคลุมไปด้วยมวลพลังงานสีหม่นที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ
มินตราตะโกนเรียกเขาด้วยความตระหนก แต่คีรินแทบไม่ได้ยินเสียงของเธอ เขามุ่งมั่นอยู่กับการฝังแท่งตะกั่วลงในช่องว่างของเฟืองที่กำลังร้อนจัด เพื่อให้มันหยุดหมุนอย่างถาวร
ความพยายามของเขาสัมฤทธิ์ผลเมื่อแท่งตะกั่วเข้าไปขัดขวางกลไกได้สำเร็จ เสียงทุกอย่างเงียบลงอย่างฉับพลันราวกับโลกทั้งใบถูกดึงปลั๊กออก ทว่าผลกระทบที่ตามมาคือแรงอัดอากาศมหาศาลที่กระแทกเขากับมินตราจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งคู่ที่ดังแข่งกับเสียงหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากเพดาน คีรินพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นด้วยความยากลำบาก เขารู้สึกถึงหยาดเลือดที่ไหลลงมาจากหน้าผาก
มินตราค่อยๆ คลานเข้ามาหาเขา เสียงของเธอสั่นเครือขณะถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คีรินทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปนั้นคือการทำลายผลงานชิ้นเอกเพียงชิ้นเดียวที่จะพิสูจน์คุณค่าของเขาในฐานะช่างนาฬิกาผู้เก่งกาจที่สุดในยุคนี้
climax เกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรที่ควรจะหยุดนิ่งไปแล้วกลับค่อยๆ เริ่มเดินเครื่องอีกครั้งอย่างแผ่วเบา แต่คราวนี้มันไม่ได้หมุนเพื่อบอกเวลา แต่มันกลับฉายภาพเหตุการณ์ในอดีตขึ้นบนผนังห้อง ภาพของเมืองที่ล่มสลายและดวงดาวที่ดับแสง
คีรินมองภาพเหล่านั้นด้วยความหวาดหวั่น เขาเข้าใจแล้วว่าเครื่องจักรนี้ไม่ได้ซ่อมแซมกาลเวลา แต่มันคือเครื่องเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังจะมาถึงจากจุดจบของเวลาจริงๆ เขาพยายามจะคว้าค้อนหนักมาทุบให้แหลกละเอียด แต่แขนของเขากลับขยับไม่ได้ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตรา
มินตรากรีดร้องเมื่อเห็นว่าร่างของคีรินเริ่มโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ เธอกระโดดเข้าหาเขา หวังจะดึงเขากลับมาจากกระแสพลังงาน แต่สัมผัสของเธอกลับทะลุผ่านตัวเขาไปราวกับเขากลายเป็นเพียงวิญญาณในโหลแก้วที่ลืมเลือน
ความเสียใจและความสำนึกผิดถาโถมเข้าใส่คีริน เขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกาเรือนนี้ เขาต้องการเพียงแค่กลับไปใช้ชีวิตในร้านซ่อมนาฬิกาเล็กๆ ที่ไม่มีเครื่องจักรดาราศาสตร์มาคอยกดดัน เขาหลับตาลงแน่นพร้อมกับอธิษฐานต่อดวงดาวที่เขารักมาตลอดชีวิต
ในขณะที่เขานึกถึงความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าและกลิ่นหอมของกาแฟคั่วบด ร่างของเขาก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความจริง ความร้อนที่เคยมอดไหม้ค่อยๆ เย็นลง และเสียงนาฬิกาทุกเรือนในห้องก็กลับมาเดินเป็นจังหวะที่สม่ำเสมออีกครั้ง
คีรินลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ มินตรายังคงนั่งอยู่ข้างๆ เธอร้องไห้อย่างหนักขณะจับมือเขาไว้แน่น เครื่องจักรดาราศาสตร์บนโต๊ะหยุดสนิทราวกับเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
เขารู้แล้วว่าการฝืนธรรมชาติมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ เขาตัดสินใจเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงในกล่องไม้และล็อคกุญแจไว้อย่างแน่นหนา เขาจะไม่เปิดมันออกมาอีกตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ เขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความทะเยอทะยานที่เคยมีมอดไหม้ไปพร้อมกับความกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจ
มินตราช่วยพยุงเขาขึ้น เธอไม่ได้ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอีกต่อไป ทั้งคู่เดินออกจากห้องทำงานนั้นโดยไม่หันกลับไปมองนาฬิกาเรือนนั้นอีกเลย ทิ้งให้มันจมอยู่กับความมืดมิดในมุมห้องที่ไม่มีใครมองเห็น
รุ่งเช้าวันใหม่มาถึงอย่างเงียบสงบ คีรินเปิดร้านซ่อมนาฬิกาของเขาตามปกติ เสียงติ๊กต่อกที่คุ้นเคยดูมีความหมายลึกซึ้งกว่าเดิม มันไม่ใช่เวลาที่เขาจะไปควบคุม แต่เป็นเวลาที่เขาต้องใช้ไปอย่างทะนุถนอมที่สุด
บนโต๊ะทำงานของเขายังคงมีรอยขีดข่วนจางๆ จากเหตุการณ์ในคืนนั้น แต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเสียใจอีกต่อไป มันเป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบทำลายทุกสิ่งเพียงเพราะความต้องการที่ไร้ขอบเขต
เขาหยิบนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าของลูกค้าขึ้นมาซ่อมด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน มองดูเข็มวินาทีที่เดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นและไม่คิดจะหันหลังกลับไปอีกเลย ชีวิตของเขาดำเนินไปในจังหวะของมันเอง โดยไม่มีพายุหมุนหรือกาลเวลาที่บิดเบี้ยวมาคอยรบกวนอีกต่อไป
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เงารักใต้แสงจันทร์
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น