ความเย็นจัดระดับติดลบห้าสิบองศาแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าชุดกันหนาวหนาเตอะของ คีริน เข้าไปถึงกระดูกสันหลัง เขาตอกสิ่วเหล็กกล้าลงบนผนังถ้ำน้ำแข็งที่โปร่งแสงราวกับแก้วเจียระไน เศษผลึกน้ำแข็งกระเด็นวับวาวสะท้อนแสงไฟจากหมวกนิรภัยจนดูเหมือนละอองดาวที่กำลังระเบิดตัวท่ามกลางความมืดมิดของใต้พิภพแห่งแอนตาร์กติกา
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อสำรวจทรัพยากรธรรมชาติเหมือนนักธรณีวิทยาคนอื่น แต่มาเพื่อตามหาเสียงสะท้อนที่เขาได้ยินในฝันมาตลอดหลายปี เสียงที่ดูเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นช้าลงเรื่อยๆ จนเกือบจะหยุดสนิท คีรินพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวขุ่น มันจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ที่ขอบแว่นตานิรภัยจนเขาต้องถอดออกแล้วเช็ดด้วยถุงมือหนาๆ อย่างลวกๆ
ทว่าทันทีที่ค้อนกระทบกับชั้นน้ำแข็งชั้นที่สาม จังหวะที่เขาคาดหวังกลับกลายเป็นเสียงสั่นสะเทือนที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งโถงถ้ำ มันไม่ใช่เสียงของหินกระทบน้ำแข็ง แต่มันคือเสียงของกลไกโบราณที่กำลังปลดล็อกตัวเอง ความสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงจนคีรินต้องทิ้งตัวลงกับพื้นน้ำแข็งที่ลื่นปรื๊ดเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย มือของเขาคว้าคบไฟสำรองไว้แน่นในขณะที่ผนังถ้ำเริ่มมีรอยร้าวเป็นสายใยคล้ายใยแมงมุมที่ส่องแสงสีฟ้าจางๆ ออกมา
คีรินมองดูรอยร้าวนั้นด้วยความตื่นตะลึง มันไม่ใช่รอยร้าวธรรมชาติ แต่มันคือลวดลายที่ถูกจารึกไว้อย่างประณีตบรรจงคล้ายกับอักษรโบราณที่สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ความกระหายใคร่รู้ที่เขามีมาตลอดชีวิตกำลังจะได้รับการตอบสนอง แต่พร้อมกับความกลัวที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็งรอบข้าง
เขายันกายลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้รอยร้าวนั้นอีกก้าว แสงจากหมวกนิรภัยสาดส่องลงไปในช่องว่างที่เพิ่งเปิดออก สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่หินหรือน้ำแข็ง แต่มันคือดวงตาขนาดมหึมาที่แช่แข็งอยู่ในก้อนผลึกสีอำพัน มันไม่ได้ขยับ แต่มันดูเหมือนกำลังจ้องมองเขากลับมาด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกสุดหยั่ง คีรินแทบหยุดหายใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไหลผ่านเข้าสู่กระแสความคิดของเขาโดยตรง
ความรู้สึกนั้นไม่ใช่คำพูด แต่มันคือภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน ภาพของเมืองที่ล่มสลายท่ามกลางพายุหิมะที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และผู้คนที่ยอมสละจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อรักษาความทรงจำของโลกใบนี้เอาไว้ในชั้นน้ำแข็ง คีรินทรุดลงนั่งกับพื้นอีกครั้ง ความสับสนตีรวนอยู่ในหัวสมองของเขาจนแทบจะระเบิดออก เขาเป็นเพียงแค่นักสำรวจคนหนึ่งที่พยายามหนีจากอดีตของตัวเองมาไกลถึงสุดขอบโลก แต่ตอนนี้ดูเหมือนอดีตของโลกใบนี้กำลังจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
ขณะที่คีรินกำลังจ้องมองดวงตานั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังสะท้อนมาจากทางเข้าถ้ำ ซึ่งไม่ใช่เสียงของคนเพียงคนเดียวแต่น่าจะเป็นทีมสำรวจอีกกลุ่มที่ตามมาสมทบ เขาตัดสินใจรีบเอาแผ่นพลาสติกใสปิดทับรอยร้าวนั้นไว้เพื่อปกปิดหลักฐานที่น่าสะพรึงกลัวนี้ก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็น การขุดค้นนี้มีความลับที่ใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานใดจะรับมือได้ โดยเฉพาะเมื่อเขารู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในน้ำแข็งกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างกับเขาเป็นการส่วนตัว
คีรินรีบเก็บเครื่องมือลงในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ขณะที่กลุ่มคนแปลกหน้าสามคนเดินเข้ามาในแสงไฟของเขา ชายร่างสูงใหญ่ที่นำหน้ามาคือ ธันวา หัวหน้าทีมสำรวจร่วมที่มีแววตาเฉียบคมและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ธันวาหยุดชะงักเมื่อเห็นคีรินนั่งอยู่หน้าผนังถ้ำที่ดูแปลกตาไปจากเดิม เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“นายพบอะไรเข้าหรือเปล่าคีริน ทำไมพื้นที่ตรงนี้ถึงมีรอยร้าวแปลกๆ แบบนั้น” ธันวาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับส่องไฟฉายแรงสูงไปที่ผนังน้ำแข็งที่คีรินเพิ่งจะเอาแผ่นพลาสติกปิดทับไว้ คีรินแสร้งทำเป็นหยิบเครื่องวัดความหนาแน่นขึ้นมาตรวจสอบแล้วตอบกลับไปอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่อุบัติเหตุทำค้อนหลุดมือจนผนังร้าว ผมกำลังจะซ่อมมันก่อนที่แรงดันน้ำแข็งจะทำให้มันแตกมากกว่านี้” คีรินพยายามบังสายตาของธันวาด้วยการขยับตัวไปขวางทางไว้ มือของเขาสั่นเบาๆ ขณะที่พยายามล็อกเครื่องมือให้แน่นที่สุด ธันวาหรี่ตาลงมองคีรินราวกับจะจับผิด แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนักนอกจากหัวเราะในลำคอ
“ระวังหน่อยก็ดีนะคีริน พลาดมาคราวนี้เราอาจจะถูกฝังทั้งเป็นก่อนจะได้กลับออกไปข้างบน” ธันวาพูดทิ้งท้ายก่อนจะหันไปสั่งงานลูกทีมให้เตรียมติดตั้งเครื่องเจาะลึก คีรินพ่นลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าความลับของเขายังคงปลอดภัยอยู่ในชั่วขณะนี้ แต่เขารู้ดีว่าเวลาของเขามีจำกัดเหลือเกิน ความร้อนจากเครื่องเจาะของธันวาจะทำให้ชั้นน้ำแข็งนี้ละลาย และเมื่อนั้นสิ่งที่หลับใหลอยู่ข้างในจะถูกปลุกขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คีรินเดินเลี่ยงออกมาจากจุดที่ธันวากำลังติดตั้งเครื่องมือ เขาเดินลึกเข้าไปในถ้ำเพื่อมองหาทางออกอื่นที่อาจจะพาเขาหนีไปจากที่นี่ แต่ทุกย่างก้าวกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดกลับไปยังจุดที่มีดวงตานั้นอยู่ ราวกับว่ามีแรงแม่เหล็กบางอย่างที่กำลังทำงานกับจิตใจของเขา ความทรงจำที่เขาเคยพยายามลืมเลือนค่อยๆ ผุดขึ้นมาเหมือนฟองอากาศที่ลอยขึ้นจากก้นบึ้งของมหาสมุทร
ในความทรงจำนั้นเขาไม่ได้ชื่อคีริน เขาคือนักบวชแห่งเผ่าพันธุ์ที่ถูกสาปแช่งให้เฝ้ามองโลกที่กำลังเย็นเยือกตายลงอย่างช้าๆ เขาต้องเลือกระหว่างการช่วยชีวิตผู้คนด้วยการกักขังดวงวิญญาณไว้ในน้ำแข็ง หรือปล่อยให้ทุกอย่างจบสิ้นลงด้วยหายนะที่ไม่มีวันหวนคืน คีรินสะดุ้งสุดตัวเมื่อเดินไปชนกับเสาน้ำแข็งแท่งหนึ่งจนทำให้เขาต้องตั้งสติใหม่ นี่ไม่ใช่ความทรงจำของเขา แต่มันเป็นความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดมาจากสิ่งที่อยู่ในผนังถ้ำนั้น
เขาต้องหยุดธันวาไม่ให้ขุดเจาะตรงนั้นเด็ดขาด หากสิ่งนั้นถูกปลุกขึ้นมาด้วยความโลภของมนุษย์ มันอาจจะไม่ได้นำมาซึ่งความรู้ แต่มันคือคำสาปที่จะกระจายไปสู่โลกภายนอก คีรินหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาพยายามติดต่อฐานหลักที่อยู่ข้างบน แต่สัญญาณกลับถูกรบกวนด้วยคลื่นความถี่ประหลาดที่ดังเหมือนเสียงสวดอ้อนวอนจากอดีตกาล เขาต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่เครื่องเจาะของธันวาจะเริ่มทำงานในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
คีรินกลับไปที่จุดเดิม เขาเห็นธันวากำลังเตรียมตั้งค่าเครื่องเจาะพลังงานสูงที่สามารถทะลุผ่านชั้นน้ำแข็งได้ทุกชนิด ธันวาดูตื่นเต้นมากกับการสำรวจครั้งนี้ เขาเชื่อว่าใต้ชั้นน้ำแข็งนี้มีแร่ธาตุหายากที่คุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิต คีรินตัดสินใจเดินเข้าไปขวางทางธันวาอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่นที่มากกว่าเดิม
“ธันวา ผมว่าเราควรหยุดการเจาะตรงนี้ไว้ก่อน พลังงานจากเครื่องเจาะอาจทำให้โครงสร้างน้ำแข็งในถ้ำนี้พังถล่มลงมาได้” คีรินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ธันวาหยุดมือที่กำลังตั้งค่าเครื่องจักรแล้วมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เริ่มจะขุ่นมัวด้วยความหงุดหงิด “นายเป็นอะไรไปคีริน เรามาไกลขนาดนี้แล้วนะ จะให้หยุดแค่นี้เหรอ นายกลัวอะไรกันแน่หรือว่านายเจออะไรดีๆ แล้วอยากเก็บไว้คนเดียว?”
คีรินสบตาธันวาอย่างไม่ลดละ “ผมไม่ได้ต้องการเก็บอะไรไว้ ผมแค่ไม่อยากให้เราทุกคนต้องตายเพราะความประมาท” ธันวาเดินเข้ามาใกล้จนเกือบจะชิดตัวคีริน “ถ้าถ้ำนี้จะถล่ม ผมก็พร้อมจะเสี่ยง เพราะถ้าผมได้สิ่งที่อยู่ใต้รอยร้าวนั้น ผมก็ไม่จำเป็นต้องสำรวจอะไรอีกตลอดชีวิต” คีรินเข้าใจในทันทีว่าเขาไม่มีทางเกลี้ยกล่อมชายคนนี้ได้ด้วยเหตุผล
เขามองไปที่เครื่องเจาะขนาดใหญ่ที่เริ่มส่งเสียงครางเบาๆ พลังงานสีแดงเริ่มไหลเวียนผ่านสายไฟที่เชื่อมต่อกับแกนเจาะคริสตัล คีรินรู้ดีว่าถ้าเขายังไม่ทำอะไรสักอย่าง โศกนาฏกรรมเมื่อหลายพันปีก่อนจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจพุ่งตัวไปที่แผงควบคุมหลักของเครื่องเจาะแล้วกระชากสายไฟเส้นที่ใหญ่ที่สุดออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี
“แกทำบ้าอะไร!” ธันวาตะโกนลั่นพร้อมกับพุ่งเข้าใส่คีริน แต่ในจังหวะที่ธันวาจะคว้าตัวเขาได้ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เกิดขึ้นจากผนังน้ำแข็งที่เขาเพิ่งจะพยายามปกป้องไว้ ดวงตาที่อยู่ในผนังน้ำแข็งเริ่มขยายตัวกว้างขึ้นและปล่อยพลังงานสีฟ้าสว่างจ้าออกมาจนทุกคนในถ้ำต้องยกมือขึ้นปิดตา
เสียงกรีดร้องที่ไม่มีที่มาดังก้องไปทั่วถ้ำ มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นและความโหยหาที่ถูกกักขังมาอย่างยาวนาน ผนังน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของคีรินถูกแรงอัดกระแทกจนกระเด็นไปไกล แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะหมดสติ เขาเห็นเงาร่างของมนุษย์ที่ดูโปร่งแสงก้าวออกมาจากน้ำแข็งที่แตกสลาย มันเป็นร่างของหญิงสาวที่ดูเหมือนรูปปั้นที่ถูกแกะสลักมาอย่างประณีต แต่เธอกลับมีแววตาที่เต็มไปด้วยชีวิต
ธันวาพยายามจะวิ่งเข้าไปหาเธอด้วยความโลภ แต่ร่างนั้นกลับสลายตัวเป็นละอองหิมะแล้วพุ่งเข้าใส่หน้าอกของคีริน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกายราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง เขาพยายามจะกรีดร้องแต่เสียงกลับหายไปในลำคอ ทุกอย่างรอบตัวเขากลายเป็นความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ในขณะที่ธันวากลับล้มลงกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นพลังที่มองไม่เห็นกระชากวิญญาณของเขากลับไปสู่ความว่างเปล่า
คีรินสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายของเขา ความเย็นจัดที่เคยเป็นศัตรูตอนนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ในขณะที่ถ้ำเริ่มถล่มลงมาเป็นเศษน้ำแข็งชิ้นใหญ่ ธันวานอนหมดสติอยู่บนพื้นโดยไม่มีบาดแผลภายนอก แต่คีรินรู้ดีว่าชายคนนี้ไม่มีทางตื่นขึ้นมาได้อีกแล้วในฐานะมนุษย์ปกติ เขาหันหลังให้กับการพังทลายนั้นแล้วเดินออกไปสู่ความมืดที่อยู่เบื้องหน้า
เขารู้แล้วว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร เขาคือผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์ความทรงจำที่หายไป และเขาก็พร้อมที่จะเดินทางต่อไปยังที่ที่ไม่มีใครเคยไปถึง เพื่อรวบรวมสิ่งที่เหลืออยู่ของอดีตที่แตกสลายนั้นให้กลับมารวมกันอีกครั้ง คีรินเดินผ่านหิมะที่ตกหนักโดยไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บ แม้ว่าพายุจะรุนแรงเพียงใด แต่หัวใจของเขากลับเต็มไปด้วยความสงบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อเขาก้าวพ้นจากปากถ้ำสู่ที่โล่งกว้างใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงเหนือที่เต้นระบำอย่างงดงาม คีรินหยิบเข็มทิศทองเหลืองเก่าแก่ที่ได้รับมาจากสิ่งที่อยู่ในถ้ำออกมาดู เข็มของมันไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือ แต่มันชี้ไปทางใจกลางของทวีปที่ถูกลืมเลือน เขายิ้มออกมาอย่างแผ่วเบาแล้วก้าวเดินต่อไปในความมืดมิดที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า
ในความทรงจำสุดท้ายที่เขามี เขาเห็นภาพของโลกที่ไม่ใช่แค่ก้อนหินและน้ำแข็ง แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจและรอคอยให้ใครสักคนมาปลุกให้ตื่นขึ้น คีรินรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนานกว่าชีวิตของคนธรรมดา และเขาก็พร้อมที่จะแบกรับภาระนั้นไว้เพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมหนาวที่ดูเหมือนจะกำลังขับขานบทเพลงแห่งการเริ่มต้นใหม่
หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมรอยเท้าของเขาจนมิดชิด ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีใครรู้ว่าเคยมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่บ้าง คีรินเดินหายเข้าไปในเงามืดของเทือกเขาสูงใหญ่ ทิ้งโลกใบเก่าไว้เบื้องหลังและก้าวเข้าสู่ตำนานบทใหม่ที่ไม่มีวันถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ใดๆ
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เงารักใต้แสงจันทร์
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
พายุหมุนในขวดแก้วใบเก่า
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น