เสียงเคาะไม้ค้อนลงบนผืนระนาดไม้กฤษณาเนื้อแน่นดังสะท้อนก้องไปทั่วเวิร์กชอปที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันมะกอกและขี้เลื่อย พินิจขยับแว่นขยายให้เข้าที่ขณะจ้องมองรอยร้าวขนาดเล็กที่พาดผ่านผืนไม้ผืนที่สิบเอ็ดของระนาดเอกชุดเก่าแก่ เสียงเคาะนั้นไม่ใช่เสียงปกติ แต่มันเหมือนเสียงกระซิบที่แผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบงันของยามค่ำคืนในย่านเมืองเก่าที่ผู้คนต่างหลับใหล
เขาถอนหายใจยาว วางเครื่องมือช่างลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า มือสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อหยิบผงฝุ่นละอองสีทองแปลกประหลาดที่ติดอยู่ในรอยร้าวนั้นขึ้นมาพิจารณา แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวราวกับมีลมกรรโชกพัดผ่านห้องที่ปิดตายสนิท ทั้งที่หน้าต่างและประตูทุกบานต่างถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาตามวิสัยของคนที่มีความลับต้องปกป้อง
พินิจเคยได้ยินเสียงเล่าขานจากปู่ของเขาเกี่ยวกับระนาดชุดนี้ว่าเป็นเครื่องดนตรีต้องสาปที่สามารถดึงเอาวิญญาณของผู้บรรเลงให้จมดิ่งลงไปในท่วงทำนองที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขาไม่เคยเชื่อเรื่องงมงายจนกระทั่งวันนี้ ที่เครื่องดนตรีตรงหน้าดูเหมือนจะมีชีวิตและกำลังเรียกร้องหาการซ่อมแซมที่ไม่ใช่เพียงแค่ไม้หรือเชือก แต่เป็นการเติมเต็มช่องว่างที่สูญหายไปนานแสนนาน
เขาหยิบสายหนังที่ถักทอจากเส้นใยพืชชนิดพิเศษขึ้นมาเพื่อเตรียมร้อยผืนระนาดเข้าด้วยกันอีกครั้ง พลันที่นิ้วสัมผัสกับพื้นผิวของไม้กฤษณา ความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งก็แล่นเข้าสู่กระดูกสันหลัง เขาชักมือกลับแทบไม่ทันเมื่อเห็นเงาสะท้อนในเนื้อไม้นั้นไม่ใช่รูปของเขาทว่ากลับเป็นใบหน้าของหญิงสาวที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดในความทรงจำที่เลือนราง
ความรู้สึกกดดันหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในบรรยากาศรอบข้างราวกับออกซิเจนในห้องกำลังถูกสูบออกไป พินิจพยายามควบคุมสติไม่ให้แตกซ่าน เขาหยิบแปรงขนอ่อนปัดฝุ่นละอองสีทองนั้นออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะตัดสินใจหยิบไม้ตีระนาดขึ้นมาลองเคาะเบาๆ ลงบนผืนที่ซ่อมเสร็จแล้ว เสียงดังกังวานใสสะอาดประหนึ่งเสียงระฆังแก้วสะท้อนไปมาในโสตประสาทของเขาอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุด
ทินกรชายหนุ่มผู้เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสำนักดนตรีคู่แข่งก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่มีการเคาะประตู เขามองดูพินิจด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยและริษยาที่ปิดไม่มิด พินิจหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะวางไม้ตีระนาดลงอย่างช้าๆ ราวกับจะบอกให้ผู้มาเยือนรักษามารยาทในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น
เจ้ามาที่นี่ทำไมในเวลาที่ดวงจันทร์เกือบจะมิดดวงเช่นนี้ พินิจเอ่ยถามน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่ละสายตาจากผืนระนาดที่ยังวางไม่เรียบร้อย ทินกรเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานพลางยื่นมือไปหมายจะคว้าเครื่องดนตรีชิ้นนั้นมาพินิจใกล้ๆ แต่พินิจขยับตัวขวางไว้ได้ทันท่วงทีพร้อมกับแววตาที่ดุดันขึ้นกว่าเดิม
ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าสมบัติที่ตระกูลเจ้าเฝ้าปิดตายมาหลายทศวรรษมันมีค่าแค่ไหนกันเชียว ทินกรแค่นหัวเราะในลำคอพลางมองไปรอบๆ ร้านที่เต็มไปด้วยเครื่องดนตรีเก่าเก็บมากมาย ความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขานั้นเด่นชัดจนพินิจรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาใกล้ความสงบสุขที่เขารักษาไว้
สมบัติที่ว่าไม่ได้มีไว้เพื่อซื้อขายหรือโอ้อวด แต่มันมีไว้เพื่อชดใช้กรรมที่บรรพบุรุษของเราได้ก่อไว้ พินิจกล่าวเสียงต่ำพร้อมกับเดินไปเปิดหน้าต่างบานกระทุ้งให้ลมพัดผ่านเข้ามาเพื่อระบายกลิ่นอายความกดดันที่ตลบอบอวลอยู่ภายในห้อง ทินกรไม่สนใจคำเตือนนั้นเขายังคงจ้องมองผืนระนาดด้วยความหลงใหลราวกับต้องมนต์สะกด
ถ้าเจ้าเชื่อว่ามันคือกรรม เหตุใดเจ้าถึงยังพยายามซ่อมแซมมันให้กลับมาส่งเสียงได้อีกครั้ง ทินกรย้อนถามพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก เขาเริ่มเดินสำรวจไปรอบห้องราวกับเจ้าของพื้นที่ พินิจรู้สึกโกรธจนลมหายใจติดขัดแต่เขาก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะรู้ดีว่าหากปะทะกันตอนนี้ความลับที่อยู่ภายในผืนระนาดอาจถูกปลดปล่อยออกมาในทางที่เลวร้ายกว่าเดิม
ข้าซ่อมเพื่อให้มันเงียบลงตลอดกาล ไม่ใช่เพื่อให้มันกลับมาบรรเลงทำนองสังหารผู้คนอีก พินิจตอบพลางเก็บอุปกรณ์การช่างอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมเก็บระนาดเข้ากล่องไม้บุผ้ากำมะหยี่สีแดง ทินกรหยุดเดินที่มุมห้องตรงชั้นวางของเก่าเขาสังเกตเห็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่มีรอยไหม้เกรียมที่ขอบปกและตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาเปิดดูโดยพลการ
เจ้าไม่มีสิทธิ์แตะต้องสิ่งนั้น พินิจตวาดลั่นพร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปแย่งสมุดบันทึกคืนมาได้สำเร็จ แต่ทินกรก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาคว้าแขนของพินิจเอาไว้แน่นจนเกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่กลางห้อง เสียงข้าวของตกหล่นระเนระนาดไปทั่วพื้น ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเมื่อระนาดเอกที่ยังประกอบไม่เสร็จตกลงบนพื้นและเกิดเสียงสะท้อนที่แปลกประหลาดออกมา
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงไม้กระทบไม้ธรรมดา แต่มันเป็นเสียงครางแหลมเล็กที่บาดลึกถึงแก้วหู ทั้งสองคนหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นเงาดำค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากรอยร้าวของผืนไม้กฤษณา เงาดำนั้นแผ่ขยายตัวออกราวกับหมึกที่หยดลงในน้ำใส มันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปตามผนังห้องจนดูเหมือนกับว่าห้องทั้งห้องกำลังจะมีชีวิตขึ้นมา พินิจคว้าไม้ตีระนาดขึ้นมาแล้วตีลงบนผืนไม้สุดแรงเกิดเพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของเงา
หยุดมันไว้ พินิจตะโกนบอกทินกรที่ยังคงยืนตะลึงงันด้วยความหวาดกลัว ทินกรได้สติและรีบหยิบเครื่องดนตรีชิ้นข้างๆ ขึ้นมาช่วยตีประสานเสียงตามจังหวะที่พินิจเริ่มบรรเลง ทั้งสองคนต่างลืมความขัดแย้งในใจไปชั่วขณะเพื่อรับมือกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติที่กำลังกัดกินห้องทำงานของพวกเขา เสียงระนาดที่บรรเลงสอดประสานกันดังก้องไปทั่วหมู่บ้านประหนึ่งเสียงสวดอ้อนวอนจากอดีตที่โหยหาการไถ่บาป
เงาดำนั้นเริ่มหดตัวลงเมื่อทำนองเพลงที่บรรเลงนั้นเป็นท่วงทำนองที่ถูกต้องตามตำราโบราณ พินิจหลับตาลงขณะที่นิ้วมือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วบนผืนระนาด ความทรงจำในอดีตชาติที่เขาเคยลืมเลือนเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงคำนึง เขาเห็นตัวเองเป็นคนร้อยเชือกผืนระนาดนี้เมื่อร้อยปีที่แล้ว และเขาก็คือคนที่ทำพลาดจนทำให้เสียงดนตรีกลายเป็นคำสาปแช่ง ทินกรเองก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงนี้เช่นกัน
จังหวะสุดท้ายของการบรรเลงจบลงพร้อมกับเสียงกังวานที่ค่อยๆ จางหายไป เงาดำนั้นสลายตัวกลายเป็นฝุ่นผงสีทองกระจายไปทั่วห้อง พินิจทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เหงื่อกาฬไหลชุ่มไปทั่วใบหน้า ทินกรวางไม้ตีระนาดลงด้วยมือที่ยังสั่นเทา เขามองดูพินิจด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความริษยาถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ถึงบาปกรรมที่พวกเขาทั้งคู่ต้องแบกรับ
ทำไมเจ้าถึงไม่บอกความจริงกับข้าตั้งแต่แรก ทินกรถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะมองดูเศษฝุ่นสีทองที่ยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ พินิจเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจยาวก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าทุกครั้ง เพราะความจริงนั้นมันหนักหนาเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะแบกไว้เพียงลำพัง และข้าเองก็หวังเพียงว่าการซ่อมครั้งนี้จะปิดฉากความแค้นที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
พินิจลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปหยิบสมุดบันทึกที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วส่งให้กับทินกรเพื่ออ่านสิ่งที่จารึกไว้ภายใน เขาต้องการให้ทินกรได้รับรู้ว่าความภูมิใจของตระกูลดนตรีที่ทั้งคู่สังกัดอยู่นั้นไม่ได้มีค่ามากกว่าชีวิตของผู้คนที่ต้องสังเวยให้กับทำนองที่ผิดพลาด ทินกรรับสมุดไปอ่านด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้นทุกขณะที่เปิดผ่านแต่ละหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยคราบกาลเวลา
ถ้าอย่างนั้น เราควรจะทำอย่างไรกับระนาดชุดนี้ต่อไป ทินกรถามพลางเงยหน้าขึ้นมองผืนระนาดที่ตอนนี้กลับมาดูเป็นเพียงไม้กฤษณาธรรมดาๆ อีกครั้ง พินิจมองดูผืนไม้ที่ได้รับการร้อยเชือกใหม่จนสมบูรณ์แบบก่อนจะตัดสินใจหยิบกล่องไม้ขึ้นมาปิดผนึกมันไว้อย่างมิดชิด ความสงบสุขกลับคืนสู่ห้องทำงานอีกครั้ง แต่มันเป็นความสงบที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
เราจะฝังมันไว้ใต้รากต้นกฤษณาที่หลังบ้าน เพื่อให้เสียงของมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ไม่มีวันจะหวนกลับมาทำร้ายใครได้อีก พินิจกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด ทินกรพยักหน้ายอมรับข้อเสนอโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ อีก ทั้งสองคนเดินออกจากห้องทำงานไปสู่ความมืดของสวนหลังบ้านภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังสว่างขึ้นอีกครั้งหลังจากมืดมิดไปช่วงหนึ่ง
ความเงียบเข้าปกคลุมสวนไม้กฤษณาขณะที่พวกเขาร่วมกันขุดดินลงไปลึกพอที่จะเก็บรักษาความลับนี้ไว้ พินิจมองดูทินกรที่กำลังช่วยเขาฝังกล่องไม้ด้วยความรู้สึกที่เบาใจอย่างประหลาด เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าศัตรูที่เขาเกลียดชังจะกลายมาเป็นผู้ร่วมชะตากรรมในการลบล้างบาปที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ การกระทำของพวกเขาในค่ำคืนนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของทั้งสองสำนัก
เมื่อกลบดินจนเรียบเสมอกับพื้นดิน พินิจวางมือลงบนผืนดินนั้นแล้วหลับตาลงอีกครั้ง เขาไม่ได้ยินเสียงระนาดหรือคำสาปใดๆ อีกต่อไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันระหว่างเขากับทินกรใต้เงาไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมเบาๆ ทินกรหันมามองพินิจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้พูด แต่ดูเหมือนว่าพินิจเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ ในเวลานี้อีกแล้ว
แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณเริ่มทอแสงสีส้มอ่อนๆ จับขอบฟ้าที่ปลายสวน ทั้งคู่ยืนเคียงข้างกันมองดูความเปลี่ยนแปลงของทัศนียภาพที่ดูเหมือนจะสว่างไสวขึ้นกว่าวันวาน พินิจรู้สึกได้ว่าหัวใจที่เคยหนักอึ้งบัดนี้เบาบางลงดุจขนนกที่ปลิวลอยไปตามกระแสลม เขาหันไปพยักหน้าให้กับทินกรเป็นการอำลา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อเริ่มต้นชีวิตที่ปราศจากพันธนาการจากอดีตที่สาบสูญ
ภายในห้องทำงานที่เคยเต็มไปด้วยความกดดัน ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่อบอุ่น พินิจหยิบไม้กวาดขึ้นมาทำความสะอาดผงฝุ่นที่เหลืออยู่อย่างใจเย็น เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เขามั่นใจว่าทุกย่างก้าวที่เขากำลังจะเดินต่อไปนั้นจะเป็นก้าวที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องหันหลังกลับไปมองเงาของใครหรือเสียงของสิ่งใดที่เคยคอยตามหลอกหลอนมาตลอดชีวิต
ทินกรเดินลับตาไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกฤษณาที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศราวกับจะเตือนใจถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา พินิจวางไม้กวาดลงแล้วเดินออกไปยืนหน้าประตูร้าน มองดูผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตยามเช้าด้วยความหวังที่สดใหม่ เขาหยิบสร้อยคอรูปขลุ่ยเล็กๆ ขึ้นมาห้อยไว้ที่คอแทนที่ระนาดที่ถูกฝังไป เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นบทเพลงใหม่ที่เขาจะเป็นคนกำหนดจังหวะเองทั้งหมด
แสงแดดส่องกระทบใบหน้าของพินิจเมื่อเขาก้าวออกมาจากร้าน เขาไม่ได้มองย้อนกลับไปที่รอยแยกบนหน้าต่างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทางผ่านของวิญญาณร้าย บัดนี้รอยแยกนั้นได้รับการซ่อมแซมอย่างเรียบร้อยและมั่นคงพอที่จะยืนหยัดต่อสู้กับกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป เสียงนกร้องยามเช้าดังแทรกเข้ามาแทนที่เสียงดนตรีหลอนประสาทที่เคยครอบงำ เขาเดินไปตามถนนสายเล็กๆ ในเมืองเก่าด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมกับเขา
ทุกย่างก้าวบนพื้นถนนหินกรวดทำให้เขารู้สึกถึงความมั่นคงที่แท้จริง พินิจเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ไม่มีร่องรอยของสุริยุปราคาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อคืนเหลืออยู่อีกต่อไป ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเป็นจริงที่เรียบง่ายและธรรมดา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาโหยหามาโดยตลอดชีวิต ในที่สุดเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของรอยเลื่อนในใจของเขาก็เงียบลงอย่างสมบูรณ์ และเหลือไว้เพียงท่วงทำนองของความสงบสุขที่กำลังบรรเลงอย่างแผ่วเบาในจิตวิญญาณ
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เงารักใต้แสงจันทร์
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น