สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ราวกับท้องฟ้ากำลังร้องไห้ให้กับความวิปริตที่ซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์หลังเก่าปลายหมู่บ้าน 'ธันวา' ช่างภาพอิสระผู้หลงใหลในสถาปัตยกรรมที่ถูกลืม ก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันเก่าของเขา สายตามองไปยังโครงสร้างไม้ผุพังที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางดงหญ้ารกชัฏ ที่นี่คือบ้านตระกูลวรโชติ สถานที่ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'อย่าได้ก้าวเท้าเข้าไปหากยังอยากเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้' แต่สำหรับธันวา ความกลัวเป็นเพียงเครื่องปรุงรสชั้นดีสำหรับงานศิลปะของเขา
เขาก้าวผ่านประตูไม้บานใหญ่ที่ส่งเสียงครวญครางราวกับจะห้ามปราม กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของกาลเวลาที่ตายแล้วปะทะเข้ากับจมูกทันที แสงไฟฉายในมือของเขาฉายสาดส่องไปตามผนังที่ลอกร่อน เผยให้เห็นร่องรอยของความหรูหราในอดีตที่บัดนี้เหลือเพียงเศษซาก ธันวาเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาพบกับบันไดไม้ที่ดูเหมือนจะทอดยาวขึ้นไปสู่ความมืดมิดเบื้องบน ห้องใต้หลังคา... สถานที่ที่เขาใฝ่ฝันจะเก็บภาพที่สุดในบ้านหลังนี้
เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องไปทั่วบ้าน ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินตามอยู่ห่างๆ ธันวาหยุดชะงัก หันหลังกลับไปมอง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าที่ถูกเติมเต็มด้วยฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ 'คงเป็นแค่เสียงลม' เขาพึมพำกับตัวเองเพื่อปลอบขวัญ ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ทุกก้าวที่เหยียบลงไปบนไม้กระดานที่ผุพังสร้างเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งสูงขึ้นไป กลิ่นของความตายก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น กลิ่นที่คล้ายกับเนื้อเน่าผสมกับดอกไม้แห้งที่ถูกทิ้งไว้นานปี
เมื่อไปถึงชั้นบนสุด สิ่งที่เขาพบไม่ใช่ห้องเก็บของธรรมดา แต่เป็นห้องโถงกว้างที่มีหน้าต่างบานเดียวเปิดอ้าไว้ สายลมเย็นเยียบพัดพาเอาผ้าม่านเก่าขาดวิ่นให้สะบัดไหวเหมือนมือของวิญญาณที่พยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว กลางห้องมีเก้าอี้โยกตัวหนึ่งตั้งอยู่ มันกำลังไกวไปมาอย่างช้าๆ ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านจุดนั้นเลย ธันวารู้สึกถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง มือของเขาสั่นเทาขณะยกกล้องขึ้นเลนส์โฟกัสไปที่เก้าอี้ตัวนั้น แต่ทว่าในช่องมองภาพ เขากลับเห็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรเห็น
ในช่องมองภาพนั้น มีเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ผมยาวรุงรังปิดบังใบหน้า มือของเธอยาวผิดปกติและมีเล็บที่แหลมคมราวกับกรงเล็บสัตว์ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ธันวาลดกล้องลงด้วยความตื่นตระหนก แต่เมื่อมองด้วยตาเปล่า เขากลับเห็นเพียงเก้าอี้ว่างเปล่า ความสับสนเริ่มกัดกินจิตใจ เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่กล้องเห็นมากกว่าดวงตาของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจยกกล้องขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขากดชัตเตอร์รัวไม่ยั้ง เสียงชัตเตอร์ดังสะท้อนไปมาในห้องที่ควรจะเงียบสงัด เสียงนั้นเริ่มเปลี่ยนไป มันไม่ได้เป็นเพียงเสียงกลไก แต่เริ่มกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่โหยหวนและแหลมสูง
ฉับพลัน ประตูห้องใต้หลังคาก็กระแทกปิดลงอย่างรุนแรง ธันวารีบวิ่งไปที่ประตูแล้วกระชากลูกบิด แต่มันถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาจากภายนอก เขาเริ่มทุบประตูด้วยความบ้าคลั่ง 'เปิดสิ! ใครก็ได้เปิดออกไปที!' เขาตะโกนก้อง แต่เสียงของเขากลับดูเหมือนถูกกลืนกินโดยความมืดภายในห้อง ความมืดที่เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง เงาสีดำค่อยๆ ขยายตัวออกจากมุมห้อง รูปร่างที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ธันวาถอยกรูดไปจนหลังชนฝาผนัง เขามองเห็นเงาของหญิงสาวคนเดิมยืนอยู่ตรงหน้าเธอห่างออกไปเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงจนชวนอาเจียนฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เธอยื่นมือที่แห้งกรังมาจับที่ลำคอของเขา แรงบีบนั้นมหาศาลจนทำให้เขารู้สึกเหมือนคอจะหักสะบั้น ธันวาดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่ในขณะที่เขากำลังจะขาดใจตาย เขาก็เห็นภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานเก่าที่มุมห้อง ในนั้นเขาไม่ได้อยู่คนเดียว แต่รอบตัวเขาเต็มไปด้วยวิญญาณที่ถูกจองจำในบ้านหลังนี้ พวกเขาทุกคนต่างมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและความหิวโหย
ความทรงจำในอดีตเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัวของเขา ธันวาจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมาที่นี่ตอนเด็กๆ เขาจำได้ว่าเขาเคยเผลอทำสร้อยคอของหญิงสาวคนหนึ่งตกหายไปในห้องนี้ และมันคือจุดเริ่มต้นของคำสาปที่ตามหลอกหลอนตระกูลวรโชติมาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่แค่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง แต่เขาเองต่างหากที่ถูกทิ้งไว้กับความผิดบาปที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยก่อ หญิงสาวตรงหน้าคือเจ้าของสร้อยเส้นนั้น เธอไม่ได้ต้องการชีวิตเขาในทันที แต่เธอต้องการให้เขาเป็นผู้เฝ้าบ้านคนต่อไป
แรงบีบที่ลำคอค่อยๆ ผ่อนลง แต่ความมืดมิดที่โอบล้อมกลับหนาแน่นขึ้น ธันวารู้สึกว่าวิญญาณของเขาเริ่มหลุดลอยออกจากร่าง เขามองลงไปเห็นร่างของตัวเองที่ทรุดกองลงกับพื้น ดวงตาที่ไร้วิญญาณจ้องมองไปยังเพดานห้องใต้หลังคาที่แตกร้าว ในวินาทีสุดท้ายที่สติของเขาดับวูบไป เขาได้ยินเสียงกระซิบข้างหู 'ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... คนที่สิบสาม'
รุ่งเช้าวันถัดมา สายฝนหยุดตกแล้ว ชาวบ้านที่เดินผ่านคฤหาสน์หลังนั้นต่างมองขึ้นไปที่หน้าต่างห้องใต้หลังคา พวกเขาเห็นเงามืดของชายคนหนึ่งยืนมองลงมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ ไม่มีใครกล้าสงสัยว่าทำไมรถยนต์คันเก่าถึงยังจอดสนิทอยู่ที่เดิม เพราะทุกคนรู้ดีว่าบ้านวรโชติไม่เคยปล่อยให้แขกที่มาเยือนได้กลับไปง่ายๆ และบทเพลงแห่งความสยดสยองที่ห้องใต้หลังคาได้เริ่มบรรเลงบทใหม่ขึ้นอีกครั้ง โดยมีธันวาเป็นนักแสดงหลักผู้นิรันดร์
ธันวากลายเป็นส่วนหนึ่งของผนังไม้ เป็นส่วนหนึ่งของเสียงลมที่หวีดหวิว และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ไม่มีวันตาย เขาเห็นภาพผู้คนผ่านหน้าต่างบานเดิม เห็นความตายที่วนเวียนเป็นวงกลม และที่แย่ที่สุดคือ เขาเห็นตัวเองในอนาคตที่กำลังจะเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วงจรแห่งความทรมานนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ความมืดในห้องใต้หลังคายังคงหิวโหยชีวิตใหม่ๆ มาประดับไว้ในคอลเลกชันแห่งวิญญาณที่ไม่มีวันได้ไปผุดไปเกิด
เขารวบรวมเศษเสี้ยวของสติที่เหลืออยู่ พยายามจะตะโกนเตือนผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามา แต่เสียงของเขากลับกลายเป็นเพียงเสียงแมลงที่บินชนกระจก เป็นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เป็นเพียงเสียงเบาๆ ที่แทรกไปกับสายลมแห่งความตายที่พัดพาผ่านคฤหาสน์หลังนั้นไปชั่วกาลนาน โดยที่โลกภายนอกไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ความสยองขวัญที่แท้จริงไม่ใช่ผีที่น่ากลัว แต่คือการถูกจองจำอยู่ในสถานที่ที่ความหวังไม่เคยย่างกรายเข้าไปถึงได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
เงารักใต้แสงจันทร์
พันธนาการแห่งกลิ่นอายสีเทา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น