คฤหาสน์ตระกูลเวสวิคตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกหนาตลอดทั้งปี ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนขวัญอ่อน และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ที่ที่ใครจะอยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็นจริงๆ อคิน ชายหนุ่มวัยสามสิบปีผู้มีอาชีพเป็นนักประเมินของเก่าได้รับจดหมายเชิญให้มาสำรวจสมบัติภายในคฤหาสน์แห่งนี้หลังจากที่เจ้าของคนสุดท้ายจากไปอย่างปริศนา เขามาถึงในยามเย็นที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือด อากาศรอบตัวหนาวเหน็บจนเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่แฝงมากับสายลม
ประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ส่งเสียงครางครืดคราดเมื่อถูกผลักเปิดออก กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและกลิ่นดินที่ชวนให้สะอิดสะเอียนปะทะเข้ากับจมูกทันที โถงทางเดินกว้างขวางทอดยาวลึกเข้าไปในความมืด อคินหยิบไฟฉายขึ้นมาเปิด แสงสีขาวนวลส่องกระทบกับรูปภาพของบรรพบุรุษที่แขวนเรียงรายบนผนัง ดวงตาในภาพวาดเหล่านั้นดูเหมือนจะจ้องมองเขาด้วยความสมเพช ผนังหินเย็นเฉียบราวกับมีชีวิต เขาเดินผ่านห้องโถงหลักไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าตู้กระจกบานหนึ่ง ภายในตู้นั้นมีตุ๊กตาไม้แกะสลักขนาดเท่าเด็กห้าขวบนั่งอยู่ มันมีใบหน้าที่ไร้อารมณ์ ดวงตากลมโตสีดำสนิทราวกับหลุมลึกที่พร้อมจะดูดกลืนทุกอย่างที่จ้องมองมัน
อคินขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าในประวัติของตระกูลเวสวิคไม่มีการกล่าวถึงตุ๊กตาไม้ตัวนี้มาก่อน เขาพยายามจะเปิดตู้กระจกแต่ทว่ามันถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา เขาตัดสินใจวางอุปกรณ์การทำงานลงบนโต๊ะไม้ตัวใกล้ๆ แล้วเริ่มสำรวจพื้นที่รอบๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากห้องโถงชั้นบน มันเป็นเสียงที่ดูเหมือนเท้าเล็กๆ ของเด็กที่วิ่งบนพื้นไม้ อคินชะงัก เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนั้นหยุดลงทันที ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น เขากลับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักที่แผ่วเบาและแหบพร่า
เขาตัดสินใจเดินขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อตรวจสอบต้นตอของเสียง หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก แสงไฟฉายสั่นไหวไปตามจังหวะลมหายใจที่ไม่คงที่ของเขา เมื่อเขาถึงห้องที่อยู่สุดทางเดิน เขาก็พบกับห้องเด็กที่มีของเล่นกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ตุ๊กตาไม้ที่เขาเคยเห็นในตู้กระจกชั้นล่าง บัดนี้มันนั่งอยู่กลางห้อง บนเตียงไม้หลังเก่า อคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เขาไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ ตุ๊กตาตัวนั้นย้ายจากชั้นล่างมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เขาค่อยๆ ก้าวถอยหลัง แต่ทว่าประตูกลับปิดลงด้วยตัวเองอย่างแรงจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
อคินรีบพุ่งตัวไปที่ประตูและพยายามกระชากมันออก แต่มันล็อกแน่นราวกับถูกเชื่อมติดกัน เขาหันกลับมามองตุ๊กตาไม้ตัวนั้นอีกครั้ง คราวนี้เขาสังเกตเห็นรอยร้าวบนใบหน้าของมันที่ดูเหมือนจะลึกขึ้นเรื่อยๆ ปากของตุ๊กตาเริ่มแยกออกจากกันช้าๆ เผยให้เห็นฟันที่ทำจากเศษเหล็กคมกริบ อคินหยิบมีดพกออกมาจากกระเป๋า เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันเกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ปกติไปมาก ตุ๊กตาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เสียงไม้เสียดสีกันดังสนั่นในห้องที่เงียบสงัด
เจ้าตุ๊กตาไม้ก้าวลงจากเตียงด้วยท่วงท่าที่บิดเบี้ยว ขาของมันดูเหมือนจะยาวขึ้นและแขนที่แกว่งไปมาก็ดูมีชีวิตชีวาผิดปกติ อคินตะโกนถามว่ามีใครอยู่ข้างนอกไหม แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงกรีดร้องที่แหลมสูงจนแก้วหูเขาแทบแตก อคินพยายามมองหาทางออกอื่น เขาเห็นหน้าต่างบานหนึ่งที่พอจะปีนออกไปได้ เขาจึงกระโดดเข้าใส่หน้าต่างด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี แต่ทว่าความมืดข้างนอกนั้นไม่ใช่สวนของคฤหาสน์ แต่มันคือช่องว่างสีดำมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด เขารู้สึกเหมือนตกลงไปในที่ที่ไม่มีก้นบึ้ง
เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในห้องโถงชั้นล่างที่เขาเคยยืนอยู่ตอนแรก ทุกอย่างดูเหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือตุ๊กตาไม้ทุกตัวในบ้านเริ่มขยับเขยื้อน พวกมันนับสิบตัวออกมาจากตู้บ้าง จากมุมมืดบ้าง ล้อมรอบเขาไว้ อคินตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คฤหาสน์ของคนเป็น แต่มันคือกับดักที่สะสมวิญญาณของผู้ที่หลงเข้ามา ตุ๊กตาไม้ตัวที่เขาเห็นบนชั้นสองเดินเข้ามาใกล้ที่สุด ใบหน้าของมันบัดนี้มีดวงตาที่กลายเป็นสีแดงก่ำ มันชี้มือมาที่อคินแล้วเปล่งเสียงด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ แต่เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจ
อคินทรุดลงกับพื้น พลังงานในร่างกายของเขาเริ่มถูกดูดออกไปอย่างช้าๆ เขาเห็นภาพนิมิตของอดีตเจ้าของคฤหาสน์ที่ถูกทำพิธีสาปแช่งให้กลายเป็นไม้เพื่อเป็นทาสรับใช้ความมืดตลอดกาล และบัดนี้ มันถึงคราวของเขาแล้ว ผิวหนังของเขาเริ่มแข็งกระด้างและเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหม่น เขาพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ลำคอของเขากลับไม่มีเสียงออกมา มีเพียงเสียงไม้ลั่นเมื่อเขาสั่งการร่างกายไม่ได้อีกต่อไป มือของเขาเปลี่ยนเป็นท่อนไม้ แขนขาของเขาถูกตรึงให้ตายตัว
ในนาทีสุดท้ายก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบไป อคินเห็นตุ๊กตาไม้ตัวเดิมนั่งลงข้างๆ เขา แล้วค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวที่ว่างอยู่ ความมืดมิดเข้าครอบงำดวงตาของเขาอย่างสมบูรณ์ สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้คือความรู้สึกเย็นเฉียบที่แล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อวิญญาณของเขาถูกขังอยู่ในเปลือกไม้ที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีกต่อไป
รุ่งเช้าวันถัดมา คฤหาสน์ตระกูลเวสวิคยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิม หมอกหนายังคงปกคลุมรอบบริเวณ แต่หากใครได้มีโอกาสก้าวเข้าไปในโถงทางเดินหลัก พวกเขาจะพบกับตุ๊กตาไม้ตัวใหม่ที่นั่งอยู่อย่างสงบในมุมมืดของห้องโถง ใบหน้าของตุ๊กตาตัวนั้นดูเหมือนจะมีรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยและดวงตาที่ดูมีความรู้สึกมากกว่าตุ๊กตาตัวอื่นๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ใครก็ตามที่จ้องมองตุ๊กตาตัวนั้นนานเกินไป จะได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ จากข้างในใจว่า ให้ช่วยพาเขาออกไปจากที่นี่ที
ไม่มีใครรู้ว่าคนงานที่หายไปนั้นหายไปไหน และไม่มีใครกล้าพอที่จะเข้าไปสืบค้นความจริงที่อยู่เบื้องหลังผนังหินเหล่านั้น คฤหาสน์ยังคงรอคอยเหยื่อรายต่อไปที่จะเดินเข้ามาติดกับด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกคนต่างพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ผ่านหน้าผาแห่งนั้น แต่บางครั้ง ในคืนที่ลมพัดแรง หากใครได้ผ่านไปใกล้ๆ พวกเขาอาจจะได้ยินเสียงเปียโนร้างบรรเลงเพลงที่ไม่มีโน้ตดนตรี ราวกับว่าบ้านหลังนี้กำลังฉลองให้กับสมาชิกใหม่ที่ถูกเก็บสะสมไว้ในคอลเลกชันไม้แกะสลักแห่งความตาย
อคินไม่ได้หายไปไหน เขายังคงอยู่ที่นั่น ถูกกักขังอยู่ในตุ๊กตาไม้ที่ตั้งอยู่บนชั้นวางที่มืดที่สุด เขามองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องโถง แต่ทำได้เพียงมองผ่านดวงตาไม้ที่ตายด้าน เขาเห็นแมลงคลานผ่านผิวไม้ของเขา เห็นฝุ่นละอองที่เกาะหนาขึ้นทุกวัน ความทรมานจากการที่ไม่มีวันแก่ตายหรือไม่มีวันหลุดพ้นจากความมืดนี้คือสิ่งที่เขาต้องแบกรับไปตลอดกาล นี่คือคำสาปที่ไม่มีวันคลี่คลาย และเป็นบทเรียนที่ไม่มีใครได้รับรู้จนกว่าจะสายเกินไป
คืนแล้วคืนเล่าที่ผ่านไป อคินเริ่มจดจำใบหน้าของตุ๊กตาตัวอื่นๆ ได้ แต่ละตัวล้วนมีเรื่องราวที่น่าสลดใจไม่ต่างจากเขา บางตัวเป็นเด็กหญิงที่หลงทาง บางตัวเป็นนักเดินทางที่หาทางกลับไม่เจอ ความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือการรอคอยใครสักคนที่จะมาทำลายกระจกตู้นี้ เพื่อที่วิญญาณของพวกเขาจะได้หลุดพ้นจากการเป็นทาสไม้ แต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครทำสำเร็จ ทุกคนที่เข้ามาต่างต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของตุ๊กตาไม้ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในห้องโถงที่ไร้เงานี้
ความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่ผีหรือสัตว์ประหลาด แต่คือการที่รู้ตัวว่าเรากำลังจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวัตถุที่ไร้ชีวิตในสถานที่ที่แม้แต่พระเจ้าก็ยังไม่กล้าหันมามอง อคินเริ่มยอมรับชะตากรรมของตัวเอง เขาไม่ได้หวังจะรอดอีกต่อไป แต่เขาหวังเพียงว่าจะมีใครสักคนมาเผาคฤหาสน์หลังนี้ให้ราบคาบ เพื่อที่ความทรมานของพวกเขาทุกคนจะได้จบสิ้นลงไปพร้อมกับเปลือกไม้ที่กักขังวิญญาณนี้ไว้ตลอดไป
แต่ในคฤหาสน์แห่งนี้ เวลาไม่ได้เดินไปตามเข็มนาฬิกา มันวนเวียนอยู่กับความตายและความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อคินรับรู้ได้ถึงผู้มาเยือนคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาในห้องโถง เสียงฝีเท้าของเขาสั่นไหวและดูตื่นตระหนก อคินอยากจะร้องตะโกนบอกให้คนนั้นหนีไป แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่จ้องมองจากในความมืด รอคอยให้เหยื่อรายใหม่เข้ามาสู่กับดักที่ไม่มีวันหนีรอด เป็นวงจรที่โหดร้ายและไม่มีวันจบสิ้นภายในคฤหาสน์ที่ไม่มีใครรู้จักแห่งนี้
ตุ๊กตาไม้ทุกตัวในห้องโถงขยับตัวพร้อมกันเล็กน้อย ราวกับเป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องโถงที่ไร้เงานี้ และในความมืดที่ลึกที่สุด อคินได้แต่รอคอยให้ถึงเวลาที่เขาจะถูกลืมเลือนไปอย่างสมบูรณ์ เพราะในโลกของตุ๊กตาไม้ การถูกลืมคือความตายที่แท้จริงที่สุดที่เขาจะได้รับ
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
รอยร้าวบนผืนผ้าใบแห่งกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น