กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นอับของไม้เก่าลอยอบอวลอยู่ในห้องสตูดิโอใต้หลังคา แสงแดดยามบ่ายทอดยาวผ่านช่องหน้าต่างบานแคบ กระทบเข้ากับฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศราวกับเกล็ดทองคำที่กำลังเต้นระบำ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งนามว่า 'อคิน' ยืนนิ่งอยู่หน้าผืนผ้าใบขนาดใหญ่ มือของเขาสั่นระริกขณะจรดพู่กันลงบนพื้นผิวสีขาวที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการพยายามลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อคินเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงในด้านการวาดภาพเหมือนที่ดูมีชีวิตชีวาเกินจริง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขากลับขังตัวเองอยู่ในโลกของความทรงจำที่แตกสลาย ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่จุดว่างเปล่าบนภาพวาด ราวกับกำลังมองเห็นใบหน้าของใครบางคนที่เคยเลือนหายไปจากชีวิต หน้าต่างบานเก่านั้นส่งเสียงครวญครางจากแรงลมที่ปะทะเข้ามา ราวกับพยายามจะเตือนให้เขาตื่นจากภวังค์อันยาวนาน
ในห้องนี้ไม่มีสิ่งใดนอกจากภาพวาดนับสิบที่วางเรียงรายพิงผนัง ทุกภาพล้วนเป็นภาพของหญิงสาวคนเดิมในอิริยาบถที่แตกต่างกัน บางภาพเธอกำลังยิ้ม บางภาพเธอกำลังหันหลังให้ผู้มอง แต่อคินไม่เคยพอใจกับผลงานชิ้นใดเลย เขารู้สึกว่าเขายังขาดองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ภาพเหล่านั้นกลายเป็นความจริงที่เขาสามารถสัมผัสได้อีกครั้ง
เขาถอนหายใจยาวพลางวางพู่กันลงบนถาดสีที่แห้งกรัง ผิวหนังบริเวณปลายนิ้วของเขาหยาบกร้านจากการทำงานหนักและรอยถลอกของฝีแปรงที่เขาลงมือวาดด้วยความโกรธแค้นในบางคืน เขาเดินไปที่มุมห้องเพื่อหยิบขวดไวน์ที่เหลือเพียงก้นขวด ก่อนจะกระดกมันลงคอเพื่อดับกระหายที่ไม่ได้เกิดจากความหิว แต่เกิดจากความว่างเปล่าภายในใจที่กัดกินเขามานานนับปี
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่บันไดไม้เก่าหน้าห้องสตูดิโอ อคินขมวดคิ้วแน่น เขารู้ดีว่าเวลานี้ไม่ควรจะมีใครกล้าขึ้นมารบกวนเขา เว้นแต่เพียงคนเดียวที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างเขามาโดยตลอดแม้ว่าเขาจะผลักไสออกไปกี่ครั้งก็ตาม 'ริน' หญิงสาวผู้เป็นน้องสาวฝาแฝดของเขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูพลางเคาะเบาๆ สองสามครั้งเป็นจังหวะที่คุ้นเคย
"พี่อคิน ออกมาเถอะค่ะ ข้างล่างมีคนรอพบพี่อยู่นะ" รินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความกังวล เธอทราบดีว่าพี่ชายของเธอกำลังทรมานกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่เธอก็ทำได้เพียงเฝ้ามองจากระยะไกลเท่านั้น แสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นรอยย่นบนใบหน้าของเธอที่ดูเหนื่อยล้าเกินกว่าวัย
อคินหันกลับมามองน้องสาวด้วยสายตาที่เย็นชา "บอกพวกเขาไปว่าฉันไม่รับงานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ฉันต้องการความสงบเพื่อทำงานชิ้นสุดท้ายนี้ให้เสร็จเสียที" คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความห่างเหินและตัดพอน้องสาวที่กำลังพยายามช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่สนใจว่ารินจะรู้สึกอย่างไร
รินขยับเข้ามาในห้องเล็กน้อย สายตาของเธอกวาดมองภาพวาดบนผนังด้วยความเศร้าสร้อย "งานชิ้นสุดท้ายหรือคะ? พี่พูดแบบนี้มาเป็นปีแล้วนะ พี่อคิน... ลิลลี่เขาจากไปนานแล้ว พี่จะยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีวันกลับมาแบบนี้ไปถึงไหนกัน" เธอกัดริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาต่อหน้าพี่ชายที่เธอยังคงรักและห่วงใยเสมอ
อคินชะงักฝีแปรงทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสตูดิโอจนได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นกระหน่ำ เขาหันกลับมาจ้องมองรินด้วยแววตาที่สั่นไหว "เธอไม่เข้าใจหรอกริน มันไม่ใช่แค่เรื่องของลิลลี่ แต่มันคือเรื่องของเวลาที่ฉันทำหายไป ฉันแค่อยากวาดให้มันสมบูรณ์ เพื่อที่ฉันจะได้หยุดฝันถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นเสียที" เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
รินก้าวเข้ามาคว้ามือของเขาไว้แน่น ผิวสัมผัสที่เย็นเฉียบของเธอทำให้เขาต้องยอมลดพู่กันลง "ถ้าภาพวาดพวกนี้คือสิ่งที่ขังพี่ไว้ในอดีต งั้นก็ถึงเวลาที่ต้องทำลายมันทิ้งเสียที เราไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันเถอะค่ะที่อื่น ที่ที่ไม่มีความทรงจำเลวร้ายเหล่านี้หลอกหลอนเราอีก" เธอพยายามโน้มน้าวเขาด้วยความหวังที่ริบหรี่ แต่เธอก็รู้ดีว่าหัวใจของอคินนั้นเปราะบางและแตกสลายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้ง่ายๆ
อคินสะบัดมือออกเบาๆ ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปที่ถนนเบื้องล่างที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ "ฉันไปไหนไม่ได้หรอกริน เพราะถ้าฉันไป ความทรงจำสุดท้ายที่ฉันมีเกี่ยวกับลิลลี่ก็จะสูญหายไปตลอดกาล เธอเข้าใจไหมว่านั่นหมายถึงการที่ฉันต้องยอมรับว่าเธอตายไปแล้วจริงๆ และนั่นคือสิ่งที่ฉันทำไม่ได้" เขากล่าวโดยไม่หันมามองน้องสาวอีกเลย
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อรินตัดสินใจหยิบผืนผ้าใบผืนหนึ่งที่เขาวาดค้างไว้ขึ้นมาถือไว้ในมือ "ถ้ามันทำให้พี่ต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้ หนูจะเป็นคนทำลายมันเอง!" เธอประกาศด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าปกติ ความกลัวที่เคยมีเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่พี่ชายของเธอเลือกภาพวาดมากกว่าชีวิตของตัวเองจริงๆ อคินรีบปรี่เข้ามาคว้าผืนผ้าใบนั้นไว้ทันที ทั้งสองยื้อแย่งกันด้วยความรุนแรงจนล้มลงไปกองกับพื้นสตูดิโอ
เสียงกรีดร้องของรินดังสะท้อนไปทั่วห้องเมื่อเล็บของเธอข่วนเข้าที่แขนของอคินจนเลือดซิบ "พี่หยุดเดี๋ยวนี้! พี่กำลังทำร้ายตัวเองนะ!" เธอกรีดร้องขณะที่น้ำตาไหลพรากออกมาเป็นทาง อคินหยุดชะงักเมื่อเห็นความเจ็บปวดในแววตาของน้องสาว เขารู้สึกตัวว่าเขากำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความรักกับความลุ่มหลงจนเกินพอดี เขาปล่อยมือจากผืนผ้าใบแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
ทันใดนั้น ไฟในห้องก็ดับวูบลงเหลือเพียงแสงสลัวจากพระจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปอย่างประหลาด กลิ่นสีน้ำมันที่เคยฉุนกึกกลับกลายเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลิลลี่ที่อบอวลไปทั่ว เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่มุมห้อง มันดูเลือนรางและโปร่งแสงราวกับหมอกควัน อคินเบิกตากว้าง หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ริน
"ลิลลี่... นั่นเธอใช่ไหม?" อคินพึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือ ร่างนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาหาเขาด้วยท่วงท่าที่งดงามราวกับนางฟ้าในความฝัน แต่ดวงตาของเธอนั้นว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความโศกเศร้า รินที่นั่งอยู่ข้างๆ อคินถึงกับตัวแข็งทื่อ เธอไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ราวกับถูกคำสาปแช่งให้เป็นรูปปั้นไปชั่วขณะ
วิญญาณของหญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ เอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าของอคิน สัมผัสนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งแต่กลับทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่โหยหามานาน "อคิน... คุณวาดฉันมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่คุณต้องหยุดเสียที" เสียงของเธอเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบจากสายลม แต่ละคำที่เธอเอ่ยออกมาทำให้อคินรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดลงบนหัวใจ
อคินร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย "ฉันปล่อยเธอไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเธอ ฉันจะอยู่อย่างไร? ฉันสร้างโลกที่มีเธออยู่ในทุกตารางนิ้ว หากไม่มีเธอ โลกของฉันก็คือความมืดมิด!" เขาพยายามคว้ามือของเธอไว้ แต่สัมผัสกลับทะลุผ่านไปราวกับจับอากาศที่ว่างเปล่า ความจริงที่เจ็บปวดเริ่มกัดกินจิตใจของเขาจนเขารู้สึกราวกับจะสติแตก
ลิลลี่หันไปมองรินที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างๆ ก่อนจะหันกลับมามองอคินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสาร "คุณไม่ได้วาดฉัน อคิน คุณวาดความผิดบาปของคุณต่างหาก คุณพยายามจะแก้ไขอดีตผ่านปลายพู่กัน แต่มันไม่มีวันสำเร็จ เพราะเวลาไม่เคยไหลย้อนกลับสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่" เธอค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับแสงจันทร์ที่หม่นหมองลง
เมื่อเงามืดจางหายไป ไฟในห้องก็กลับมาสว่างอีกครั้ง อคินนั่งนิ่งอยู่บนพื้นท่ามกลางเศษซากของสีและภาพวาดที่ฉีกขาด รินค่อยๆ ขยับตัวได้ เธอรีบเข้ามากอดพี่ชายไว้แน่นด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง ทั้งสองร้องไห้กอดกันท่ามกลางความเงียบงันที่แสนทรมาน อคินสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แท้จริงจากอ้อมกอดของน้องสาว ซึ่งต่างจากความเย็นชาที่เขาได้รับจากภาพวาดที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
อคินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวราวกับเพิ่งปลดพันธนาการหนักอึ้งออกจากบ่า เขาเดินไปหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้หันไปหาผืนผ้าใบที่วาดรูปลิลลี่ แต่เขาหันไปหยิบผ้าใบเปล่าแผ่นใหม่ขึ้นมาวางบนขาตั้ง เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่วาดรูปคนในอดีตอีกต่อไป แต่จะวาดรอยยิ้มของรินที่อยู่ตรงหน้าเขาแทน
รินมองดูพี่ชายที่เริ่มจรดพู่กันลงบนผืนผ้าใบด้วยความหวังที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แม้ว่ารอยร้าวในใจของเขาจะยังคงอยู่และอาจไม่มีวันหายไปสนิท แต่เขาก็ได้เรียนรู้แล้วว่าการยึดติดกับสิ่งที่สูญเสียไปนั้นมีแต่จะทำให้เขาสูญเสียปัจจุบันไปด้วย เธอเดินออกไปจากห้องสตูดิโอทิ้งให้อคินได้เริ่มบทเรียนใหม่ของชีวิตอย่างสงบและเต็มไปด้วยความเข้าใจ
อคินวาดภาพของรินด้วยความตั้งใจจริง ทุกฝีแปรงที่เขาลงไปนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกขอบคุณที่เธอยังคงอยู่เคียงข้างเขา แม้ว่าในใจลึกๆ เขายังคงได้ยินเสียงกระซิบของลิลลี่ที่ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา แต่เขาก็ไม่หันไปมองมันอีกต่อไป เขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยมือของเขาเอง
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้องอีกครั้ง คราวนี้มันดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ภาพวาดบนผืนผ้าใบเริ่มปรากฏเป็นโครงร่างของหญิงสาวที่มีชีวิตชีวา อคินวางพู่กันลงแล้วมองผลงานของตัวเองด้วยรอยยิ้มบางๆ เขาไม่ได้วาดอดีตที่จมดิ่ง แต่เขาวาดลมหายใจของปัจจุบันที่กำลังดำเนินไปอย่างงดงามท่ามกลางเศษเสี้ยวของความทรงจำที่เริ่มเลือนหายไปในเงามืดของห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออกนี้อีกต่อไป
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
เงารักใต้แสงจันทร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น