นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
ท่วงทำนองแห่งเขม่าควันบนผืนผ้าใบไร้สี
แฟนตาซี 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-07

ท่วงทำนองแห่งเขม่าควันบนผืนผ้าใบไร้สี

โดย แอดมิน
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
2 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
ชายหนุ่มผู้มีอาชีพ 'นักดมสี' ต้องเผชิญกับภารกิจสุดท้ายในการผสมสีที่ไม่มีวันจางหายเพื่อรักษาความทรงจำของคนรักที่กำลังเลือนหายไปจากโลกแห่งความเป็นจริง

หยดสีน้ำเงินเข้มร่วงหล่นลงบนจานผสมแก้วคริสตัล เสียงกระทบของมันแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของคนตาย กลิ่นฉุนของสารเคมีและน้ำมันสนฟุ้งกระจายไปทั่วห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยผ้าใบเก่าคร่ำคร่า 'คีริน' ขยับจมูกเบาๆ พยายามแยกแยะองค์ประกอบของสีที่อยู่ตรงหน้าให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาคือนักดมสีผู้มีความสามารถพิเศษในการระบุถึงอารมณ์และเหตุการณ์ที่ซ่อนอยู่ในวัตถุผ่านกลิ่นที่หลงเหลืออยู่

แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามจังหวะลมที่ลอดผ่านรอยแยกของกำแพงหิน คีรินหยิบแปรงขนสัตว์ปลายแหลมขึ้นมาแตะที่ของเหลวหนืดเหนียว กลิ่นของฝนแรกที่ตกกระทบดินแห้งผากผสมกับกลิ่นโลหะสนิมเขรอะพุ่งเข้าสู่โสตประสาทของเขาจนต้องขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่สีธรรมดา แต่มันคือส่วนผสมของความโหยหาที่ถูกกลั่นออกมาเป็นของเหลวผ่านกระบวนการทางเคมีที่ซับซ้อนเกินกว่าจิตรกรทั่วไปจะเข้าถึงได้

เขาเริ่มตวัดแปรงลงบนผ้าใบผืนกว้างที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง แสงสีเทาหม่นค่อยๆ ปรากฏขึ้นราวกับหมอกที่ปกคลุมยอดเขาในช่วงฤดูหนาว คีรินไม่ได้เพียงแค่กำลังระบายสี แต่เขากำลังถ่ายทอดความทรงจำที่แตกสลายลงไปบนพื้นผิวผ้าใบให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทว่าความยากลำบากอยู่ที่กลิ่นของความเจ็บปวดที่ยังคงตกค้างอยู่ ซึ่งมันอาจทำให้ภาพวาดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากที่ไร้ความหมายหากเขาไม่สามารถควบคุมมันได้

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายวัยกลางคนดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง คีรินหยุดมือลงทันที เขาไม่ได้หันไปมองแต่รับรู้ได้ถึงตัวตนของผู้มาเยือนผ่านกลิ่นของยาสูบราคาถูกและกระดาษเอกสารเก่าที่ติดตัวมาด้วย 'นรา' หัวหน้าสมาคมจิตรกรผู้กุมชะตาชีวิตของศิลปินในเมืองนี้เดินเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูรีบร้อน เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่างานชิ้นนี้คือทางรอดสุดท้ายของคีรินจากการถูกเนรเทศออกไปจากนครแห่งศิลปะที่เขารัก

คีรินยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปโดยไม่พูดอะไร เสียงฝีเท้าของนราหยุดลงห่างจากเขาไม่กี่ก้าว ความเงียบในห้องดูจะหนาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นของความวิตกกังวลที่แผ่ออกมาจากตัวนรานั้นรุนแรงจนคีรินเกือบจะสำลัก เขาต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า มิฉะนั้นผลงานชิ้นนี้จะกลายเป็นสิ่งของต้องห้ามที่ถูกสั่งทำลายทิ้งทันที

“เธอคิดว่าสีนี้จะช่วยให้เขากลับมาจดจำทุกอย่างได้จริงหรือ คีริน” นราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยเปื้อนสีบนเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่ม คีรินพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับอีกฝ่ายเพียงครู่เดียว เขารู้ดีว่านราไม่ได้หวังดีต่อความทรงจำของใครหรอก สิ่งที่นราต้องการมีเพียงแค่ผลงานที่สามารถขายได้ในราคาที่สูงลิ่วเพื่อนำไปประดับห้องโถงของเหล่าผู้มีอำนาจ

คีรินหยิบขวดแก้วใบจิ๋วที่บรรจุของเหลวสีทองสว่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง นี่คือส่วนประกอบสุดท้ายที่เขาเสาะหามาตลอดหลายปี กลิ่นของมันอ่อนโยนและอบอุ่นราวกับแสงแดดในยามเช้าที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบ้านไม้เก่าๆ มันคือกลิ่นของความสุขที่ไร้การปรุงแต่ง หากเขานำมันผสมลงไป สีเทาหม่นบนผ้าใบจะถูกชำระล้างจนเหลือเพียงท่วงทำนองของสีที่น่าหลงใหลที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา

เขามองดูขวดแก้วด้วยแววตาที่สั่นไหว ความขัดแย้งภายในใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง หากเขาใช้มันวาดภาพเพื่อความต้องการของนรา ความลับนี้จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่นั่นก็หมายถึงเขาสามารถช่วยเหลือคนรักที่กำลังสูญเสียความทรงจำไปในสถานพยาบาลของเมืองได้ คีรินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาไม่ยอมให้คนอย่างนราได้เป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้โดยเด็ดขาด เขาต้องหาทางเปลี่ยนผลลัพธ์ของงานชิ้นนี้ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถครอบครองได้ นอกจากตัวเขาเองและคนที่รัก

“ความจำไม่ใช่สิ่งของที่ขายได้นะนรา แต่มันคือสิ่งที่จะคงอยู่ก็ต่อเมื่อเรามีลมหายใจเท่านั้น” คีรินกล่าวพลางขยับมืออย่างรวดเร็วเพื่อเทสีทองลงไปในจานสี นราเบิกตากว้างเมื่อเห็นการกระทำของเขา ชายวัยกลางคนพยายามจะพุ่งเข้ามาแย่งชิงพู่กัน แต่คีรินหลบได้อย่างรวดเร็วและใช้ความชำนาญในการผสมสีสร้างแนวกั้นด้วยกลิ่นที่เขารู้อยู่แล้วว่านราไม่สามารถทนทานได้ กลิ่นของกำยานเข้มข้นพุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของนราจนชายผู้นั้นต้องถอยกรูดออกไปและสำลักอย่างรุนแรง

คีรินไม่รอช้า เขาตวัดแปรงลงบนผ้าใบด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น จังหวะการวาดของเขาเหมือนนักดนตรีที่กำลังบรรเลงบทเพลงสุดท้ายของชีวิต ทุกรอยตวัดสีคือทุกความทรงจำที่เขามีต่อ 'รินดา' คนรักที่จากไปพร้อมกับความเงียบงัน กลิ่นของดอกมะลิ กลิ่นฝน กลิ่นความรักที่เขาสั่งสมไว้ถูกถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบจนภาพวาดนั้นเริ่มเปล่งประกายสีทองออกมาอย่างน่าประหลาด

นราพยายามตั้งสติและบุกเข้ามาอีกครั้งในขณะที่คีรินกำลังเก็บรายละเอียดสุดท้าย แต่คราวนี้คีรินใช้มือข้างที่เปื้อนสีทองปาดลงบนใบหน้าของนรา กลิ่นหอมฟุ้งที่รุนแรงจนเกินไปทำให้ชายผู้นั้นถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยอาการวิงเวียนศีรษะอย่างหนัก คีรินมองดูภาพวาดที่เสร็จสมบูรณ์ด้วยความภาคภูมิใจ มันไม่ได้เป็นเพียงภาพวาด แต่คือเขาวงกตแห่งกลิ่นที่หากใครพยายามมองหาสิ่งที่ต้องการหาผลประโยชน์ก็จะพบเพียงความว่างเปล่าที่หอมหวานจนลืมเลือนโลกภายนอก

เขารีบคว้าผ้าใบผืนนั้นออกมาจากกรอบไม้และม้วนมันไว้อย่างระมัดระวังก่อนจะวิ่งออกจากห้องใต้ดินไปในความมืดมิดของยามค่ำคืน เสียงฝีเท้าของเขาก้องกังวานไปตามทางเดินแคบๆ ของเมืองเก่าที่ไร้ผู้คน ในหัวของเขาตอนนี้ไม่มีเรื่องของเงินทองหรือชื่อเสียง มีเพียงภาพใบหน้าของรินดาที่กำลังเฝ้ารอเขาอยู่ที่สถานพยาบาลริมแม่น้ำสายเก่าเท่านั้น คีรินรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจที่ไม่มีวันหวนกลับ แต่เขาก็พร้อมที่จะแลกทุกอย่างเพื่อคืนความทรงจำที่สวยงามให้กับเธอ

แสงจันทร์สาดส่องลงมายังผืนน้ำที่นิ่งสนิท คีรินก้าวเดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวไปสู่สถานพยาบาล ลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วงพัดพากลิ่นของความโดดเดี่ยวเข้ามาปะทะตัว แต่คีรินกลับรู้สึกถึงความสงบที่แปลกประหลาด เขาเดินเข้าไปในห้องโถงกว้างที่มีกลิ่นของยาฆ่าเชื้อและดอกไม้แห้งอบอวลอยู่ รินดานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างหน้าต่าง ดวงตาที่เคยสุกสกาวกลับดูว่างเปล่าและไร้จุดหมาย

คีรินค่อยๆ คลี่ผ้าใบออกบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ กับที่เธอนั่งอยู่ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เริ่มใช้มือค่อยๆ เกลี่ยสีบนผืนผ้าใบเพื่อให้กลิ่นที่ซ่อนอยู่ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง กลิ่นของดอกมะลิและสายฝนค่อยๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง รินดาเริ่มแสดงปฏิกิริยา นิ้วมือของเธอขยับเบาๆ ราวกับกำลังสัมผัสกับอะไรบางอย่างในอากาศที่มองไม่เห็น เธอค่อยๆ หันหน้ามามองเขาด้วยแววตาที่เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างกลับมา

“กลิ่นนี้... มันเหมือนกับวันที่เราเจอกันครั้งแรกที่สวนหลังบ้านใช่ไหม” เสียงของรินดาแผ่วเบาแต่สั่นเครือ คีรินน้ำตาคลอเบ้า เขาพยักหน้าตอบรับด้วยความปิติ ความทรงจำที่เขาพยายามรักษาไว้ด้วยทุกหยาดสีเริ่มทำงานของมันอย่างเต็มที่ มันไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น แต่คือประสบการณ์ที่ย้อนกลับมาเยือนรินดาผ่านกลิ่นอายที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยหัวใจ

ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางกลิ่นหอมของสีที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ แต่ความทรงจำที่ได้รับกลับคืนมานั้นคงอยู่มั่นคงในใจของรินดา คีรินรู้สึกได้ว่าภารกิจของเขาสำเร็จลุล่วงแล้ว แม้ภาพวาดจะเหลือเพียงแค่สีที่ซีดจางลงตามกาลเวลา แต่ความรักที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยกันนั้นจะไม่มีวันหายไปไหน ตราบใดที่เขายังคงสามารถเป็นผู้ปรุงกลิ่นแห่งความรักให้กับเธอได้เสมอ

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงทองขึ้นขอบฟ้าอีกครั้ง คีรินมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม เขาไม่ได้เป็นเพียงนักดมสีที่ต้องคอยตามหาความทรงจำให้คนอื่นอีกต่อไป แต่เขากลายเป็นคนเขียนบันทึกความรักลงบนผืนผ้าใบที่ไม่มีใครสามารถลบเลือนได้ ความเงียบในสถานพยาบาลยามเช้าถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ของรินดาที่เริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตให้เขาฟังอย่างไม่รู้จบ

คีรินกุมมือเธอไว้แน่น สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเธอทำให้เขารู้สึกถึงชัยชนะที่แท้จริง ชีวิตที่เคยหมุนวนอยู่กับการกักเก็บกลิ่นของคนอื่นเพื่อแลกกับเศษเงินได้จบลงแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือเวลาที่เขาสามารถใช้ร่วมกับเธอในโลกที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง แม้จะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็เป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมาตลอดชีวิต

เขามองดูผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าบนโต๊ะอีกครั้ง ที่นั่นไม่มีสีเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงร่องรอยของพู่กันที่ทิ้งไว้เป็นหลักฐานของการเดินทางอันยาวนาน คีรินยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ ก่อนจะหยิบพู่กันด้ามสุดท้ายวางลงบนพื้นอย่างทะนุถนอม ความทรงจำไม่ได้ต้องการสีที่คงทนถาวร แต่มันต้องการเพียงแค่คนสองคนที่พร้อมจะแบ่งปันกลิ่นอายแห่งอดีตไปด้วยกันจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง

แสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้องกระทบกับใบหน้าของรินดาที่ตอนนี้ดูสดใสราวกับดอกไม้ที่เพิ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ คีรินโน้มตัวลงไปใกล้ๆ เธอ สูดดมกลิ่นกายของเธอที่หอมอบอวลไปด้วยความทรงจำที่เขารักและหวงแหนที่สุด นี่คือผลงานชิ้นเอกที่แท้จริงของเขา ผลงานที่ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือห้องโถงของเศรษฐี แต่ถูกเก็บรักษาไว้ในหัวใจของคนที่รักกันอย่างแท้จริงเพียงเท่านั้น

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น