สายฝนในคืนนั้นตกหนักจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ธันวาขับรถฝ่าพายุเข้ามายังเขตหมู่บ้านจัดสรรร้างที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้ามันดูเหมือนปีศาจที่กำลังอ้าปากรอรับแขกผู้มาเยือน เขาถูกว่าจ้างให้มาประเมินราคาสมบัติเก่าแก่ของตระกูลเวนิสที่ทิ้งไว้หลังจากเหตุการณ์หายสาบสูญของคนทั้งบ้านเมื่อห้าสิบปีก่อน กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นสาบของไม้เก่าโชยเข้าจมูกทันทีที่เขาผลักบานประตูไม้โอ๊คเข้าไปข้างใน
ภายในโถงกลางมีนาฬิกาทรายขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ มันไม่ได้มีทรายสีขาว แต่มันบรรจุของเหลวสีแดงข้นที่ค่อยๆ หยดลงสู่เบื้องล่างอย่างเชื่องช้า ธันวารู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่พยายามบีบคั้นหัวใจของเขา เขาหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องไปรอบๆ ห้อง ผนังบ้านประดับด้วยภาพวาดพอร์ตเทรตที่ดูราวกับว่าดวงตาของพวกเขากำลังจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา เขาเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าห้องสมุด เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องสะท้อนไปมาเหมือนมีใครอีกคนกำลังเดินตามเขาอยู่
ธันวานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าเพื่อพักเหนื่อย ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นสมุดปกหนังที่ดูเก่าแก่และมีรอยคราบเลือดจางๆ เขาเปิดมันออกอ่าน ข้อความข้างในเขียนด้วยลายมือที่สั่นเครือ 'เวลาที่นี่ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง มันคือวงกลมที่ขังเราไว้ ทุกครั้งที่เม็ดทรายสีแดงหยดลงมา ชีวิตของเราส่วนหนึ่งจะถูกดึงออกไปเพื่อหล่อเลี้ยงนาฬิกานี้' ธันวาหัวเราะเบาๆ ให้กับความงมงาย แต่เสียงหัวเราะของเขากลับถูกกลืนหายไปในความมืดที่จู่ๆ ก็ขยายตัวขึ้น
ไฟฉายในมือเขากะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบไป ความหนาวเย็นเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในกระดูก เขาพยายามคลำหาทางออกจากห้องสมุด แต่ทุกก้าวที่เดินกลับพาเขาไปสู่จุดเดิมที่นาฬิกาทรายวางอยู่ คราวนี้เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่น่าขนลุก ภายในนาฬิกาทรายมีเส้นผมสีดำยาวปนอยู่กับของเหลวสีแดง และมันเริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต ธันวาถอยหลังกรูดด้วยความกลัว ทว่าเขากลับชนเข้ากับร่างของใครบางคน
เขาหันกลับไปพบกับหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีขาว ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนเกือบโปร่งแสง ดวงตาของเธอกลวงโบ๋เหมือนถูกคว้านออกไป 'คุณมาสายเกินไป' เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพ 'นาฬิกาต้องการเวลาเพิ่ม และชีวิตของคุณคือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในคฤหาสน์หลังนี้' เธอเอื้อมมือที่เย็นเฉียบมาแตะที่หน้าอกของเขา ธันวารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างเหมือนถูกของมีคมกรีดผ่านผิวหนัง
เขาล้มลงกับพื้น พยายามตะเกียกตะกายหนี แต่ขาทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรง เขาเห็นภาพหลอนของคนในตระกูลเวนิสที่ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นรอบๆ นาฬิกา พวกเขาทุกคนต่างมีสภาพไม่ต่างจากหญิงสาว ทั้งใบหน้าที่ไร้ดวงตาและร่างกายที่เริ่มเลือนหายไปเหมือนหมอกควัน นี่คือคำสาปของตระกูลที่พยายามเอาชนะความตายด้วยการสร้างเครื่องมือหยุดเวลา แต่มันกลับกลายเป็นกรงขังที่ดูดกลืนวิญญาณของผู้ที่ครอบครองมันไว้ชั่วนิรันดร์
ธันวาพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมาจากลำคอของเขา เขาเริ่มเห็นมือของตัวเองค่อยๆ โปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ นาฬิกาทรายสีแดงเริ่มหมุนวนเร็วขึ้น ของเหลวในนั้นเริ่มเดือดปุดๆ และพุ่งขึ้นสู่ด้านบนแทนที่จะไหลลงข้างล่าง นั่นคือสัญญาณของจุดจบ การย้อนกลับของเวลาที่เลวร้ายที่สุด คือการที่เขาต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพบกับความตายของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาขยับ
เขามองเห็นตัวเองตอนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้านเห็นตัวเองตอนที่กำลังเปิดบันทึก และเห็นตัวเองตอนที่กำลังจะสิ้นใจ ทุกช่วงเวลาทับซ้อนกันจนแยกไม่ออก ธันวากลายเป็นส่วนหนึ่งของคฤหาสน์หลังนั้นไปโดยปริยาย เขาไม่ได้ถูกฆ่า แต่เขาถูกกลืนเข้าไปในมิติของเวลาที่ไม่มีจุดจบ ร่างของเขาค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงและเข้าไปแทนที่เม็ดทรายในนาฬิกาใบนั้น
เวลาผ่านไปกี่ปีไม่มีใครรู้ คฤหาสน์หลังนั้นยังคงตั้งอยู่อย่างเงียบงัน ท่ามกลางป่าลึกที่ไม่มีใครกล้ากรายใกล้ จนกระทั่งคืนหนึ่งที่มีนักเดินทางกลุ่มใหม่หลงทางเข้ามา พวกเขาผลักประตูบานโอ๊คเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ข้างใน ไม่ใช่แค่ความมืดมิด แต่มันคือสายตาของธันวาที่มองดูพวกเขาผ่านม่านมิติของนาฬิกาทราย เขาอยากจะตะโกนเตือน แต่เสียงของเขาก็ทำได้เพียงแค่เสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นในอากาศเมื่อมีใครสักคนเดินผ่านนาฬิกานั้นไป
ในความเงียบงันของคฤหาสน์ที่ไม่มีใครรอดพ้น นาฬิกาทรายยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ มันรอคอยเหยื่อรายต่อไปที่จะเข้ามาเติมเต็มวงจรแห่งความตายนี้ให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ทุกเม็ดทรายที่หยดลงมาคือเสียงกรีดร้องที่ถูกลืม และทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการตอกย้ำว่า ในสถานที่แห่งนี้ เวลาไม่ได้หมายถึงการก้าวไปข้างหน้า แต่หมายถึงการจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ธันวาเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองไปทุกขณะ ความทรงจำเกี่ยวกับโลกภายนอกค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความหิวโหยในเวลาและความเจ็บปวดจากการถูกกักขัง เขาเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มนักเดินทางเอื้อมมือไปแตะที่ฐานของนาฬิกาทราย เขาพยายามจะดึงมือเด็กคนนั้นออก แต่ทำได้เพียงแค่ทำให้เกิดลมพัดวูบเบาๆ เท่านั้น เด็กหนุ่มสะดุ้งและถอยออกไป แต่ดูเหมือนว่าคำสาปได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
หยดเลือดสีแดงสดหยดหนึ่งไหลออกมาจากฐานนาฬิกา มันเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่ ธันวารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ค่อยๆ เติมเต็มด้วยพลังงานชีวิตของนักเดินทางคนนั้น เขารู้สึกเศร้าใจ แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกถึงความอิ่มเอมที่น่าสะอิดสะเอียน นี่คือธรรมชาติของกับดักนี้ มันจะเปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นผู้ล่าโดยไม่รู้ตัว
เสียงฝีเท้าของนักเดินทางกลุ่มนั้นเริ่มหายไปทีละคน สลับกับเสียงนาฬิกาที่เดินอย่างสม่ำเสมอ 'ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...' ในหูของธันวามันไม่ได้เป็นเพียงเสียงกลไก แต่มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังจะหยุดลงของคนเหล่านี้ เขาหลับตาลงพยายามนึกถึงแสงแดดที่เคยได้รับ นึกถึงกลิ่นของหญ้าและเสียงหัวเราะของครอบครัว แต่ภาพเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยภาพของห้องสมุดที่เย็นเยือกและเสียงกรีดร้องที่ดังก้องอยู่ในหัว
ในที่สุดคฤหาสน์ก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ธันวารู้สึกว่าตัวเขามีน้ำหนักมากขึ้น เขามองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกเงาที่ผนัง ร่างกายของเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ดวงตานั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งแสงสว่าง เขากลายเป็นผู้เฝ้าบ้านคนใหม่ คนที่ต้องทนทุกข์อยู่กับนาฬิกาทรายจนกว่าจะมีผู้โชคร้ายคนถัดไปมาปลดปล่อยเขาด้วยการเข้ามาแทนที่
เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม วางบันทึกเล่มนั้นไว้บนโต๊ะ จัดวางทุกอย่างให้เหมือนกับตอนที่เขาเข้ามาครั้งแรก นี่คือขั้นตอนของการส่งต่อคำสาป เขาทำมันด้วยความรู้สึกที่ไร้ความรู้สึก เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเลวร้ายเพียงใด แต่สัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในฐานะวิญญาณที่ถูกกักขังนั้นรุนแรงยิ่งกว่า
ท่ามกลางพายุที่ยังคงโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก ธันวาเฝ้ามองประตูบานใหญ่ที่รอการเปิดออกอีกครั้ง เขาไม่ใช่ธันวาคนเดิมที่เคยมาประเมินราคาบ้านหลังนี้อีกต่อไป เขาคือส่วนหนึ่งของบ้าน คือส่วนหนึ่งของเวลา และคือส่วนหนึ่งของความสยองขวัญที่ไม่มีวันเลือนหาย และเมื่อเสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง เขาก็รู้ทันทีว่าวัฏจักรแห่งความตายนี้จะไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่นาฬิกาทรายยังคงไหลย้อนกลับอยู่เช่นนี้
ความมืดมิดกลืนกินทุกอย่างรอบตัวจนเหลือเพียงเงาที่วูบไหว ธันวานั่งรออยู่ในเงามืดนั้น พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวบนใบหน้าที่ซีดเผือด เขาไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป แต่เป็นผู้คุมกรงขังที่เต็มไปด้วยความแค้นและความโหยหาที่จะได้กลับไปสู่โลกภายนอก แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ตาม
สุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งในคฤหาสน์นี้ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ หรือวิญญาณที่สิงสถิต ต่างก็ตกอยู่ภายใต้กฎเหล็กของเวลาที่ไม่อาจแก้ไขได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องแลกเปลี่ยน ชีวิตใหม่จะเข้ามาแทนที่ชีวิตเก่า และนาฬิกาทรายก็จะยังคงหมุนวนต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เสียงหวีดหวิวจากห้องโถงกลายเป็นบทเพลงที่หลอกหลอนคนทั้งเมืองไปชั่วลูกชั่วหลาน และไม่มีใครกล้าเดินผ่านคฤหาสน์หลังนี้ในยามค่ำคืนอีกเลย
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
เงารักใต้แสงจันทร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น