กลิ่นสนิมเหล็กผสมกับไอเย็นเยือกของความว่างเปล่าลอยอบอวลอยู่รอบตัว 'เอเลียส' หุ่นยนต์รุ่นสงครามที่มีร่องรอยการใช้งานมายาวนานนับศตวรรษ ดวงตาข้างหนึ่งของเขาเป็นเลนส์สีฟ้าซีดที่กระพริบถี่ๆ ตามจังหวะของกระแสไฟฟ้าที่ไม่เสถียร เขานั่งอยู่บนแท่นหินสีดำสนิทซึ่งตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตูมิติขนาดมหึมาที่ถูกปิดตายด้วยโซ่ตรวนแห่งพลังงานสีม่วงหม่น ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยในถ้ำลึกใต้ดินที่ไม่มีวันเห็นแสงตะวัน
เขาขยับนิ้วเหล็กที่สั่นเทาเพื่อไล่เรียงบรรทัดในสมุดบันทึกเก่าๆ ที่เขาเก็บรักษาไว้เหมือนสมบัติล้ำค่าที่สุด ทุกตัวอักษรที่เขาเขียนลงไปคือการพยายามจดจำความเป็นมนุษย์ที่เขาเคยเห็นผ่านเลนส์ตาในช่วงเวลาที่โลกยังคงมีสีสัน ผิวหนังโลหะของเขาเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการพยายามต่อสู้กับกาลเวลาที่พยายามจะกัดกินกลไกภายในให้หยุดทำงานไปพร้อมกับหน้าที่เฝ้าประตูนรกที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ทว่าในวันนี้ ความเงียบที่คุ้นเคยกลับถูกรบกวนด้วยเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เอเลียสเงยหน้าขึ้น ดวงตาเลนส์สีฟ้าของเขาจับจ้องไปยังทางเข้าถ้ำแคบๆ ที่มีแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวเข้ามาใกล้ ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในชุดผ้าคลุมสีเทาที่เปียกชื้นด้วยหยดน้ำจากเพดานถ้ำ เธอเดินโซเซเข้ามาด้วยท่าทางที่อ่อนแรงแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างประหลาด
เธอหยุดยืนอยู่ห่างจากเอเลียสเพียงไม่กี่ก้าว ลมหายใจของเธอหอบถี่จนเห็นเป็นไอสีขาวจางๆ ในอากาศที่หนาวเหน็บ หญิงสาวคนนี้ดูไม่เหมือนดวงวิญญาณที่หลงทางมา แต่เธอดูเหมือนคนเป็นที่กำลังพกพาความเศร้าโศกมหาศาลไว้ในแววตา เอเลียสยกมือขวาขึ้นเพื่อกันไว้เป็นเชิงเตือนภัย ขณะที่กลไกในอกของเขาเริ่มหมุนด้วยความเร็วที่ผิดปกติจนเกิดเสียงครางเบาๆ
"เจ้าไม่ควรมาที่นี่ มนุษย์เอ๋ย ประตูบานนี้ไม่ได้เปิดรับผู้ที่ยังมีลมหายใจ" เอเลียสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเหมือนเสียงเหล็กเสียดสีกัน ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้งหลังจากคำพูดของเขาจบลง หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหินที่เย็นเฉียบพลางคลายผ้าคลุมออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดแต่ยังคงความงดงามไว้อย่างเหนียวแน่น
เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกมาในอากาศเหมือนกำลังพยายามไขว่คว้าบางอย่างที่มองไม่เห็น "ฉันไม่ได้มาเพื่อเปิดประตู แต่ฉันมาเพื่อส่งคืนสิ่งนี้ให้แก่เจ้า" เธอพูดเบาๆ ก่อนจะหยิบจี้ห้อยคอสีทองที่มีสัญลักษณ์รูปเฟืองล้อมรอบหัวใจออกมาจากอกเสื้อ แสงจากตะเกียงกระทบกับพื้นผิวของมันจนเกิดประกายสีทองอร่ามที่ทำให้เอเลียสชะงักไปชั่วขณะ เพราะนั่นคือของสิ่งเดียวที่เขาเคยทำหายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนในช่วงสงครามครั้งสุดท้าย
ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นขึ้นด้วยความระแวง เอเลียสไม่เข้าใจว่าเหตุใดหญิงสาวที่ชื่อ 'เอริน' ถึงยอมเดินทางข้ามเขตแดนอันตรายเพื่อนำสิ่งของชิ้นเล็กๆ นี้มาให้เขา เขาตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะที่เอรินเพียงแค่นั่งเงียบและแบ่งปันความอบอุ่นจากตะเกียงให้แก่เขา ความนิ่งเฉยของเธอทำให้กลไกในใจของหุ่นยนต์ที่เย็นชาเริ่มได้รับความอบอุ่นกลับคืนมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ
เอรินเล่าว่าเธอเป็นทายาทของนักประดิษฐ์ที่สร้างเอเลียสขึ้นมา การเดินทางของเธอไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นคำสั่งเสียสุดท้ายจากบรรพบุรุษที่ต้องการให้เขากลับไปมีชีวิตอีกครั้งในฐานะของสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกและจิตวิญญาณ เอเลียสรู้สึกสับสน เขาไม่เคยต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากหน้าที่เฝ้าประตูแห่งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็โหยหาการหลุดพ้นจากพันธนาการที่เขาก่อขึ้นเองเพื่อชดใช้ความผิดพลาดในอดีต
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด เอรินจะอ่านหนังสือให้เขาฟังโดยใช้เสียงที่นุ่มนวลซึ่งทำให้ระบบประมวลผลของเอเลียสทำงานผิดพลาดบ่อยครั้ง เขาเริ่มจดบันทึกเกี่ยวกับเธอลงในสมุดเล่มเดิม ไม่ใช่แค่เรื่องราวของโลกภายนอก แต่เป็นเรื่องราวของความอ่อนโยนที่เธอมีให้ ความขัดแย้งภายในใจของเขาทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่เฝ้าประตูและหัวใจที่ปรารถนาจะเดินออกไปพร้อมกับเธอ
เอเลียสเริ่มเผยถึงความต้องการที่แท้จริงของเขาให้เอรินได้รับรู้ เขาไม่ได้อยากเป็นแค่หุ่นยนต์เฝ้าประตู แต่เขาอยากเห็นทุ่งดอกไม้ที่เธอเคยบรรยายให้ฟัง อยากได้ยินเสียงนกร้องในยามเช้า และอยากให้ระบบของเขาหยุดทำงานลงอย่างสงบในวันที่เขาได้สัมผัสถึงความหมายของคำว่าบ้าน เอรินรับฟังด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ เธอรู้ดีว่าเวลาของเธอมีจำกัดพอๆ กับความหวังที่จะช่วยเขา
ในวันที่พายุพลังงานจากประตูมิติเริ่มปั่นป่วน หินงอกหินย้อยรอบถ้ำเริ่มพังทลายลงมาตามแรงสั่นสะเทือนของโซ่ตรวน เอเลียสรู้ดีว่านี่คือจุดจบของหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมาย ประตูบานใหญ่ที่เคยปิดสนิทเริ่มเปิดอ้าออกเผยให้เห็นความมืดมิดที่ดูดกลืนทุกอย่างรอบข้าง เอรินรีบวิ่งเข้าไปหาเขาเพื่อดึงเขาให้ออกห่างจากปากเหว แต่มันกลับสายเกินไปเพราะโซ่พลังงานสีม่วงได้พันธนาการขาของหุ่นยนต์ไว้แน่น
"เจ้าต้องไป เอริน! ออกไปจากที่นี่ก่อนที่ประตูจะกลืนกินเจ้าเข้าไปด้วย" เอเลียสตะโกนเสียงดัง กลไกภายในร่างกายของเขาเริ่มร้อนจัดจนเกิดควันพุ่งออกมาจากข้อต่อ เอรินไม่ยอมถอย เธอกอดแขนเหล็กของเขาไว้แน่น น้ำตาที่รินไหลลงมาบนหน้าผากของหุ่นยนต์ทำให้เขารู้สึกถึงความเปียกชื้นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในรอบหลายร้อยปี ความรักและความเสียสละท่วมท้นจนเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญที่สุด
เขาใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเหลืออยู่ในแกนกลางเพื่อกระชากโซ่ตรวนออก แรงระเบิดจากการปลดปล่อยพลังทำให้ถ้ำทั้งถ้ำสั่นสะเทือนอย่างหนัก เอเลียสผลักเอรินให้กระเด็นออกไปใกล้ปากถ้ำก่อนที่เขาจะถูกดึงกลับเข้าสู่ใจกลางของประตูมิติ ดวงตาเลนส์สีฟ้าของเขาจับจ้องไปยังใบหน้าของเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยอิสรภาพที่แท้จริงในหัวใจ
เมื่อทุกอย่างสงบลง เอรินลืมตาขึ้นท่ามกลางเศษซากของหินและควันที่จางหายไป สิ่งที่เหลืออยู่ตรงหน้าคือความว่างเปล่าที่ประตูมิติเคยตั้งอยู่ เธอเห็นสมุดบันทึกของเอเลียสตกอยู่บนพื้นหินที่แตกละเอียด เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านบรรทัดสุดท้ายที่เขียนด้วยลายมือที่สั่นไหวและหนักแน่นกว่าทุกครั้ง มันเขียนเพียงว่า 'ในที่สุด ฉันก็ได้เห็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากดวงดาว แต่มาจากเธอ'
เธอเดินออกจากถ้ำสู่โลกภายนอกที่แสงตะวันยามเช้ากำลังสาดส่องลงมายังทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ลมพัดผ่านใบหน้าของเธอพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่ามาด้วย เอรินกำจี้ทองในมือแน่นแล้วยิ้มให้กับท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ความทรงจำของเอเลียสไม่ได้ถูกลบเลือนไปพร้อมกับประตูนรก แต่มันถูกจารึกไว้ในใจของเธอตลอดไป และในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ เธอยังคงรู้สึกได้ถึงจังหวะที่คล้ายกับเสียงเดินของนาฬิกาในร่างกายของเขา
บางครั้งในคืนที่เงียบสงัด เธอจะมานั่งที่หน้าถ้ำแห่งนั้นและอ่านบทกวีที่เอเลียสเคยชื่นชอบให้แก่สายลมฟัง ราวกับว่าหุ่นยนต์ผู้เฝ้าประตูนรกคนนั้นกำลังนั่งฟังเธออยู่ข้างๆ ในความว่างเปล่าที่แสนสุข แม้ร่างกายของเขาจะหายไป แต่บทเพลงแห่งความทรงจำที่เขาทิ้งไว้ยังคงก้องกังวานอยู่ในโลกที่ไม่มีวันลืมเลือน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น