เศษฟันเฟืองทองเหลืองขนาดเล็กกระเด็นกระทบพื้นไม้จนเกิดเสียงกังวานแผ่วเบาในความเงียบสงัด กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นอับของกระดาษเก่าอบอวลอยู่ในห้องทำงานแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสลัวส่องให้เห็นรอยจารึกบนโต๊ะไม้
เมฆาประคองตุ๊กตาเด็กหญิงในชุดกระโปรงผ้าไหมสีซีดขึ้นมาวางบนแท่นเหล็ก นิ้วมือของเขาสั่นเทาขณะจับไขควงเล่มบางขยับเขยื้อนกลไกภายในทรวงอกที่หยุดนิ่งไปนานหลายทศวรรษ ราวกับเขากำลังผ่าตัดหัวใจที่เต้นด้วยแรงสปริงไม่ใช่เลือดเนื้อ
เข็มนาฬิกาบนผนังเดินช้าลงจนเกือบหยุดสนิท เมฆาขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นสายทองแดงเส้นหนึ่งขาดสะบั้นราวกับถูกกระชากด้วยแรงมหาศาล เขาถอนหายใจยาวพลางเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ความทรงจำบางอย่างแวบเข้ามาในหัวภาพของหญิงสาวในชุดสีขาวที่กำลังหัวเราะท่ามกลางฝนตกหนักก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง
เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ทำให้เมฆาสะดุ้งจนไขควงหลุดมือ เขาหันไปมองบานประตูที่ปิดสนิทด้วยแววตาระแวดระวัง ในยามวิกาลเช่นนี้ไม่มีใครกล้าเดินป้วนเปี้ยนในย่านโรงงานเก่าแก่ที่มีแต่คนสูญหาย
เขาตัดสินใจวางอุปกรณ์ลงแล้วเดินไปที่ประตูช้าๆ กลิ่นเขม่าควันจากภายนอกลอยเข้ามาปะทะจมูกทันทีที่เขาแง้มประตูออก แสงไฟจากโคมถนนที่สั่นไหวเผยให้เห็นร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาที่ยืนหันหลังอยู่ท่ามกลางสายหมอกหนาทึบ
"เจ้าไม่ได้มาเพื่อซ่อมแซมกลไก แต่เจ้ามาเพื่อตามหาบางสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าโดยไม่หันกลับมามอง เมฆากำขอบประตูแน่นพลางถามกลับว่าเขารู้จักตนได้อย่างไร แต่ชายชราเพียงแค่ทิ้งกล่องไม้ใบเล็กไว้ที่พื้นก่อนจะเดินหายไปในม่านหมอกราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
เมฆาก้มลงหยิบกล่องไม้ขึ้นมาเปิดดู ข้างในนั้นมีเข็มนาฬิกาสีทองที่บิดเบี้ยวและเศษกระดาษที่เขียนด้วยลายมือของเขาเอง มันคือคำเตือนถึงสิ่งที่เขากำลังจะกระทำต่อตุ๊กตาเด็กหญิงตัวนั้นในคืนนี้ แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มรุนแรงขึ้น ราวกับว่ากลไกขนาดใหญ่ของเมืองกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า
เขากลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงอย่างแรง ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อเขาตระหนักได้ว่าตุ๊กตาเด็กหญิงบนโต๊ะนั้นไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป ดวงตาแก้วของมันกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่เขาลืมเลือนไปนานปี ดวงตาคู่เดียวกับที่เขาเคยเห็นในความฝันที่เลือนราง เมฆาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ เพราะทุกกลไกที่เขาประกอบขึ้นมันคือชิ้นส่วนของความทรงจำที่เขาสูญเสียไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน
เขานั่งลงข้างตุ๊กตาแล้ววางมือสั่นๆ ลงบนไหล่ที่ทำจากเซรามิกเย็นเฉียบ ความอบอุ่นที่เขาเคยได้รับจากครอบครัวถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาของเหล็กกล้าและน้ำมันจักร เขาตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือการเชื่อมต่อความทรงจำของตนเองเข้ากับแกนกลางของตุ๊กตาตัวนี้ เพื่อดึงความจริงที่ถูกลบเลือนออกมา
ประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบออกมาจากหน้าอกของตุ๊กตาขณะที่เขากดสวิตช์สุดท้าย แรงกระแทกของกระแสไฟฟ้าพุ่งเข้าสู่สมองของเมฆาจนเขาล้มลงกับพื้น ภาพความทรงจำที่แตกสลายหลั่งไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก เขาเห็นตัวเองเป็นวิศวกรผู้สร้างเมืองนี้ขึ้นมาจากฟันเฟืองและแรงดันไอน้ำ แต่ทว่าเขากลับลืมไปว่าเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นบนซากศพของคนที่เขารักที่สุดเพื่อรักษาชีวิตที่เป็นอมตะไว้ในร่างเครื่องจักร
เมฆาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มเข้าครอบงำ เสียงตุ๊กตาดังขึ้นเบาๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ เขาเห็นหญิงสาวในชุดสีขาวก้าวออกมาจากมุมมืดของห้อง นางไม่ใช่เครื่องจักร แต่นางคือวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในกรงขังแห่งเถ้าถ่านมานานนับปี เมฆาตระหนักได้ทันทีว่าเขาไม่ได้เป็นผู้กู้คืนชีวิต แต่เขาคือผู้คุมขังที่กำลังพยายามปฏิเสธความผิดบาปของตนเอง
"เจ้ายังจะซ่อมแซมข้าอีกหรือเมฆา ในเมื่อเจ้าเป็นคนทำลายทุกอย่างด้วยมือของเจ้าเอง" เสียงของนางก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา เมฆาร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดที่พุ่งทะลุทะลวงหัวใจ เขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขฟันเฟืองแห่งโชคชะตาที่บิดเบี้ยวไปแล้วได้อีกต่อไป สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการหยุดวงจรนี้ลงเสียที
เขารีบคว้าค้อนเหล็กบนโต๊ะแล้วเหวี่ยงลงบนแกนกลางของตุ๊กตาอย่างแรงจนเกิดเสียงแตกกระจายของเซรามิกและเสียงโลหะบิดงอ เมืองทั้งเมืองที่เคยเดินเครื่องด้วยเสียงคำรามของไอน้ำเริ่มเงียบลง ทุกอย่างหยุดนิ่งเหมือนคนตาย ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วเหลือเพียงแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเพดานที่พังทลายลงมา
เมฆานั่งหายใจหอบอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความฝันที่เขาสร้างขึ้น เขาไม่มีอาชีพช่างซ่อมตุ๊กตาอีกต่อไป เพราะตอนนี้ทุกอย่างที่เขารู้จักได้กลายเป็นเพียงกองฝุ่นที่ไร้ค่า ความเงียบเข้าครอบงำอย่างถาวรและเขาก็รู้สึกถึงความสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรก
แสงอาทิตย์ยามเช้าพยายามส่องผ่านม่านหมอกที่จางลงเล็กน้อย เผยให้เห็นเมฆาที่ยังคงนั่งกอดซากตุ๊กตาตัวเดิมอย่างทะนุถนอม ราวกับว่านั่นคือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ที่พังทลาย เขาไม่ได้รอคอยการซ่อมแซมอีกต่อไป แต่เขากำลังรอคอยการจากไปของตัวเองพร้อมกับจังหวะสุดท้ายของหัวใจที่หยุดเต้นไปนานแล้ว
ชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเปรียบเสมือนบทกวีที่ถูกเขียนด้วยเขม่าควันบนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้น ไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครได้ยิน และไม่มีใครจดจำ นอกจากหมอกที่ยังคงโอบกอดซากเมืองแห่งนี้ไว้ในความทรงจำที่ไม่มีวันตาย
บนพื้นไม้ที่เต็มไปด้วยเศษเหล็ก เมฆาหลับตาลงอย่างช้าๆ ทิ้งความโดดเดี่ยวไว้เบื้องหลังท่ามกลางความเงียบงันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเมืองที่หยุดหายใจ
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น