แรงสั่นสะเทือนจากค้อนปอนด์กระทบกับโครงเหล็กหนาหน่วงทำให้ฝุ่นสีส้มฟุ้งกระจายไปทั่วอุโมงค์แคบ 'ธันวา' หอบหายใจถี่พลางปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาด้วยแขนเสื้อที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมัน เขาพยายามงัดแผ่นโลหะที่เป็นสนิมเขรอะออกจากซากเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ที่ฝังจมอยู่ใต้ชั้นหินมานานหลายทศวรรษ
เสียงโลหะลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงกระดูกของสัตว์ป่าที่กำลังถูกบดขยี้ ธันวาออกแรงกดคานงัดอีกครั้งจนกล้ามเนื้อต้นแขนปวดร้าว กระแสไฟฟ้าสถิตแล่นผ่านปลายนิ้วเมื่อแผ่นเหล็กหลุดออก เผยให้เห็นแกนกลางที่ยังคงมีแสงสีฟ้าหม่นเต้นตุบๆ ราวกับหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น
กลิ่นของโอโซนและสนิมเหล็กตลบอบอวลอยู่ในอากาศหนาทึบของชั้นใต้ดินระดับที่สิบสอง ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเย็นเฉียบ สายตาจับจ้องไปที่แกนพลังงานนั้นด้วยความหลงใหลและหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าหากคนในสภาเมืองรู้ว่าเขากำลังขุดคุ้ยสิ่งต้องห้าม ชีวิตของเขาคงไม่ยืนยาวไปกว่าเช้าวันพรุ่งนี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนเศษเหล็กดังมาจากทางเข้าอุโมงค์ ธันวารีบคว้าผ้าใบผืนเก่ามาคลุมแกนพลังงานนั้นไว้ก่อนจะคว้าประแจเหล็กขึ้นมาถือไว้มั่น หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองศึกที่ถูกรัวอยู่ภายในอกที่คับแคบ เขารู้ดีว่าใครบางคนกำลังตามหาเขาท่ามกลางเขาวงกตที่ไร้แสงตะวันแห่งนี้
“ธันวา ออกมาได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่” เสียงทุ้มแหบพร่าของ 'มิ่ง' ผู้คุมกฎประจำเขตดังสะท้อนก้องไปตามผนังถ้ำ ชายชราก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่สั่นไหวไปตามจังหวะลมหายใจของเขา สายตาที่เฉียบคมราวกับเหยี่ยวของมิ่งจ้องมองไปรอบๆ อย่างไม่ไว้วางใจ
ธันวาขยับตัวช้าๆ ออกจากมุมมืด พยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ข้าแค่มาหาสิ่งของไปแลกกับน้ำสะอาดเท่านั้น ท่านมิ่ง ท่านก็น่าจะรู้ว่าการกู้ซากเป็นทางรอดเดียวของคนแถบนี้” เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้มือที่ถือประแจจะสั่นเทาอยู่ก็ตาม
มิ่งเดินตรงเข้ามาใกล้จนเห็นคราบฝุ่นบนใบหน้าของธันวา ชายชราหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซากเครื่องจักรที่ธันวาเพิ่งเปิดออก ก่อนจะกวาดสายตามองผ้าใบที่ปิดคลุมวัตถุชิ้นนั้นไว้ “ข้าไม่ได้มาเพื่อจับเจ้าไปขังในคุกหรอกไอ้หนู แต่ข้ามาเพื่อเตือนว่าสิ่งของที่เจ้ากำลังแตะต้องอยู่นั้น มันไม่ใช่แค่เศษเหล็ก มันคือคำสาปที่เคยทำลายเมืองนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง”
ธันวาขมวดคิ้วแน่น พลางมองหน้าชายชราที่เขาเคารพเหมือนพ่อ “คำสาปหรือความจริงกันแน่ ท่านมิ่ง? ทำไมพวกท่านต้องปิดบังเรื่องราวเมื่อร้อยปีก่อน ทำไมต้องทำเหมือนกับว่าแสงสว่างเป็นสิ่งชั่วร้าย ทั้งที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดนี่มาตลอดชีวิต” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจที่อัดอั้นมานาน
มิ่งถอนหายใจยาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนกองเศษเหล็กข้างๆ ชายหนุ่ม “ความจริงนั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่คนรุ่นเจ้าจะรับไหว การที่เราต้องอยู่ใต้ดินไม่ใช่เพราะเราต้องการความปลอดภัย แต่เพราะเรากำลังหลบซ่อนจากสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวโลกต่างหาก” คำพูดของเขาทำให้ธันวารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง
ธันวาตัดสินใจเปิดผ้าใบออก แกนพลังงานสีฟ้าเริ่มส่องแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนห้องทั้งห้องสว่างวาบไปทั่วบริเวณ มิ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจและพยายามจะห้าม แต่ทว่าความอยากรู้อยากเห็นของธันวากลับมีมากกว่า “ดูสิ ท่านมิ่ง มันกำลังส่งสัญญาณ มันไม่ได้หลับใหล แต่มันกำลังรอคอยใครบางคน”
จังหวะที่ธันวาสัมผัสแกนพลังงานนั้น ความทรงจำที่แปลกปลอมก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวของเขาราวกับน้ำป่า ทั้งภาพของท้องฟ้าสีครามที่เขาไม่เคยเห็น เสียงของนกที่ร้องขับขาน และกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกของเมืองใต้ดิน ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสมองจนเขาร้องออกมาด้วยความทรมาน
“ปล่อยมันเสีย!” มิ่งตะโกนสุดเสียงพยายามคว้าข้อมือธันวาเอาไว้ แต่กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากแกนพลังงานกลับผลักร่างของชายชรากระเด็นไปกระแทกผนังหินจนเกิดเสียงดังสนั่น ธันวารู้สึกเหมือนวิญญาณของเขากำลังถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะที่ความลับของอดีตกำลังถูกถ่ายทอดเข้ามาผ่านกระแสไฟฟ้า
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ธันวาเห็นภาพเงาของผู้คนที่เดินอยู่บนพื้นผิวโลก พวกเขาไม่ได้หนีจากสงครามหรือภัยพิบัติอย่างที่ถูกสอนมา แต่พวกเขาหนีจากความว่างเปล่าที่ค่อยๆ กัดกินทุกสิ่ง และแกนพลังงานนี้คือสิ่งที่สามารถหยุดยั้งความว่างเปล่านั้นได้ แต่มันกลับถูกผู้มีอำนาจในอดีตซ่อนไว้เพื่อรักษาความเป็นใหญ่ของตนเอง
เมื่อกระแสไฟฟ้าหยุดลง ธันวาก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความเหนื่อยล้า มิ่งพยุงตัวเองขึ้นมาอย่างทุลักทุเล สายตาของเขามองธันวาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความโกรธอีกต่อไป แต่เป็นความเวทนา “เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมว่าความจริงมันเป็นอย่างไร ตอนนี้เจ้าก็เป็นคนหนึ่งที่รู้ความลับนี้แล้ว ธันวา”
ธันวาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความใสซื่อในแววตาถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว “พวกเขาสร้างกรงขังนี้ขึ้นมาเพื่อกักขังความหวังของพวกเรา ท่านมิ่ง ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงแค่นี้ ข้าจะนำสิ่งที่เห็นไปบอกทุกคน” เขาประกาศเสียงกร้าวแม้จะยังหายใจติดขัด
มิ่งส่ายหัวช้าๆ “ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น เมืองนี้จะลุกเป็นไฟ สงครามระหว่างคนที่ต้องการขึ้นไปข้างบนกับคนที่ต้องการความปลอดภัยในนี้จะทำลายทุกอย่างที่มีอยู่ เจ้าพร้อมจะรับผิดชอบชีวิตคนนับพันหรือไม่” คำถามนั้นเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจของธันวาให้หยุดนิ่ง
ธันวาหันไปมองแกนพลังงานที่ตอนนี้ดับสนิทลงแล้ว มันกลายเป็นเพียงก้อนโลหะไร้ค่าในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับเขา มันคือพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ “ข้าพร้อมจะเผชิญหน้ากับความจริงมากกว่าจะตายอย่างเชื่องช้าในคุกมืดแห่งนี้ ท่านมิ่ง ท่านเลือกเอาเองว่าจะช่วยข้า หรือจะขัดขวางข้า” เขาหยิบประแจขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เพื่อใช้เป็นอาวุธในการปกป้องความหวัง
มิ่งยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หยิบปืนกลไกเก่าๆ ออกมาจากเสื้อคลุม “ข้าเป็นคนเฝ้าประตูก็จริง แต่ข้าก็เบื่อกับการเฝ้ากรงขังเต็มทีแล้ว” ชายชราเดินมายืนเคียงข้างธันวา สายตาจดจ้องไปยังทิศทางของลิฟต์ส่งของหลักที่เชื่อมต่อไปยังระดับบน “ถ้าจะออกไป เราต้องผ่านด่านตรวจระดับสามให้ได้ก่อน”
ทั้งสองเดินฝ่าความมืดของอุโมงค์ไปอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยอันตราย ธันวารู้สึกได้ถึงเสียงเตือนภัยที่เริ่มดังขึ้นไกลๆ พวกเขารู้ว่าพวกทหารยามต้องพบการบุกรุกของระบบพลังงานที่เขาเพิ่งกระตุ้นเมื่อครู่ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาวางไว้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เมื่อถึงหน้าลิฟต์ ธันวารีบเชื่อมต่อแกนพลังงานเข้ากับแผงควบคุมหลัก เสียงเครื่องจักรที่หยุดนิ่งมานานนับศตวรรษเริ่มคำรามขึ้นอีกครั้ง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนฝุ่นปูนร่วงกราวลงมา ลิฟต์ขนาดมหึมาเริ่มเคลื่อนที่ด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหวที่ทำเอาผนังถ้ำร้าวไปทั่ว
“พวกมันมาแล้ว!” มิ่งตะโกนพร้อมกับยกปืนขึ้นยิงสกัดทหารยามที่โผล่พ้นมุมมืดเข้ามา ธันวารีบเร่งมือตั้งค่ารหัสผ่านที่เขาได้มาจากภาพนิมิตเมื่อครู่ ลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนขึ้นสู่เบื้องบนอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นไม่ขาดสาย
ธันวาหันไปมองมิ่งที่กำลังยืนหยัดต้านทานกองทัพทหารเพียงลำพัง “มากับข้าเถอะ ท่านมิ่ง!” เขาตะโกนเรียก แต่ชายชราเพียงแค่ยิ้มตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขที่ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่ออิสรภาพเป็นครั้งแรกในชีวิต
“ไปเถอะไอ้หนู บอกพวกเขาให้ได้ว่าโลกนี้ยังมีแสงสว่างรออยู่” มิ่งผลักธันวาเข้าไปในลิฟต์ก่อนจะกดปุ่มปิดประตูลงทันที ธันวาเห็นเพียงร่างของชายชราที่ยังคงต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตก่อนที่ประตูเหล็กหนาจะปิดสนิท ตัดขาดเขาออกจากความทรงจำที่น่าเศร้าเบื้องหลัง
ลิฟต์พุ่งทะยานขึ้นผ่านชั้นหินหนาทึบสู่เบื้องบน แรงกดอากาศทำเอาธันวาหายใจไม่ออก แต่เขาก็ไม่ยอมละสายตาจากแผงควบคุมที่ยังคงสั่นไหว แสงสีฟ้าจากแกนพลังงานเริ่มส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง มันแทรกซึมไปตามสายไฟของลิฟต์จนกลายเป็นแสงสว่างจ้าที่ทำลายความมืดมิดในอุโมงค์ส่งของ
เมื่อลิฟต์หยุดลง ธันวาก้าวออกมาสู่พื้นที่กว้างขวางที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือหอคอยกระจกที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายอันรกร้าง แต่เหนือท้องฟ้าขึ้นไปนั้น แสงอาทิตย์ที่แท้จริงกำลังทอแสงสีทองอร่ามผ่านกระจกที่เคยขุ่นมัว ธันวาทรุดลงกับพื้นด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ใช่จากความเจ็บปวด แต่จากความงามที่เขาเพิ่งค้นพบ
เขารู้ว่าภารกิจของเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ เขาต้องหาวิธีเปิดหอคอยนี้ให้ทุกคนในเมืองใต้ดินได้รับรู้ความจริง ธันวาลุกขึ้นยืนมองออกไปที่ขอบฟ้ากว้างไกล ที่ซึ่งลมพัดผ่านเศษทรายและซากปรักหักพังของโลกเก่า เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศที่สดชื่นที่สุดในชีวิตเข้าสู่ปอด
ความเงียบสงบในหอคอยกระจกแห่งนี้กำลังจะถูกทำลายลงด้วยการมาถึงของเขา และเขาก็พร้อมที่จะเขียนบทประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาแทนที่รอยจารึกแห่งความมืดมิดที่เมืองใต้ดินยึดถือมาเนิ่นนาน ธันวาเดินหน้าต่อไปสู่ประตูหลัก ทิ้งอดีตที่เต็มไปด้วยสนิมเหล็กไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงอนาคตที่เขากำลังจะสร้างด้วยมือของเขาเอง
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบใบหน้าของธันวาผ่านกระจกใสบานใหญ่ มันเป็นสีส้มอบอุ่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาเอื้อมมือไปแตะกระจกนั้นอย่างแผ่วเบา ราวกับจะยืนยันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความฝันที่เกิดจากความเหนื่อยล้า
ภารกิจของเขาคือการเป็นผู้ส่งสาร ไม่ใช่แค่ผู้กู้ซากอีกต่อไป ธันวากำหมัดแน่น มองไปยังทางเดินยาวที่ทอดตัวไปสู่ใจกลางเมืองที่อยู่ห่างออกไป เขาจะไม่มีวันลืมเสียสละของมิ่ง และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้แสงสว่างนี้ส่องไปถึงทุกคนที่ยังคงติดอยู่ในเงามืดเบื้องล่างนั้น
เขาก้าวเดินออกไปท่ามกลางแสงตะวัน ทิ้งทวนด้วยความรู้สึกของคนที่มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม หัวใจของเขาสั่นไหวไปกับจังหวะของโลกที่เพิ่งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง การเดินทางครั้งใหม่ของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้เองที่เขาตัดสินใจทิ้งอดีตไว้ข้างหลังเพื่อก้าวไปสู่จุดหมายที่ไม่มีใครเคยไปถึงมาก่อน
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เงารักใต้แสงจันทร์
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น