กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศยามบ่ายเปรียบเสมือนลมหายใจของห้องสมุดประจำเมืองแห่งนี้ อาร์ตยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือไม้มะฮอกกานีสูงตระหง่านที่บดบังแสงอาทิตย์จนเหลือเพียงลำแสงสีทองจางๆ ตกกระทบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่มีรอยขีดข่วนตามกาลเวลา นิ้วเรียวยาวของเขาไล้ไปตามสันปกหนังที่เริ่มกรอบแห้งด้วยความคุ้นชิน เขาเป็นเพียงชายหนุ่มร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดที่หมกมุ่นอยู่กับการจัดระเบียบตัวอักษรบนหน้ากระดาษ มากกว่าการจัดระเบียบชีวิตของตัวเองในโลกภายนอก
บรรยากาศรอบกายเงียบเชียบจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของตัวเองเต้นกระทบกับความเงียบงัน เสียงหยดน้ำจากท่อประปาที่รั่วซึมในมุมมืดของห้องโถงก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง อาร์ตไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อหน้าที่การงาน แต่เขากำลังมองหาบางสิ่งที่เคยถูกทิ้งไว้โดยบรรพบุรุษผู้ลึกลับที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อหลายสิบปีก่อน แววตาของเขาสะท้อนความกระหายใคร่รู้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้เขาเก็บงำความลับไว้มิดชิดจากสายตาของผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้
เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่มีปกสีน้ำเงินหม่นออกมาจากชั้นวางที่ลึกที่สุดในโซนหวงห้าม สันปกของมันว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรใดๆ ปรากฏอยู่ แต่เมื่อเขาเปิดออก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลาเวนเดอร์แห้งก็โชยออกมาทันที มันไม่ใช่กลิ่นของหนังสือเก่าทั่วไป แต่มันคือกลิ่นของความทรงจำที่ยังคงมีชีวิตอยู่ อาร์ตสูดหายใจลึกเพื่อดึงสติสัมปชัญญะกลับมา ก่อนจะเริ่มกวาดสายตาอ่านตัวอักษรลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิทราวกับเพิ่งจรดปากกาเขียนลงไปเมื่อนาทีที่แล้ว
ความเงียบของห้องสมุดถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในโถงทางเดิน อาร์ตสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบปิดหนังสือและซ่อนมันไว้ใต้ปกเสื้อแจ็คเก็ตที่พาดอยู่บนแขน ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีครีมปรากฏตัวขึ้นที่มุมเสา เธอคือริน ภัณฑารักษ์สาวผู้ดูแลห้องสมุดในกะกลางวันที่มีดวงตาคมกล้าและใบหน้าที่มักจะฉายแววสงสัยในทุกย่างก้าวของเขา รินเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับถาดชาที่ส่งควันกรุ่น เธอวางถาดลงบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่แล้วจ้องมองอาร์ตด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"คุณมักจะอยู่ที่นี่เสมอแม้ในเวลาที่ห้องสมุดควรจะปิดทำการไปแล้ว" รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง อาร์ตพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะยิ้มตอบอย่างสุภาพ เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเพื่อหลบเลี่ยงการสบตาโดยตรง รสชาติของชาสมุนไพรเข้มข้นจนทำให้เขารู้สึกถึงความขมปร่าที่แล่นขึ้นมาในลำคอ ซึ่งมันช่างเข้ากับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ได้อย่างประหลาด
"ผมเพียงแค่หลงใหลในความเงียบที่นี่น่ะครับ มันช่วยให้ผมได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดเจนขึ้น" อาร์ตตอบพลางวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา รินขยับเข้ามาใกล้จนอาร์ตได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอ มันเป็นกลิ่นที่ขัดแย้งกับกลิ่นอับของห้องสมุดอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ใช่แค่พนักงานธรรมดา แต่เธอคือผู้เฝ้าประตูที่คอยกันไม่ให้ใครก็ตามเข้าถึงความลับที่แท้จริงของห้องสมุดแห่งนี้ เธอต้องการปกป้องอดีต ในขณะที่อาร์ตต้องการขุดคุ้ยมันออกมาเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่างที่ครอบครัวของเขาพยายามปิดบังมาตลอดชีวิต
รินขยับตัวไปหยิบหนังสือเล่มอื่นบนชั้นวางใกล้ๆ กันนั้น สายตาของเธอไม่ได้มองหนังสือ แต่มองผ่านมันไปที่ใบหน้าของอาร์ต "บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในห้องสมุดไม่ใช่ความมืด แต่มันคือความจริงที่ถูกเก็บไว้ในหน้ากระดาษที่ไม่มีใครกล้าเปิดอ่าน" เธอพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังโต๊ะทำงาน ทิ้งให้ความกดอากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน อาร์ตกำหมัดแน่นในกระเป๋าเสื้อ ความปรารถนาที่จะค้นพบความจริงเริ่มลุกโชนอยู่ในอกจนยากที่จะดับลงได้ เขาต้องหาทางไขรหัสที่ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มสีน้ำเงินนั้นก่อนที่รินจะสังเกตเห็นว่าเขาขโมยมันไป
ในคืนที่พายุฝนกระหน่ำ อาร์ตแอบย้อนกลับเข้ามาในห้องสมุดผ่านทางหน้าต่างห้องใต้ดินที่เขางัดไว้ตั้งแต่วันก่อน แสงฟ้าแลบแปลบปลาบทำให้เขาเห็นเงามืดของชั้นหนังสือทอดยาวเป็นรูปร่างประหลาดบนผนัง เขาหยิบหนังสือเล่มสีน้ำเงินออกมาจากใต้เสื้อผ้าแล้วเปิดหน้าแรกที่มีสัญลักษณ์รูปกุญแจไขว้กับดวงตา อาร์ตเริ่มไล่นิ้วไปตามรอยจารึกนูนต่ำบนหน้ากระดาษ พลางคำนวณตำแหน่งของชั้นวางหนังสือในแผนผังที่เขาวาดไว้ในหัว ความตื่นเต้นทำให้มือของเขาสั่นไหวจนเกือบทำหนังสือตกพื้น
ทันใดนั้น ไฟฉายในมือของเขาก็ส่องกระทบกับแผ่นไม้แผ่นหนึ่งที่อยู่หลังตู้หนังสือเล่มที่สิบสาม อาร์ตพยายามผลักตู้หนักๆ นั้นออกไปจนสุดแรงเกิด เสียงไม้เสียดสีกับพื้นดังก้องไปทั่วโถงจนเขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังแอบมองอยู่ด้านหลัง เขาหันขวับไปมองแต่พบเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในช่องว่างที่ตู้หนังสือเคยบังไว้ มันคือทางลับแคบๆ ที่ทอดตัวลงสู่ชั้นใต้ดินที่ลึกกว่าเดิม กลิ่นดินชื้นและโลหะเก่าๆ เตะเข้าจมูกของเขาอย่างจัง
ขณะที่เขากำลังจะก้าวลงบันไดขั้นแรก เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านบน รินยืนถือตะเกียงน้ำมันอยู่ตรงปากทางเข้า ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งความโกรธเคือง มีเพียงความเศร้าสร้อยที่ฉายชัดออกมา "คุณไม่ควรมาที่นี่อาร์ต บรรพบุรุษของคุณเลือกที่จะหายไปเพราะเขาค้นพบว่าบางคำตอบไม่ควรถูกเปิดเผยในโลกของคนเป็น" เธอกล่าวพลางเดินลงมาหาเขาอย่างช้าๆ แสงจากตะเกียงทำให้เงาของเธอดูยาวเหยียดและดูเหมือนปีศาจร้ายในสายตาของอาร์ต
อาร์ตไม่หยุดเดิน เขาขยับถอยหลังลงไปในความมืดพร้อมกับเปิดหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอีกครั้ง "ผมไม่เชื่อเรื่องคำสาปหรือการหายสาบสูญที่ไม่มีเหตุผล ผมแค่ต้องการรู้ว่าทำไมเขาถึงทิ้งทุกอย่างไว้ให้ผม แล้วคุณล่ะริน คุณอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่กันแน่ ทำไมอายุของคุณถึงไม่เคยเปลี่ยนไปเลยตั้งแต่วันที่ผมมาที่นี่ครั้งแรก" คำถามของเขาทำให้นิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับยื่นมือออกมาเพื่อขอหนังสือในมือเขา
"ส่งมันมาให้ฉัน แล้วคุณจะได้ไปจากที่นี่พร้อมกับความทรงจำที่ปกติสุข" รินพยายามยื่นมือมาคว้าหนังสือ อาร์ตเบี่ยงตัวหลบด้วยความคล่องแคล่ว ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองพุ่งถึงจุดสูงสุดเมื่ออาร์ตตัดสินใจโยนหนังสือไปบนชั้นวางหนังสืออีกด้านหนึ่ง ซึ่งทำให้กลไกบางอย่างทำงานขึ้นมา ผนังหินรอบๆ ตัวพวกเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับห้องสมุดกำลังจะถล่มลงมาทับพวกเขา อาร์ตตะโกนถามถึงความจริงสุดท้ายด้วยเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
รินทรุดตัวลงกับพื้นขณะที่หินก้อนใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากเพดาน เธอชี้ไปที่หนังสือเล่มสีน้ำเงินที่เปิดออกกลางอากาศ กลไกของมันเผยให้เห็นกุญแจเหล็กโบราณที่ซ่อนอยู่ในสันปก "กุญแจนั่นไม่ได้ไขประตู แต่มันไขความทรงจำที่หายไปของคนทั้งตระกูลคุณ" เธอกระซิบด้วยลมหายใจที่แผ่วเบา อาร์ตพุ่งตัวไปคว้ากุญแจนั้นไว้ในมือทันทีที่มันหลุดออกมาจากช่องลับ ทันใดนั้นภาพความทรงจำที่เขาไม่เคยรู้จักก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองของเขา ทั้งภาพของพ่อที่หายไปและรินที่ยืนเคียงข้างเขาทุกช่วงเวลาที่เขาลืมเลือน
เขาพบว่ารินไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เธอคือผู้เฝ้าดูที่ทำหน้าที่ปกป้องความลับของตระกูลเขามาหลายชั่วอายุคน และทุกครั้งที่เขาพยายามจะจากไป เขาก็จะกลับมาที่นี่เพื่อลบความทรงจำตัวเองทิ้งเพียงเพราะเขารับความจริงไม่ได้ อาร์ตมองกุญแจในมือสลับกับใบหน้าของริน น้ำตาของเขาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันกัดกินหัวใจเขาจนแทบแหลกสลาย เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาถึงไม่มีความสุขในโลกภายนอก เพราะส่วนหนึ่งของวิญญาณเขาถูกกักขังไว้ที่นี่ตลอดกาล
เขาประคองรินขึ้นมาจากพื้น ทั้งคู่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของชั้นหนังสือที่พังทลายลงมา อาร์ตใช้กุญแจในมือไขไปที่อากาศว่างเปล่าตรงหน้าตามสัญชาตญาณที่เพิ่งตื่นขึ้น ทันใดนั้นม่านหมอกสีเทาก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็นเส้นทางที่นำไปสู่ห้องทำงานลับของพ่อที่เขามองหามาตลอด ความขัดแย้งในใจของเขาคลี่คลายลงเมื่อเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แต่เขากำลังทำหน้าที่เป็นผู้สืบทอดพันธสัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของตนเอง
รินยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ยิ้มที่ดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโล่งใจ "ในที่สุดคุณก็จำได้แล้ว อาร์ต เรามีหน้าที่ต้องส่งมอบหนังสือเล่มสุดท้ายนี้ให้กับคนที่จะมาเป็นผู้เฝ้าดูคนต่อไป" เธอหยิบหนังสือเล่มสีน้ำเงินที่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวสะอาดตาขึ้นมาส่งให้เขา อาร์ตรับมันไว้ด้วยมือที่มั่นคงกว่าเดิม ความกลัวที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความรับผิดชอบที่หนักอึ้งแต่สวยงามที่เขาพร้อมจะแบกรับไว้ในฐานะผู้พิทักษ์ห้องสมุดแห่งกาลเวลา
อาร์ตเดินออกไปจากห้องใต้ดินพร้อมกับรินทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนสงบในห้องสมุดที่กลับมาตั้งตระหง่านเหมือนเดิมราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น แสงจันทร์สาดส่องลงมาผ่านหน้าต่างบานสูง กระทบกับสันหนังสือที่เรียงรายอยู่บนชั้นราวกับไม่มีวันจบสิ้น เขาวางกุญแจลงบนโต๊ะทำงานตัวเก่า แล้วนั่งลงเก้าอี้ไม้ตัวเดิมเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องราวบทใหม่ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของตระกูลที่ไม่มีใครเคยรู้จัก
ไม่มีใครรู้ว่าอาร์ตอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน และไม่มีใครรู้ว่ารินกลายเป็นเพียงเงามืดที่คอยเฝ้ามองเขาจากมุมมืดของห้องสมุดเพียงใด สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางกลิ่นกระดาษเก่าที่อบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างใหญ่ ในคืนที่เงียบสงัดที่สุดนั้นเอง เขาก็เริ่มเขียนเรื่องราวของตนเองลงในหน้ากระดาษว่างเปล่าเล่มใหม่ เพื่อทิ้งไว้ให้ผู้ที่หลงทางคนถัดมาได้ค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นวางหนังสือที่ไม่มีวันเต็มเล่มนี้
คืนแห่งลวงตา
รอยจูบจากความมืด
สัมผัสเย็นจากปลายเตียง
เศษเสี้ยวของหยาดฝนในความทรงจำ
เสียงหวีดหวิวจากห้องใต้หลังคาที่ไร้ทางออก
รอยร้าวบนผืนผ้าใบแห่งกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น