ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นสายยาวดั่งม่านเหล็กที่กั้นโลกภายนอกออกจากตรอกแคบๆ ในย่านเสื่อมโทรมของมหานคร กลิ่นอับชื้นของขยะเปียกและน้ำมันเครื่องจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบ คาเรนยืนพิงกำแพงอิฐที่ผุกร่อน มือของเขาขยับถุงมือหนังให้กระชับขึ้นเพื่อซ่อนรอยแผลเป็นรูปกากบาทที่ฝ่ามือขวา ดวงตาคมกริบสีเทาเข้มของเขากวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังดมกลิ่นหาภัยคุกคามในเงามืด
แสงไฟนีออนจากป้ายร้านเหล้าที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนลงบนแอ่งน้ำขัง สร้างภาพบิดเบี้ยวของเงาชายชุดดำที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น คาเรนไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับความมืดมิดเช่นนี้ แต่วันนี้เขารู้สึกถึงความกดดันที่ผิดปกติในอากาศ แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาหาเขาไม่ได้แผ่วเบาเหมือนเสียงแมวเดิน แต่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมจนน่าขนลุก
เขาหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ แต่ไม่ได้จุดไฟ เพราะเปลวไฟเพียงนิดเดียวอาจกลายเป็นจุดนำเป้าให้แก่พลซุ่มยิงที่อาจซ่อนตัวอยู่บนดาดฟ้าตึกแถวนั้น คาเรนหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ความทรงจำที่ขาดหายเป็นช่วงๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่ฐานปฏิบัติการลับเมื่อสามปีก่อนยังคงตามหลอกหลอนเขาเหมือนเศษแก้วที่บาดลึกในใจทุกครั้งที่พยายามนึกย้อนกลับไปถึงชื่อของคนที่เขาสังหารในวันนั้น
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดโค้ทสีเทาก้าวออกมาจากเงามืดของตู้คอนเทนเนอร์ ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยหมวกปีกกว้าง แต่ดวงตาที่จ้องมองมานั้นกลับดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เขาหยุดยืนห่างจากคาเรนเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นบุหรี่ราคาแพงที่ลอยมากับลมทำให้คาเรนรู้ทันทีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาที่เดินหลงทางเข้ามาในตรอกนี้แน่นอน ความตึงเครียดในอากาศพุ่งสูงขึ้นจนเกือบจะสัมผัสได้ถึงประจุไฟฟ้าที่แฝงอยู่
“นายควรจะตายไปพร้อมกับซากปรักหักพังที่นั่นแล้ว คาเรน” ชายชุดเทากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความเคียดแค้นที่สะสมมานานหลายปี เขาค่อยๆ เอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท คาเรนขยับตัวตามสัญชาตญาณ มือซ้ายของเขาเอื้อมไปแตะด้ามมีดพกที่ซ่อนอยู่ข้างเอวอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ความตายเป็นเรื่องของคนขี้เกียจ ส่วนฉันยังไม่พร้อมจะหยุดพัก” คาเรนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น มือของเขายังคงนิ่งสนิทแม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองศึก ภายในหัวของเขากำลังประมวลผลทางเลือกทั้งหมดที่มีในเสี้ยววินาทีเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้เริ่มต้นจากความเกลียดชังเสมอไป ในอดีตชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเคยเป็นคู่หูที่ร่วมเป็นร่วมตายในภารกิจล้างบางกลุ่มผู้มีอิทธิพลเถื่อน แต่ความเชื่อใจที่เคยมีให้กันกลับถูกทำลายลงด้วยผลประโยชน์ขององค์กรที่มองว่าพวกเขาเป็นเพียงเบี้ยที่ต้องกำจัดทิ้งเมื่อหมดค่า คาเรนจำได้เพียงแววตาที่สั่นไหวของคู่หูในวันที่เขาต้องเลือกระหว่างการรักษาชีวิตตัวเองหรือการช่วยชีวิตอีกฝ่าย
ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด แต่มันคือความจริงที่ว่าโลกของสายลับไม่มีที่ว่างสำหรับมิตรภาพที่แท้จริง คาเรนมองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่แข็งกระด้างของคู่หูเก่า เขารู้ว่าอีกฝ่ายเองก็ตกเป็นเหยื่อของการล้างสมองและคำสั่งที่ปฏิเสธไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้คาเรนลังเลเพียงครู่หนึ่ง แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาพลาดจังหวะการโจมตีแรกไป
“เลิกทำตัวเป็นพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรมเสียที เพราะนายก็รู้ดีว่าเราทั้งคู่ต่างก็มีเลือดที่เปื้อนมือไม่ต่างกัน” คู่หูเก่าขยับตัวอย่างรวดเร็ว กริชเล่มยาวในมือของเขาพุ่งตรงมาที่ลำคอของคาเรนด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป คาเรนเบี่ยงตัวหลบอย่างฉิวเฉียดจนคมมีดเฉือนผ่านเนื้อผ้าที่ไหล่ซ้ายจนขาดวิ่น
เขากระแทกศอกใส่สีข้างของอีกฝ่ายอย่างแรงจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบาๆ ก่อนจะถอยหลังออกมาตั้งหลักในเงามืด คาเรนรู้ดีว่าการต่อสู้กับคนระดับนี้ต้องใช้มากกว่ากำลังกาย เขาต้องใช้ความฉลาดในการวางแผนและจังหวะที่แม่นยำเพื่อคว่ำอีกฝ่ายโดยไม่ให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น การปะทะกันในตรอกแคบเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อทั้งคู่ต่างงัดเอาศิลปะการต่อสู้ที่เคยถูกฝึกมาด้วยกันออกมาใช้แก้ทางกันและกัน
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนปริศนาเริ่มดังมาจากปากตรอกทั้งสองด้าน ทำให้คาเรนตระหนักได้ว่านี่คือกับดักที่ถูกวางไว้อย่างดีเยี่ยม เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่การกำจัดเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นการปิดบัญชีครั้งสุดท้ายที่รวมถึงอดีตคู่หูของเขาด้วยเช่นกัน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด คาเรนใช้กำแพงเหล็กเป็นที่กำบังขณะที่ลูกกระสุนเริ่มพุ่งผ่านเข้ามาในตรอกเหมือนห่าฝนที่ไร้ความปรานี
“พวกมันไม่ได้มาเพื่อช่วยนาย พวกมันมาเพื่อเก็บกวาดให้สิ้นซาก!” คาเรนตะโกนผ่านเสียงปืนที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ในขณะที่เขากระชากแขนของคู่หูเก่าให้หลบเข้าหลังถังขยะเหล็กขนาดใหญ่เพื่อเลี่ยงกระสุนที่พุ่งเข้าใส่จุดที่พวกเขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่นี้ ชายชุดเทาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าทางที่คาเรนแสดงออกมา เขาไม่ได้หวังจะฆ่า แต่หวังจะรอด
เหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อคาเรนตัดสินใจโยนระเบิดควันในมือลงพื้น ทำให้เกิดหมอกหนาทึบที่บดบังทัศนวิสัยไปทั่วตรอก ในจังหวะที่ความโกลาหลเกิดขึ้น คาเรนกระโจนเข้าหาศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุดและจัดการปลดอาวุธด้วยการหักข้อมืออย่างรุนแรง เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นท่ามกลางเสียงปืนที่เริ่มกราดยิงสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณเพราะมองไม่เห็นเป้าหมาย
เขาส่งสัญญาณให้คู่หูเก่าถอยไปที่ท่อระบายน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้งคู่เคลื่อนที่ประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าสามปีที่หายไปไม่เคยมีอยู่จริง พวกเขาอาศัยทักษะการเคลื่อนที่ในที่มืดที่เคยฝึกฝนมาด้วยกันเพื่อหนีออกจากวงล้อมของเหล่านักฆ่า การหลบหนีเป็นไปอย่างยากลำบากเมื่อต้องผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังและคราบน้ำมันที่ลื่นปรื้ด
เมื่อมาถึงทางออกสู่ถนนสายหลัก ทั้งคู่หอบหายใจอย่างหนักหน่วง คาเรนพิงรถบรรทุกคันเก่าเพื่อพักเหนื่อย ในขณะที่คู่หูเก่ามองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากตอนแรก มันไม่ใช่ความเกลียดชังอีกต่อไป แต่เป็นความสับสนที่ฉายชัดออกมาจากแววตาที่เคยแข็งกร้าว “ทำไมต้องช่วยฉัน ทั้งที่ฉันพยายามจะฆ่านาย” เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันจำได้แม่นยำที่สุด ก่อนที่ความทรงจำอื่นจะเลือนหายไป” คาเรนตอบพลางเช็ดเลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลที่แขน เขาไม่ได้ต้องการคำตอบจากอีกฝ่ายว่าทำไมถึงต้องมาฆ่าเขา แต่เขาต้องการเพียงแค่พิสูจน์ว่าจิตวิญญาณของพวกเขายังไม่ถูกทำลายลงโดยองค์กรนรกนั่นเสียทั้งหมด
จุดพีคของเรื่องมาถึงเมื่อเสียงไซเรนรถตำรวจดังใกล้เข้ามา และรถสีดำสนิทขององค์กรล้อมปิดทางเข้าออกของซอยเอาไว้ คาเรนรู้ดีว่าการหนีออกไปตรงๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เขาตัดสินใจเดินตรงไปยังรถคันหน้าสุดโดยไม่หวั่นเกรงต่อปลายกระบอกปืนนับสิบที่เล็งมายังเขา นี่คือการตัดสินใจที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต แต่มันคือทางเดียวที่จะเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อให้คู่หูเก่ารอดไปได้
“คาเรน อย่า!” คู่หูเก่าตะโกนขึ้นพร้อมกับเตรียมพุ่งตัวออกมาเพื่อสมทบ แต่คาเรนยกมือห้ามไว้ เขาหันกลับมามองด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่ปลดปล่อยความทุกข์ระทมที่แบกรับมาตลอดหลายปี เขารู้ดีว่ากระสุนที่รออยู่เบื้องหน้าจะจบสิ้นทุกอย่าง ทั้งความแค้น ความทรงจำ และรอยร้าวที่อยู่ในใจของเขา
วินาทีที่เขาเดินก้าวออกไปสู่แสงไฟจากหน้ารถ เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกันราวกับเสียงเพลงที่บรรเลงจุดจบของชีวิตสายลับคนหนึ่ง คาเรนรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นผ่านร่าง แต่ในความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา เขากลับมองเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่สดใสขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่เขากับคู่หูยังคงหัวเราะด้วยกันในบาร์เล็กๆ ภาพที่ไม่มีเลือด ไม่มีปืน และไม่มีคำสั่งฆ่า
เขาล้มลงกับพื้นถนนที่เปียกชื้น เสียงฝนที่ตกลงมาเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงความเงียบงันที่น่าใจหาย คู่หูเก่าของเขาวิ่งเข้ามาประคองร่างที่ไร้วิญญาณของเขาไว้ในอ้อมแขน น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนใบหน้าของคาเรนที่หลับตาลงอย่างสงบ การต่อสู้จบลงแล้ว และเขาก็ได้รับอิสรภาพที่แท้จริงคืนมาในวาระสุดท้ายของชีวิต
ในความเงียบสงัดของค่ำคืนนั้น คู่หูเก่าของคาเรนก้าวเดินหายไปในเงามืดพร้อมกับความลับที่ถูกฝังไปพร้อมกับร่างของเพื่อนรัก เขาจะไม่กลับไปหาองค์กรนั้นอีกต่อไป ความทรงจำที่เหลืออยู่ของคาเรนจะกลายเป็นเครื่องเตือนใจให้เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อทำลายสิ่งที่พรากทุกอย่างไปจากพวกเขา ทั้งคู่ไม่มีวันถูกลืม เพราะในเศษเสี้ยวของเวลา พวกเขาได้เลือกทางเดินที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์มากกว่าเบี้ยที่ถูกกำหนดให้ตาย
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มทอแสงผ่านม่านหมอกที่จางหายไป เหลือเพียงถนนที่ว่างเปล่าและรอยเลือดที่เริ่มจางไปตามสายน้ำฝน ไม่มีใครรับรู้ถึงการจากไปของวีรบุรุษไร้นามในตรอกแห่งนี้ แต่ ณ ที่แห่งหนึ่งในใจของคนที่รอดชีวิต ปณิธานที่คาเรนทิ้งไว้ยังคงส่องสว่างดั่งเปลวไฟที่ไม่เคยดับมอด และมันจะกลายเป็นรอยแค้นที่จะสั่นคลอนรากฐานขององค์กรลับไปตลอดกาล
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
รอยเลือดบนทางสายหมอก
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง: รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
เงาเพลิงมรณะ: เดิมพันชีวิตกลางมหานคร
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น