เข็มวินาทีบนนาฬิกาไขลานเรือนยักษ์กลางห้องโถงสั่นไหวก่อนจะหยุดกึกราวกับถูกกระชากวิญญาณ ท่ามกลางเสียงความเงียบที่กดทับจนหูอื้อ กวินทร์ขยับแว่นขยายให้เข้าที่ขณะที่เหงื่อเม็ดโตไหลผ่านขมับตกลงบนโต๊ะไม้โอ๊กที่มีรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วน
เขาใช้คีมปากจระเข้คีบเศษโลหะขนาดจิ๋วที่ดูเหมือนฟันเฟืองบิดเบี้ยวออกมาจากกลไกหลัก นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำงานมานานนับสิบปีสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเครื่องจักรโบราณนี้
แสงจากตะเกียงน้ำมันสลัวๆ สะท้อนกับผิวโลหะสีทองหม่น ทำให้กวินทร์มองเห็นรอยจารึกเป็นรูปคลื่นที่ถูกสลักไว้ใต้ฐานรองกลไก มันไม่ใช่รอยสึกหรอตามธรรมชาติ แต่มันคือสัญลักษณ์ของความพยายามในการหยุดเวลาที่ใครบางคนได้วางกับดักไว้ตั้งแต่วันที่เมืองนี้เข้าสู่ภาวะสุญญากาศ
เขากลั้นหายใจแล้วค่อยๆ บรรจงวางฟันเฟืองชิ้นใหม่ที่เขาสร้างขึ้นจากเศษเหล็กเก่าเข้าไปแทนที่ แรงสั่นสะเทือนเบาๆ เริ่มเกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขา ราวกับว่าพื้นห้องที่เคยสงบนิ่งกำลังตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน
กวินทร์ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ดวงตาจดจ้องไปที่การขยับตัวของเข็มวินาทีที่เริ่มเดินหน้าอีกครั้งอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับส่งเสียงแหลมสูงจนน่าขนลุกเหมือนเสียงโลหะเสียดสีกันอย่างทรมาน เขาคว้าไขควงแน่นในมือพลางพึมพำกับตัวเองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการพังทลายที่ไม่มีใครย้อนกลับได้อีกต่อไป
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'รินลดา' ดังขึ้นจากบันไดวนไม้เก่าๆ ที่สั่นสะเทือนตามน้ำหนักตัว เธอเดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งถือกระดาษบันทึกที่เต็มไปด้วยตัวเลขและสมการดาราศาสตร์ที่ยากจะทำความเข้าใจ กวินทร์ไม่หันไปมองแต่เขารู้ดีว่าเธอต้องการอะไรจากเขาในค่ำคืนนี้
รินลดาวางเอกสารลงบนกองตำราประวัติศาสตร์เมืองที่กางทิ้งไว้ เธอมีนิสัยชอบจิกเล็บลงบนต้นแขนเมื่อรู้สึกประหม่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเผลอทำออกมาทุกครั้งที่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน “ฟันเฟืองชิ้นนั้นไม่ใช่ต้นเหตุของความเงียบ กวินทร์ มันเป็นแค่ตัวเร่งปฏิกิริยาเท่านั้น”
กวินทร์วางเครื่องมือลงพลางหันไปสบตาเธอ แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความหวังที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง “หากมันไม่ใช่ต้นเหตุ แล้วสิ่งที่ทำให้เข็มหยุดเดินเมื่อสามสิบปีก่อนคืออะไรกันแน่ รินลดา เธอรู้อะไรมามากกว่าที่บันทึกไว้ใช่ไหม”
เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบเสียงต่ำจนแทบจะกลืนหายไปกับความมืดในห้อง “พ่อของเธอคือคนที่ใส่รอยจารึกรูปคลื่นนั้นลงไป เขาไม่ได้ต้องการหยุดเวลา แต่เขาต้องการซ่อนบางอย่างไว้ในวินาทีที่เก้าสิบของชั่วโมงที่ไม่มีอยู่จริง”
กวินทร์หัวเราะหึในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน เขารู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งบนบ่าเมื่อนึกถึงคำพูดของเธอ ที่ผ่านมาเขามัวแต่ซ่อมแซมกลไกภายนอกโดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ตัวเขาเองก็เป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นหนึ่งในกลไกขนาดใหญ่ที่ถูกบงการโดยอดีตที่เขาไม่เคยรู้จัก
“เราต้องไปที่หอระฆังร้างนั่น” เขากล่าวพลางหยิบกระเป๋าเครื่องมือขึ้นมาสะพาย รินลดาส่ายหน้าปฏิเสธทันทีเพราะเธอรู้ดีว่าที่นั่นมีกลไกป้องกันตัวที่อันตรายยิ่งกว่ากับดักในนาฬิกาเรือนไหนๆ ที่เขาเคยซ่อมมา แต่กวินทร์ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้เวลาของเมืองนี้หยุดนิ่งอยู่กับที่อีกต่อไป
ทั้งสองเดินฝ่าสายหมอกหนาที่ปกคลุมถนนในตัวเมือง เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วตรอกแคบๆ ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะมีสายตาที่มองไม่เห็นจับจ้องอยู่จากหน้าต่างบ้านเรือนที่ปิดตาย กวินทร์หยุดชะงักเมื่อเห็นรอยแยกบนกำแพงเมืองที่มีละอองสีฟ้าลอยออกมาคล้ายกับผงฝุ่นจากฟันเฟืองที่เขากำลังซ่อม
“ระวัง” รินลดาร้องเตือนก่อนจะดึงแขนเขาหลบเข้าข้างทาง เสียงฟาดฟันของลมแรงพัดผ่านจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่จนกำแพงหินร้าวเป็นทางยาว นี่คือผลกระทบจากการที่เขาพยายามกระตุ้นนาฬิกาหลักของเมืองให้กลับมาเดินอีกครั้ง
กวินทร์สังเกตเห็นว่ารอยแยกเหล่านั้นค่อยๆ ขยายตัวตามจังหวะการเต้นของเข็มวินาทีที่เขาเพิ่งซ่อมไป “การที่ฉันซ่อมนาฬิกานั่นทำให้รอยแยกในมิตินี้กว้างขึ้นหรือเปล่า รินลดา” เขาสอบถามพลางมองไปที่มือของตัวเองที่เริ่มมีประกายไฟสีฟ้าจางๆ แผ่ออกมา
รินลดาหยิบเข็มทิศทองเหลืองออกมาจากกระเป๋า เข็มของมันหมุนวนอย่างไร้ทิศทางเหมือนคนเสียสติ “มันไม่ใช่แค่การซ่อม แต่มันคือการเปิดประตูสู่รอยแยกที่พ่อของฉันพยายามจะปิดตาย เรากำลังดึงเอาความเงียบที่ถูกขังไว้ออกมาข้างนอก”
พวกเขาเร่งฝีเท้าจนมาถึงหอระฆังที่สูงตระหง่านอยู่บนเนินเขา ลมพัดแรงจนผ้าคลุมของกวินทร์สะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง ด้านบนของหอระฆังมีกงล้อขนาดมหึมาที่ทำจากแก้วผลึกใสกำลังหมุนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิวที่บาดแก้วหู
กวินทร์ปีนขึ้นไปบนโครงเหล็กที่ผุพัง มือของเขาเอื้อมไปหาคานหลักเพื่อที่จะหยุดการหมุนของกงล้อแก้วนั้น แต่ทันใดนั้นเงาสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเป็นร่างที่สร้างจากเขม่าควันและเศษฟันเฟืองที่รวมตัวกันเป็นรูปร่างมนุษย์ที่ไร้ใบหน้า
“หยุดนะกวินทร์!” รินลดาร้องตะโกนจากด้านล่างขณะที่ร่างเงาพุ่งเข้าจู่โจมเขา กวินทร์ใช้คีมเหล็กในมือปัดป้องการโจมตีนั้นอย่างทุลักทุเล แต่ละครั้งที่โลหะปะทะกับร่างเงา เขาจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นผ่านประสาทสัมผัสราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
“ถ้าไม่หยุดสิ่งนี้ ทุกอย่างก็จะหายไปในความว่างเปล่า!” กวินทร์ตะคอกตอบพลางอาศัยจังหวะที่ร่างเงาชะงักกระโดดคว้าคานหลักไว้ได้ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเมื่อกระแสพลังงานมหาศาลไหลผ่านตัวเขาจากการสัมผัสกับกงล้อผลึก
รินลดาตัดสินใจปีนขึ้นมาช่วยเขา เธอใช้เข็มทิศทองเหลืองกดลงไปที่จุดเชื่อมต่อของกงล้อแก้ว เสียงระเบิดของผลึกที่แตกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหุบเขา แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นจนมองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง กวินทร์รู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความมืดสนิท
เมื่อกวินทร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น หน้าหอระฆังที่บัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง เสียงนกหวีดจากรถไฟสายมรณะที่ไม่ได้วิ่งมานานหลายสิบปีดังแว่วมาแต่ไกลจากสถานีที่อยู่สุดขอบเมือง
รินลดานั่งอยู่ข้างๆ เขา เธอมองไปที่มือของตัวเองที่ไม่มีประกายไฟสีฟ้าอีกต่อไปแล้ว ทั้งคู่ต่างเงียบงันโดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดออกมา เพราะพวกเขารู้ดีว่าโลกที่พวกเขาเคยรู้จักได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้วในวินาทีที่นาฬิกากลับมาเดินอีกครั้ง
กวินทร์หยิบนาฬิกาพกเรือนเก่าของเขาออกมาเปิดดู เข็มวินาทีของมันกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเป็นจังหวะที่ชัดเจน เขาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าพลางมองไปที่เส้นขอบฟ้าที่เริ่มมีแสงตะวันสาดส่องเข้ามาเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ
พวกเขาเดินกลับเข้าสู่ตัวเมืองที่กำลังตื่นจากการหลับใหล ผู้คนเริ่มเปิดประตูบ้านออกมาด้วยสีหน้าสับสน แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น กวินทร์กลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่าในใจ เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเสียสละไปเพื่อกู้คืนเวลานี้ คือความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับตัวตนของเขาที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้
รินลดาสัมผัสที่ไหล่ของเขาเบาๆ เธอเองก็ดูเหมือนจะจดจำอะไรไม่ได้มากไปกว่าชื่อของตัวเอง แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับจุดเริ่มต้นใหม่ กวินทร์มองดูฟันเฟืองที่เหลืออยู่ในกระเป๋าของเขา ก่อนจะตัดสินใจโยนมันทิ้งลงในลำธารข้างทางเพื่อให้กระแสน้ำพัดพาเอาอดีตที่หนักอึ้งนั้นหายไปกับสายน้ำ
เสียงระฆังจากโบสถ์เก่าดังกังวานขึ้นเป็นครั้งแรกของวัน มันเป็นเสียงที่ไพเราะและหนักแน่น ต่างจากเสียงเสียดสีของฟันเฟืองที่เขาเคยคุ้นเคย กวินทร์เดินเคียงข้างรินลดาไปตามถนนสายเดิม แต่ในคราวนี้ทุกย่างก้าวของเขามีความหมายมากกว่าการซ่อมแซมสิ่งใด เพราะมันคือการก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่มีจุดจบของเวลามาคอยพันธนาการอีกต่อไป
ทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนบนพื้นโต๊ะทำงานที่ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ซึ่งหากใครสักคนมาพบเข้า พวกเขาอาจจะสงสัยว่ามันคือรอยจารึกของช่างซ่อมนาฬิกาคนหนึ่งที่กล้าท้าทายจังหวะหัวใจของโลก หรืออาจจะเป็นเพียงรอยถลอกธรรมดาที่เกิดจากการทำงานหนักตลอดทั้งชีวิตของชายผู้พยายามกู้คืนจังหวะแห่งชีวิตให้แก่ผู้คนในเมืองที่ถูกลืม
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น