กลิ่นอายของกำยานเก่าแก่และไอชื้นจากผนังดินเผาตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงทรงแปดเหลี่ยม 'ธัญญ์' ขยับนิ้วเรียวยาวไปตามรอยแตกร้าวบนผิวหน้าคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ทันใดนั้น เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวของเขา แต่มันกลับยกมือขึ้นทาบกับพื้นผิวกระจกจากฝั่งตรงข้ามราวกับกำลังพยายามจะพังทลายสิ่งกีดขวางบางอย่างออกมา
เขากระชับเข็มขัดหนังที่มีขวดแก้วบรรจุผงตะกั่วอาคมแน่นขึ้น ก่อนจะกระโดดถอยหลังเมื่อเงามืดสีดำสนิทรูปทรงบิดเบี้ยวเริ่มแทรกซึมผ่านรอยร้าวออกมาเหมือนควันไฟที่ถูกกระชากด้วยแรงลม ธัญญ์คว้าด้ามดาบไม้จันทน์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาตั้งการ์ด เขาไม่ได้ตื่นตระหนกกับสิ่งที่เห็น เพราะนี่คือสิ่งที่เขาทำมาตลอดนับสิบปีในฐานะผู้ล่าเงาที่หลุดจากกรอบกาลเวลา
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องอยู่ในมโนภาพของเขาไม่ใช่ในอากาศธาตุ ธัญญ์หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสมาธิก่อนจะลืมตาขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาสีเทาหม่นที่เปล่งประกายสีครามจางๆ เขาพุ่งตัวเข้าใส่เงาที่กำลังขยายร่างจนเกือบจะแตะเพดานห้องโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ดาบไม้จันทน์ปะทะเข้ากับมวลความมืดจนเกิดเสียงดังสนั่นเหมือนเหล็กกระทบกัน
เงามืดนั้นพยายามจะรัดพันข้อมือของเขา แต่ธัญญ์อาศัยจังหวะที่มันเสียหลักจากการปะทะ สลัดขวดผงตะกั่วในมือขวาแล้วสาดเข้าไปกลางใจกลางของมัน แสงสีขาวนวลพุ่งวาบขึ้นพร้อมกับเสียงฟู่เหมือนน้ำราดบนเหล็กแดงร้อน เงาที่เคยดุดันเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็วและพยายามจะถอยกลับไปยังรอยร้าวบนคันฉ่องเดิม
ธัญญ์ไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไป เขาพุ่งเข้าประชิดตัวและใช้ยันต์แผ่นบางแปะลงบนรอยร้าวของกระจกทันที แรงดึงดูดมหาศาลจากมิติที่อยู่เบื้องหลังคันฉ่องฉุดกระชากเงานั้นกลับเข้าไปภายในอย่างรุนแรงจนเกิดแรงลมหมุนวนพัดเอาฝุ่นละอองในห้องปลิวว่อนไปหมด เขาหอบหายใจหนักหน่วงขณะมองดูรอยร้าวบนคันฉ่องที่ค่อยๆ สมานตัวกลับเป็นผิวเรียบดังเดิม
เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบพลางเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมือ ความเหนื่อยล้าจากการปะทะครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะเขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่แปลกประหลาดระหว่างตัวเขากับเงาตัวนั้น ราวกับว่ามันไม่ใช่แค่เงาธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่หายไปจากใจเขานานมาแล้ว ธัญญ์หยิบเศษกระดาษที่ตกอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาดู มันเป็นภาพวาดของหญิงสาวที่เขาสวมกอดไว้ในวันวาน แต่ใบหน้าของเธอในกระดาษกลับลบเลือนไปราวกับถูกลบด้วยยางลบ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'สารวัตรกวิน' ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้แกะสลัก ธัญญ์ซ่อนเศษกระดาษนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นยืนรับแขกผู้มาเยือนด้วยท่าทีเรียบเฉย กวินเป็นชายวัยกลางคนที่มีแววตาจริงจังและมักจะตั้งคำถามถึงวิธีการทำงานที่ดูเหนือธรรมชาติของธัญญ์อยู่เสมอ เขามองสำรวจห้องที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ด้วยสายตาจับผิด
กวินกวาดสายตาไปรอบห้องแล้วหยุดอยู่ที่คันฉ่องที่กลับมาเรียบเนียนเหมือนใหม่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "คุณทำสำเร็จอีกแล้วสินะ แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าความเสียหายจะหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเลยนะธัญญ์" ธัญญ์เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบ เขาเดินไปหยิบผ้าคลุมสีเทามาคลุมคันฉ่องไว้เพื่อลดทอนพลังงานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับสารวัตร
"ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ ความทรงจำของคนที่เจ้าของเงานี้สูญเสียไปก็จะหายไปตลอดกาล คุณก็รู้ว่านั่นคือหน้าที่ของผม" ธัญญ์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว กวินขมวดคิ้วแน่นพลางถอนหายใจยาว เขายังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ถึงยอมแลกทั้งชีวิตและจิตวิญญาณเพื่อปกป้องสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นและไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
กวินขยับเสื้อโค้ทที่เปียกชื้นจากฝนข้างนอกแล้วก้าวเข้ามาใกล้ธัญญ์มากขึ้น "แต่คนที่สูญเสียความทรงจำไปน่ะ เขาจำอะไรไม่ได้เลย แล้วคุณจะไปเหนื่อยแทนเขาทำไมกัน ในเมื่อตัวเขาเองยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าสูญเสียอะไรไป" ธัญญ์มองตรงไปที่นัยน์ตาของกวินอย่างแน่วแน่ เขารู้ดีว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความห่วงใยที่ผิดที่ผิดทางของอีกฝ่าย แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวที่เกาะกินใจอยู่ลึกๆ
"บางครั้งการได้รับความทรงจำคืนมา อาจจะเจ็บปวดมากกว่าการสูญเสียมันไปเสียอีก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะปล่อยให้มันหลุดลอยไป" ธัญญ์เดินเลี่ยงผ่านกวินไปที่โต๊ะไม้เก่าๆ เพื่อชงชาสมุนไพร กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าเริ่มกระจายตัวไปทั่วห้อง ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียดลงได้บ้างเล็กน้อย
กวินรับถ้วยชาจากธัญญ์ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าธัญญ์ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นทายาทคนสุดท้ายของกลุ่มนักพรตที่เคยมีหน้าที่รักษาความสมดุลระหว่างโลกความจริงและโลกเงา "พรุ่งนี้จะมีงานพิธีเปิดหอจดหมายเหตุแห่งความทรงจำ พวกเขาส่งจดหมายเชิญคุณมาด้วยหวังว่าคุณจะไปร่วมงานนะ" กวินเอ่ยขึ้นขณะจิบชาที่ยังร้อนอยู่
ธัญญ์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงต่ำ "ผมไม่เหมาะกับงานรื่นเริงแบบนั้นหรอกกวิน งานของผมอยู่กับเงามืดในกระจก ไม่ใช่ภายใต้แสงไฟของหอจดหมายเหตุที่เต็มไปด้วยความทรงจำของคนอื่น" เขาไม่อยากบอกว่าเขากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงบางอย่างที่อาจจะถูกซ่อนไว้ในสถานที่แห่งนั้น
การสนทนาดำเนินต่อไปจนกระทั่งดึกดื่น กวินลาจากไปพร้อมกับคำกำชับให้ดูแลตัวเองดีๆ ธัญญ์ยืนมองแผ่นหลังของสารวัตรที่หายไปในม่านหมอกหนาหน้าเรือนไม้ เขารู้สึกได้ว่าคืนนี้จะไม่ใช่คืนที่เงียบสงบเหมือนทุกครั้ง เพราะความรู้สึกที่เขามีต่อภาพวาดหญิงสาวนั้นกำลังปั่นป่วนอยู่ในอกราวกับมีพายุพัดผ่าน เขาตัดสินใจหยิบภาพวาดออกมาดูอีกครั้งภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่
ในความเงียบงันของค่ำคืน เสียงเคาะกระจกเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลังของคันฉ่องที่คลุมผ้าไว้ ธัญญ์หันขวับไปมองทันที หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความสงสัยและความคาดหวังที่เขาก็ไม่กล้าบอกตัวเองว่าคืออะไรกันแน่ เขาค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้คันฉ่องนั้นอีกครั้งพร้อมกับมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นผิวหน้ากระจกที่เริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้ง
แต่คราวนี้แทนที่จะเป็นเงามืดที่บิดเบี้ยว รอยร้าวนั้นกลับเรียงตัวกันเป็นอักษรโบราณที่อ่านว่า 'จงคืนสิ่งที่เจ้าพรากไป' ธัญญ์ขมวดคิ้วด้วยความฉงน นี่ไม่ใช่กลไกของเงาที่เขาคุ้นเคย แต่มันเหมือนคำเตือนจากบางสิ่งที่ทรงพลังกว่านั้น เขาพยายามใช้พลังสมาธิอ่านข้อความแต่กลับถูกแรงกระแทกจากพลังงานบางอย่างผลักกระเด็นจนหลังไปกระแทกกับชั้นหนังสือ
เขารีบคว้าดาบไม้จันทน์มาถือไว้ในมือแน่นก่อนจะเพ่งมองไปที่รอยร้าวนั้นอีกครั้ง คราวนี้เงาในกระจกค่อยๆ ปรากฏภาพของหญิงสาวในภาพวาดคนนั้นขึ้นมา เธอไม่ได้มีใบหน้าที่ว่างเปล่าอย่างในเศษกระดาษ แต่เธอกำลังส่งยิ้มให้เขาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้ม ธัญญ์ตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาจำเธอได้แล้ว เธอคือ 'รินดา' คนรักที่หายไปในคืนวันที่เขาพลาดท่าในการสะกดรอยเงาครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
"รินดา... นั่นเธอจริงๆ หรือ" ธัญญ์กระซิบเบาๆ ด้วยเสียงที่สั่นเครือ เขาลืมกฎทุกข้อของการเป็นผู้ล่าเงาไปจนหมดสิ้น เขาพยายามจะเอื้อมมือเข้าไปสัมผัสกระจก แต่แล้วรินดากลับส่ายหน้าพร้อมกับใช้มือชี้ไปที่พื้นห้องตรงหน้าธัญญ์ ที่นั่นมีกล่องไม้ใบเก่าที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นไม้กระดานที่เริ่มผุพังมานานหลายปี
เขาใช้ปลายดาบงัดแผ่นไม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้างในนั้นมีสมุดบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของเขาเองเมื่อหลายปีก่อน ธัญญ์รีบเปิดดูแต่ละหน้าด้วยความตื่นเต้นและกังวลใจ ในสมุดบันทึกนั้นระบุถึงวิธีการดึงความทรงจำที่หายไปกลับคืนมาด้วยการแลกเปลี่ยนกับพลังชีวิตของเขาเอง นี่คือสิ่งที่เขาทำลงไปเพื่อช่วยรินดา แต่เขากลับลืมมันไปเสียเองจากการทำพันธสัญญาอาคม
ความโกรธแค้นและความเสียใจประดังเข้ามาพร้อมกัน ธัญญ์เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงต้องเป็นนักล่าเงามาตลอดชีวิต เพราะเขากำลังถูกสาปด้วยความทรงจำที่ถูกดึงออกไปเพื่อรักษาชีวิตของรินดาไว้ในกระจกเงาบานนั้น เขาคือคนที่กักขังเธอไว้ด้วยความตั้งใจในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขากลับจำไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องกักขังเธอไว้ และต้องกลายเป็นผู้เฝ้าดูเธอในคันฉ่องมาโดยตลอด
ความขัดแย้งในใจของธัญญ์รุนแรงขึ้นเมื่อภาพในกระจกเริ่มเปลี่ยนไปจากรินดาที่ยิ้มแย้ม กลายเป็นเงามืดที่หิวโหยที่พยายามจะฉีกกระชากตัวเธอให้หายไป เขาเข้าใจทันทีว่าเงาที่เขาต่อสู้เมื่อตอนหัวค่ำไม่ใช่แค่เงาที่หลุดรอดมา แต่มันคือส่วนหนึ่งของตัวเขาเองที่พยายามจะทำลายหลักฐานความผิดพลาดของตัวเองทิ้งไป ธัญญ์ต้องตัดสินใจระหว่างการรักษาชีวิตตัวเองไว้ หรือการปลดปล่อยรินดาด้วยการทำลายคันฉ่องทิ้งเสีย ซึ่งหมายถึงการตายของเขาด้วยเช่นกัน
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เดินไปหยิบขวดผงตะกั่วอาคมใบสุดท้ายออกมาจากกระเป๋า เขาไม่ได้เตรียมมันไว้เพื่อสาดใส่เงามืด แต่เขาเตรียมมันไว้เพื่อทำลายคันฉ่องจากภายในด้วยการผสมผสานพลังชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเองลงไป ธัญญ์เริ่มร่ายรำดาบไม้จันทน์ไปรอบห้องเป็นวงกลม พลังอาคมสีทองเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวเขาและกระจกบานนั้น
ลมพายุเริ่มพัดกรรโชกเข้ามาในห้องโถงจนข้าวของต่างๆ กระจัดกระจาย กวินที่เพิ่งเดินพ้นจากเรือนไม้ไปไม่ไกลนักหันกลับมามองด้วยความตกใจเมื่อเห็นแสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากบ้านของธัญญ์ เขาตัดสินใจวิ่งกลับไปทันทีโดยไม่รีรอแม้แต่น้อย แต่เมื่อเขากลับมาถึง ประตูเรือนไม้ก็ถูกปิดตายด้วยพลังอาคมที่เขามองไม่เห็น
ธัญญ์หลับตาลงขณะที่พลังชีวิตของเขาถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเห็นภาพรินดาเดินออกจากกระจกมาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา เธอเอื้อมมือมาแตะที่แก้มของเขาและกระซิบว่า "ขอบคุณที่จำได้... และขอบคุณที่ปลดปล่อยเราทั้งคู่" ในวินาทีนั้น ธัญญ์รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดที่เกาะกินใจมาเนิ่นนานมลายหายไปสิ้น
กวินพยายามพังประตูเข้าไปแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าเมื่อประตูเปิดออก ทุกอย่างในห้องโถงกลับมาอยู่ในสภาพปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นคันฉ่องบานนั้นแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่บนพื้น ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยของเงาหรือพลังอาคมใดๆ กวินก้าวเข้ามาในห้องด้วยความหวาดหวั่น เขามองหาธัญญ์ไปทั่วทุกมุมห้องแต่กลับพบเพียงดาบไม้จันทน์ที่หักเป็นสองท่อนวางอยู่บนโต๊ะทำงาน
เขาหยิบสมุดบันทึกที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาอ่าน น้ำตาของสารวัตรผู้เข้มแข็งค่อยๆ ไหลรินเมื่อได้รู้ความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาไม่เคยรู้เลยว่าเพื่อนของเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการลืมเลือนเพื่อรักษาความรักที่ไม่มีวันสมหวังมาได้นานขนาดนี้ กวินวางสมุดบันทึกไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากเรือนไม้ไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว
เช้าวันต่อมา หิมะแรกของฤดูกาลโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วเมือง หอจดหมายเหตุแห่งความทรงจำเปิดทำการอย่างเป็นทางการ ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาเพื่อค้นหาความทรงจำที่พวกเขาเคยทำหายไป แต่ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นชายหนุ่มผมสีเทาและหญิงสาวในชุดโบราณที่เดินเคียงคู่กันหายไปในม่านหมอกสีขาว
ไม่มีใครรู้ว่านักล่าเงาที่หายไปนั้นได้พบกับความสุขที่แท้จริงแล้ว หรือเพียงแค่เป็นวิญญาณอีกดวงที่หลุดเข้าไปในมิติที่ไม่มีใครเข้าถึง สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือเศษกระจกที่แตกละเอียดที่ยังคงสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างงดงาม ราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวของการเสียสละที่ถูกลืมเลือนไปภายใต้กระแสแห่งกาลเวลาที่ไม่มีวันหวนคืน
ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความสงสัยในใจของกวินที่ยังคงเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า หากวันหนึ่งเขาเป็นฝ่ายที่สูญเสียความทรงจำไปบ้าง เขาจะโชคดีเหมือนธัญญ์ที่มีใครสักคนคอยปกป้องและทวงคืนมันกลับมาให้หรือไม่ ในเมืองที่เต็มไปด้วยความลับและความเงียบงันแห่งนี้ เรื่องราวของพรานล่าเงาจะกลายเป็นเพียงตำนานที่ถูกเล่าขานกันต่อไปโดยไม่มีใครเคยรู้ถึงบทสรุปที่แท้จริง
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น