แรงสั่นสะเทือนจากคลื่นใต้น้ำทำให้แผ่นผลึกเกลือในมือของ 'คีริน' แตกเป็นเสี่ยง เขาพยายามประคองเศษเสี้ยวสีขาวขุ่นนั้นไว้แน่นจนคมของมันบาดลึกลงบนฝ่ามือ เลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นหินปูนที่ขาวโพลนตัดกับบรรยากาศมืดมัวของถ้ำริมทะเล ลมหายใจของเขาขาดห้วงเมื่อเสียงคำรามจากใต้พิภพดังขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณว่าช่วงเวลาแห่งน้ำลดกำลังจะหมดลง
คีรินรีบคว้าค้อนหินขนาดเล็กขึ้นมาบรรจงเคาะลงบนผลึกก้อนใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงก้อนเดียวในถ้ำแห่งนี้ เขาต้องแกะสลักรูปเหมือนของคนรักให้เสร็จก่อนที่แสงจันทร์จะลับขอบฟ้า มิฉะนั้นจิตวิญญาณของนางจะถูกกลืนกินไปพร้อมกับกระแสน้ำที่กำลังตีตัวขึ้นสูง มือของเขาเปียกชื้นด้วยเหงื่อและไอเกลือที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศจนแสบตาไปหมด
เขายังคงตอกสกัดอย่างใจจดใจจ่อ แม้ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ฝ่ามือจะเริ่มลุกลามจนทำให้มือสั่นไหว แต่เขาก็ไม่อาจหยุดพักได้เลย ในยามนี้เขารู้ดีว่าหากผลึกนี้ไม่สมบูรณ์ ทุกความทรงจำที่เขามีต่อคนรักจะถูกลบเลือนไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นจริงบนเกาะแห่งนี้ เสียงคลื่นสาดกระทบหน้าผาข้างนอกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นจนหินงอกภายในถ้ำสั่นสะเทือนตามจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว
"รอก่อนนะ 'นรี' ข้ากำลังจะทำสำเร็จแล้ว" คีรินพึมพำกับความว่างเปล่าขณะที่สายตาเพ่งมองรายละเอียดบนรูปสลักที่เริ่มเห็นเป็นเค้าโครงใบหน้าเรียวสวยของหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืนทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน แต่เขาก็ฝืนลืมตาและกัดฟันสู้กับความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำ คีรินมองเห็นเพียงประกายสะท้อนจากผลึกเกลือที่ล้อกับแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะมอดดับลงทุกที เขาหยิบพู่กันขนสัตว์จุ่มลงในน้ำมันหอมระเหยแล้วบรรจงปัดฝุ่นเกลือออกจากดวงตาของรูปสลักนั้นราวกับเขากำลังปลุกให้คนรักตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราที่ยาวนานเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะทนไหว เขาจำได้ดีว่าวันแรกที่นรีเริ่มเลือนหายไปจากชีวิตของเขาคือวันที่นางสัมผัสกับน้ำทะเลสีครามที่แสนสวยงามแต่น่ากลัวนั่นเอง
คีรินเป็นนักแกะสลักผลึกเกลือผู้โดดเดี่ยวบนเกาะแห่งนี้ เขาใช้ชีวิตเพียงลำพังมานานนับปีเพื่อรวบรวมเศษผลึกเกลือที่ตกค้างจากยุคบรรพกาลมาสรรค์สร้างเป็นรูปแทนใจของผู้ที่ถูกทะเลสาป แต่การทำเช่นนี้มีราคาสูงลิบลิ่ว เพราะทุกครั้งที่เขาแกะสลักเสร็จ เขามักจะสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองไปบางส่วนเพื่อแลกกับความทรงจำที่เขาพยายามรักษาไว้ให้คนอื่น
เขามองดูรูปสลักที่ค่อยๆ เผยความงามออกมาแม้จะอยู่ในสภาพของผลึกหยาบๆ "ข้าอาจจะลืมว่าข้าชื่ออะไร แต่นรี... เจ้าต้องจำข้าให้ได้นะ" เขาพูดเสียงสั่นขณะที่มือเริ่มไร้เรี่ยวแรง การสูญเสียตัวตนเป็นสิ่งที่เขายอมรับได้หากนั่นหมายถึงการที่เขายังมีโอกาสได้เห็นนรีเดินเล่นอยู่บนหาดทรายขาวสะอาดแห่งนี้อีกครั้งแม้เพียงแค่ในรูปสลักที่ไร้ชีวิตก็ตาม
คนบนเกาะมักจะเรียกเขาว่าชายผู้บ้าคลั่ง แต่สำหรับคีริน ความบ้าคลั่งเป็นเพียงคำนิยามของคนที่ไม่เคยรู้จักความรักที่แท้จริง เขาจำได้ว่านรีเคยบอกเขาก่อนที่นางจะหายตัวไปในวันนั้นว่า ทะเลคือผู้พรากความทรงจำ แต่ความรักคือผู้สร้างความหวัง เขาจึงยึดมั่นในคำพูดนั้นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าร่างกายของเขาจะเริ่มทรุดโทรมจากการตรากตรำทำงานหนักในถ้ำที่อับชื้นนี้ก็ตาม
ความขัดแย้งภายในใจเริ่มปะทุขึ้นเมื่อเขารู้สึกได้ถึงเสียงกระซิบจากเกลือใต้เท้า 'เจ้ากำลังทำลายอนาคตของเจ้าเพื่อคนตาย' เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเขาจนคีรินต้องกุมขมับไว้แน่น เขาไม่ได้ต้องการอนาคตที่ไม่มีนรี เขาต้องการเพียงแค่ความอบอุ่นที่เขาเคยได้รับจากฝ่ามือของนางเมื่อครั้งที่พวกเขายังนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันที่ชายฝั่งแห่งนี้
เขาเริ่มลงมือแกะสลักส่วนที่เป็นรอยยิ้มของนรีด้วยความบรรจง มือที่สั่นไหวของเขาค่อยๆ เคลื่อนผ่านเส้นโค้งที่สวยงามบนผลึกเกลือ ทุกครั้งที่สกัดลงไปเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของนางลอยมากับสายลมในถ้ำ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างประหลาดเมื่อไอเย็นเยือกเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในถ้ำ จนหยดน้ำจากเพดานหินกลายเป็นน้ำแข็งเกาะอยู่ตามผนังหินรอบตัวเขา
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อผลึกก้อนใหญ่ที่เขาแกะสลักเกิดรอยร้าวกลางคัน คีรินตกใจจนทำค้อนร่วงหล่นลงพื้นหินเสียงดังสนั่น เขาพยายามเอามืออุดรอยร้าวนั้นไว้ด้วยความหวาดกลัวว่ารูปสลักจะพังทลายลง หากมันแตกสลายตอนนี้ ความทรงจำสุดท้ายของนรีจะหายไปตลอดกาล เขาจึงรีบนำน้ำมันหอมระเหยทาลงไปบนรอยร้าวนั้นเพื่อเชื่อมมันเข้าด้วยกันอีกครั้ง ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่ทำให้หัวใจเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นตามมาติดๆ เมื่อตะเกียงน้ำมันของเขาดับลงสนิททิ้งให้เขาอยู่ในความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง คีรินพยายามควานหาไม้ขีดไฟในกระเป๋าเสื้อด้วยความทุลักทุเล แต่ลมพัดแรงจากทางเข้าถ้ำกลับพัดเอาเถ้าถ่านฟุ้งกระจายจนเขามองไม่เห็นอะไรเลย เขาต้องใช้สัมผัสจากปลายนิ้วในการคลำหาตำแหน่งของรูปสลักที่เขาแกะสลักมาตลอดวัน ความกลัวเริ่มครอบงำจิตใจจนเขาเกือบจะถอดใจ
ในตอนนั้นเองที่เหตุการณ์ที่สามเกิดขึ้น เมื่อมือของเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากรูปสลักเกลือ มันไม่ใช่ความเย็นเยือกอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับอุ่นเหมือนผิวมนุษย์จริงๆ คีรินใจชื้นขึ้นมาทันทีและรีบจุดตะเกียงขึ้นอีกครั้งด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น แสงไฟสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่เริ่มสมบูรณ์ของนรีที่ดูราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ในตอนนั้นเองที่เขาตระหนักว่าเขาอาจจะทำสำเร็จแล้วจริงๆ
เขาใช้เวลาที่เหลืออยู่เก็บรายละเอียดสุดท้ายรอบๆ ดวงตาของรูปสลักเพื่อให้ดูมีชีวิตชีวาที่สุดเท่าที่จะทำได้ คีรินบรรจงแกะสลักรอยย่นเล็กๆ ที่มุมตาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนรีเวลาที่นางยิ้มอย่างมีความสุข เขารู้สึกเหมือนมีแรงเฮือกสุดท้ายผลักดันให้เขาทำสิ่งนี้จนเสร็จสมบูรณ์ แม้ร่างของเขาจะอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้วก็ตาม เขาทรุดตัวลงนั่งข้างรูปสลักที่เสร็จสมบูรณ์ด้วยความภาคภูมิใจ
ความเงียบเข้าปกคลุมถ้ำอีกครั้งหลังจากเสียงลมพายุสงบลง คีรินจ้องมองผลงานของเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความอาลัย เขาเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูก แต่เมื่อเขามองหน้านรีที่ทำจากผลึกเกลือ เขากลับยิ้มออกมาได้แม้ในวินาทีที่เขารู้สึกว่าความทรงจำเกี่ยวกับชื่อของตัวเองเริ่มจางหายไปจากสมองอย่างช้าๆ
ในจุดพีคของเรื่อง คีรินลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดและกอดรูปสลักนั้นไว้แนบอก ผลึกเกลือเย็นเยียบปะทะกับร่างกายที่ร้อนผ่าวจากความไข้ ในขณะนั้นเขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว แสงสว่างสีทองส่องประกายออกมาจากรูปสลักของนรีจนทั่วทั้งถ้ำสว่างไสวราวกับอยู่ในแดนสวรรค์ พลังงานบางอย่างที่มหาศาลกำลังไหลผ่านมือของเขาเข้าสู่รูปสลักนั้นเพื่อมอบชีวิตให้กับสิ่งที่เขาสร้างขึ้น
ร่างของคีรินเริ่มโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รูปสลักเกลือเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นเนื้อหนังมังสาที่นุ่มนวลและอบอุ่น นี่คือราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อแลกกับการนำนรีกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้ง เขายอมสละตัวตนเพื่อรักษาความรักของเขาไว้ แม้ว่าตัวเขาจะต้องหายสาบสูญไปในเกลือที่เค็มปร่านี้ตลอดกาลก็ตาม เขากอดร่างนั้นไว้แน่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไป
เมื่อทุกอย่างสงบลง นรีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในความมืดที่เย็นเยือกของถ้ำ นางมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงงก่อนจะพบกับร่างของนักแกะสลักที่นอนแน่นิ่งอยู่เคียงข้างนาง แต่น่าแปลกที่นางกลับจำไม่ได้เลยว่าชายผู้นี้คือใครและทำไมเขาถึงได้กอดนางไว้ด้วยความรักขนาดนั้น นางเพียงแค่รู้สึกถึงความอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่ในอากาศที่นางไม่เข้าใจว่ามันมาจากไหน
นรีลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าและเดินออกไปจากถ้ำสู่แสงสว่างของวันใหม่ที่ชายฝั่ง นางทิ้งร่างของคีรินไว้เบื้องหลังโดยไม่หันกลับไปมอง ทิ้งไว้เพียงผลึกเกลือที่แตกสลายอยู่บนพื้นถ้ำที่ไม่มีใครจำได้ว่ามันเคยมีความหมายเพียงใด ความทรงจำของคนบนเกาะแห่งนี้ช่างเปราะบางและไร้ค่าเมื่อเทียบกับกาลเวลาที่พัดผ่านไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
บนชายหาดนั้น นรียืนมองทะเลสีครามด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าราวกับลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญที่สุดไป แต่นางก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ความรักที่คีรินทุ่มเทให้จนตัวตายถูกฝังไว้ในถ้ำมืดมิดที่ไม่มีใครเข้าไปเหยียบย่างอีกเลยนับแต่นั้นมา ทิ้งไว้เพียงตำนานของชายผู้แกะสลักเกลือที่ไม่มีใครจดจำชื่อได้อีกต่อไป
รอยสลักที่เคยงดงามถูกกัดเซาะด้วยน้ำทะเลจนเลือนหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงเกลือเม็ดเล็กๆ ที่กองรวมกันอยู่หน้าถ้ำ คีรินหายไปแล้วและนรีก็เดินหน้าต่อไปในโลกที่ไร้เงาของคนรัก ทิ้งไว้เพียงเสียงคลื่นที่ซัดสาดกระทบฝั่งเป็นการบอกลาครั้งสุดท้ายของชายผู้ที่มอบทุกอย่างเพื่อความทรงจำที่ไม่มีวันบรรจบกันอีกครั้ง
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น