ในเมืองแห่งอุตสาหกรรมที่ถูกห้อมล้อมด้วยหมอกควันสีคราม อลิคยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากของเครื่องจักรกลไกที่หยุดทำงานไปนานนับร้อยปี ผิวหนังของเขาสากระคายจากการสัมผัสกับไอระเหยของน้ำมันเครื่องและฝุ่นละอองที่เกาะตัวหนาเป็นชั้น ในมือของเขาถือประแจเหล็กขึ้นสนิมที่ทำหน้าที่เป็นดั่งอวัยวะชิ้นที่สาม ซึ่งเขามักจะใช้มันเคาะกับท่อเหล็กเพื่อสร้างจังหวะชีวิตให้แก่โลกที่เงียบงันนี้
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องผ่านรอยแยกของหลังคาโกดังเก่า เกิดเป็นลำแสงสีทองหม่นที่ตกกระทบลงบนกองเศษเหล็กที่กระจัดกระจายไปทั่วห้องทำงาน อลิคถอนหายใจยาว เสียงลมหายใจของเขาสะท้อนก้องในความเงียบราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ เขาจ้องมองไปยังผนังด้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยภาพร่างของฟันเฟืองและแผนผังมิติที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะทำความเข้าใจได้
กลิ่นอับชื้นของโลหะผสมกับกลิ่นไหม้จางๆ ของสายไฟที่เสื่อมสภาพทำให้บรรยากาศภายในห้องดูหนักอึ้ง อลิคหยิบแว่นขยายตัวเก่ามาสวมทับดวงตาที่เหนื่อยล้า เขาไม่ได้มองหาเพียงแค่กลไกที่ชำรุด แต่เขากำลังมองหาร่องรอยของรอยแยกที่แทรกตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างอะตอมของอากาศ ซึ่งสำหรับเขาแล้วมันคือความงามที่น่าหวาดกลัวที่สุดในจักรวาลนี้
เสียงฝีเท้าเบาหวิวเหยียบลงบนพื้นเหล็กดังกังวานขึ้น อลิคไม่ได้หันกลับไปทันที เขารู้ดีว่าใครคือผู้มาเยือนคนเดียวที่กล้าก้าวเข้ามาในอาณาจักรแห่งความเสื่อมโทรมนี้ เธอคือเอลิน่า หญิงสาวผู้มีดวงตาสีเทาหม่นเหมือนกับท้องฟ้าก่อนพายุเข้า เธอไม่ได้เอ่ยคำทักทายใดๆ เพียงแค่ยืนนิ่งเฉยในจุดที่แสงสว่างส่องไม่ถึง
บรรยากาศรอบตัวเอลิน่ามักจะเย็นเยียบเสมอ ราวกับว่าเธอพกพาเอาฤดูหนาวที่ไร้กาลเวลาติดตัวไปด้วยตลอดเวลา อลิควางประแจลงบนโต๊ะด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขามักจะตั้งอยู่บนเส้นขนาน แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆ เพียงแค่ความเงียบก็สามารถเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดที่เธอแบกรับไว้ได้มากกว่าคำพูดใดๆ
คุณกลับมาอีกแล้วนะ เอลิน่า อลิคกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบขณะที่เขาหันตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเธอ มือที่สั่นเทาเล็กน้อยของเขาพยายามจัดระเบียบเศษอะไหล่ชิ้นเล็กๆ บนโต๊ะเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ต้องสบตากับผู้หญิงคนนี้ เขาไม่เคยถามว่าเธอเป็นใครหรือมาจากไหน เพราะเขารู้ดีว่าในโลกที่ทุกอย่างพังทลาย ความอยากรู้อยากเห็นอาจเป็นเรื่องอันตรายที่สุด
ฉันแค่ต้องการให้คุณช่วยดูนาฬิกาทรายนี่อีกครั้ง เอลิน่าพูดเสียงเรียบขณะที่เธอยื่นวัตถุแก้วใสที่บรรจุทรายสีดำสนิทไว้ภายใน มือของเธอขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดฝาดจางๆ อลิครับมาถือไว้ ความเย็นจากแก้วส่งผ่านไปยังฝ่ามือของเขาอย่างรุนแรงจนเขาต้องกุมมันไว้แน่นเพื่อไม่ให้มันร่วงหล่นลงพื้น
ทรายพวกนี้ไม่ควรไหลย้อนกลับ อลิคพึมพำขณะส่องแว่นขยายดูการเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติภายในแก้ว เขาเห็นเม็ดทรายสีดำขยับขึ้นข้างบนอย่างช้าๆ ราวกับกฎของแรงโน้มถ่วงไม่มีความหมายกับมันอีกต่อไป นี่ไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกาทราย แต่มันคือเครื่องบ่งชี้รอยแยกของมิติที่กำลังขยายตัวและกินพื้นที่ความทรงจำของผู้คนไปทีละส่วน
ถ้าฉันปล่อยให้มันไหลไปจนหมด ความทรงจำของฉันจะหายไปทั้งหมดใช่ไหม เอลิน่าถามคำถามที่อลิคกลัวที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของเธอในตอนนี้ดูว่างเปล่าและหม่นแสงลงมากกว่าเดิม เหมือนกับแสงเทียนที่กำลังจะดับลงในกระแสลมแรง ความเปราะบางของเธอกำลังทำให้ใจของวิศวกรผู้เย็นชาเริ่มสั่นคลอนอย่างควบคุมไม่ได้
ผมจะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้ให้คุณ อลิคตอบด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่นแม้ว่าลึกๆ ในใจเขาจะรู้ดีว่าการซ่อมแซมสิ่งที่พังทลายไปแล้วด้วยกาลเวลานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เขาเริ่มหยิบอุปกรณ์เชื่อมโลหะขึ้นมา ประกายไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นในความมืด พร้อมกับกลิ่นโอโซนที่อบอวลไปทั่วห้อง
การทำงานในห้องที่เต็มไปด้วยก๊าซพิษและรอยแยกมิติไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครทั้งสิ้น อลิคต้องใช้สมาธิอย่างสูงสุดเพื่อควบคุมกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านแผ่นแก้วโดยไม่ทำให้มันแตกละเอียด เขาต้องเป็นดั่งศิลปินผู้ควบคุมจังหวะหัวใจของเครื่องจักร พร้อมกับเป็นหมอผ่าตัดที่กำลังเยียวยารอยร้าวในจิตวิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งไปพร้อมๆ กัน
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้โกดัง เสียงเหล็กเสียดสีกันดังกึกก้องราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากหลับไหล อลิคคว้าตัวเอลิน่าไว้เพื่อไม่ให้เธอล้มลง แรงเหวี่ยงทำให้ชั้นวางของล้มลงมา เศษเหล็กนับร้อยกระจัดกระจายไปทั่วพื้น แต่เขากลับไม่ปล่อยมือจากนาฬิกาทรายที่เขากำลังพยายามเชื่อมรอยร้าวให้สนิท
นี่มันเกิดอะไรขึ้น อลิคตะโกนผ่านเสียงคำรามของโครงสร้างอาคารที่กำลังบิดเบี้ยว เอลิน่าไม่ตอบ เธอเพียงแค่มองดูทรายในนาฬิกาที่เริ่มเปลี่ยนสีจากดำสนิทกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับว่าเธอกำลังเห็นภาพอนาคตที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
เหตุการณ์ที่สองเริ่มต้นขึ้นเมื่อแสงสีน้ำเงินประหลาดเริ่มพุ่งออกมาจากนาฬิกาทราย มันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ สร้างวงแหวนแห่งมิติที่ดึงดูดทุกสิ่งรอบข้างเข้าหาจุดศูนย์กลาง อลิคพยายามรั้งตัวเอลิน่าไว้ แต่แรงดึงดูดนั้นมหาศาลเกินกว่าร่างกายของมนุษย์จะต้านทานได้ เขารู้สึกเหมือนผิวหนังของตัวเองกำลังถูกฉีกกระชากออกจากกาลเวลา
ปล่อยมือฉันเถอะ เอลิน่ากระซิบ เสียงของเธอเบาหวิวราวกับมาจากที่ไกลแสนไกล เธอพยายามแกะมือของเขาออกด้วยแรงอันน้อยนิด แต่เขากลับกุมมือเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม ความร้อนจากอุปกรณ์เชื่อมโลหะในมือเขายังคงลุกโชนอยู่ในอากาศ และเขาก็ตัดสินใจใช้มันตัดผ่านวงแหวนมิตินั้นด้วยความบ้าคลั่งและความหวังที่หลงเหลืออยู่
เหตุการณ์ที่สามคือความเงียบที่เข้าจู่โจมอย่างกะทันหัน อุปกรณ์เชื่อมในมือของเขาระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แสงสีน้ำเงินดับวูบลงทิ้งให้ห้องเหลือเพียงความมืดมิดและกลิ่นไหม้ที่ฉุนกึก อลิคหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขายังคงกอดเอลิน่าไว้ในอ้อมแขน ทั้งคู่ล้มลงไปกองอยู่บนพื้นเหล็กที่เย็นเฉียบ ท่ามกลางซากปรักหักพังที่นิ่งสนิทไร้การเคลื่อนไหว
เอลิน่าค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสีขาวนวลเริ่มจางหายไปจากนาฬิกาทราย เหลือเพียงแก้วที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งผงทรายใดๆ อลิคมองดูผลงานของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความสำเร็จและความสูญเสีย เขาทำสำเร็จในการหยุดยั้งรอยแยก แต่ดูเหมือนว่าเขาได้ทำลายความทรงจำที่เหลืออยู่ของเธอไปพร้อมกันด้วย
คุณยังจำฉันได้ไหม อลิคถามด้วยเสียงแหบพร่า เอลิน่าเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาสีเทาหม่นของเธอกลับมามีความสดใสขึ้นเล็กน้อย แต่ทว่ามันกลับว่างเปล่าจากอดีตที่เคยมี เธอเอียงคอเล็กน้อยราวกับกำลังค้นหาเศษเสี้ยวของบางอย่างที่หายไปจากส่วนลึกของสมอง
ฉันจำชื่อของตัวเองไม่ได้ แต่ฉันจำความอบอุ่นของคุณได้ เอลิน่าตอบพร้อมกับยิ้มจางๆ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของอลิคเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ แต่มันไม่ใช่ความรักที่สมบูรณ์แบบ มันคือความโหยหาในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่จากการซ่อมแซมรอยแยกที่ผิดพลาด
ความขัดแย้งในใจของอลิคพุ่งถึงจุดสูงสุดเมื่อเขารู้ตัวว่า เอลิน่าในตอนนี้ไม่ใช่เอลิน่าที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป เธอเปรียบเสมือนหุ่นยนต์ที่มีชีวิตแต่ไร้ประวัติศาสตร์ เขาสามารถสร้างทฤษฎีใหม่เพื่อเติมเต็มความทรงจำให้เธอได้ แต่นั่นจะกลายเป็นการหลอกลวงที่น่ารังเกียจที่สุด หรือเขาจะปล่อยให้เธอเป็นกระดาษเปล่าที่พร้อมจะเขียนเรื่องราวใหม่ไปกับเขาในโลกที่กำลังจะแตกสลายนี้
เขาลุกขึ้นยืนและช่วยพยุงเธอขึ้นมา ท่ามกลางหมอกควันที่เริ่มจางหายไปจนมองเห็นดวงดาวที่ไร้แสงสว่างบนท้องฟ้าเบื้องบน ความเงียบงันของเมืองกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ได้รู้สึกน่ากลัวเหมือนก่อนหน้า เพราะเขารู้สึกถึงชีพจรที่เต้นสม่ำเสมอของเธอที่แนบชิดกับต้นแขนของเขา
เราต้องไปจากที่นี่ อลิคบอกขณะก้าวเดินไปข้างหน้าโดยมีเอลิน่าเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ พวกเขาเดินผ่านซากปรักหักพังของเมืองที่ล่มสลายไปสู่ขอบฟ้าที่ไม่มีจุดจบ ทุกย่างก้าวคือการทดสอบว่าความทรงจำที่หายไปจะหวนกลับมา หรือพวกเขาจะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากเศษซากของจักรกลที่พังทลาย
เอลิน่าหยุดเดินและหันกลับไปมองนาฬิกาทรายแก้วที่ตกอยู่บนพื้น อลิคหยุดตามและมองดูมันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขาตัดสินใจทิ้งมันไว้เบื้องหลัง เพราะนาฬิกาที่หยุดหมุนนั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับไปมองอดีตที่แตกสลาย
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาสะท้อนกับใบหน้าของทั้งสอง ราวกับจะเป็นพยานให้กับการเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่มีใครรู้จุดหมายปลายทาง อลิคกำมือของเธอแน่นขึ้นอีกครั้ง ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวหนังเป็นสิ่งเดียวที่เขายึดเหนี่ยวไว้ได้ในจักรวาลที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และเวลาที่หยุดนิ่ง
พวกเขาเดินหายเข้าไปในเงามืดของอาคารที่สูงตระหง่าน ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนพื้นฝุ่นที่ค่อยๆ ถูกลมพัดจนเลือนหายไป ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน ทิ้งให้ความทรงจำกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในบทกวีที่ไม่มีวันจบสิ้น และวิศวกรผู้ซ่อมแซมรอยแยกก็กลายเป็นเพียงตำนานในเมืองที่เวลาหยุดหมุนไปตลอดกาล
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น