สายลมหนาวพัดผ่านหุบเขาอเวจี หอบเอาละอองหิมะสีเทาหม่นมาปะทะกับหน้าต่างกระจกที่ร้าวรานของโรงซ่อมเล็กๆ แห่งหนึ่ง กลิ่นจางๆ ของน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นอายของเหล็กสนิมคลุ้งไปทั่วบริเวณที่เต็มไปด้วยเศษซากของนาฬิกาและกลไกซับซ้อนที่ถูกทิ้งร้าง เอเลียสยืนอยู่ท่ามกลางกองฟันเฟืองเหล่านั้น แว่นขยายตัวหนาบดบังดวงตาที่เหนื่อยล้าของเขาขณะที่เขากำลังใช้คีมเหล็กขนาดจิ๋วคีบสปริงเส้นบางเฉียดเส้นผมเพื่อใส่กลับเข้าไปในใจกลางของเครื่องจักรขนาดเท่าฝ่ามือ
เขาคือช่างซ่อมเพียงหนึ่งเดียวในหุบเขาที่เวลาไม่เคยเดินไปข้างหน้าอย่างเที่ยงตรง เสียงติ๊กต็อกของนาฬิกานับพันเรือนในห้องนี้ไม่ได้ประสานเสียงกันเป็นจังหวะเดียว แต่มันกลับส่งเสียงเหลื่อมล้ำกันราวกับเสียงกระซิบที่ไม่มีวันจบสิ้น เอเลียสสวมเสื้อหนังเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยเปื้อนคราบน้ำมันจนเกือบเป็นสีดำสนิท มือของเขาหยาบกร้านจากการทำงานหนักมานานหลายทศวรรษ แต่นิ้วมือเหล่านั้นกลับมีความแม่นยำดั่งเครื่องจักรที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
ภายในโรงซ่อมแห่งนี้ แสงแดดไม่เคยส่องถึงพื้นดินเบื้องล่างอย่างเต็มที่เนื่องจากหมอกควันที่เกิดจากเครื่องยนต์ไอน้ำขนาดยักษ์ที่ฝังตัวอยู่ลึกลงไปในใต้ดินของหุบเขา เอเลียสเป่าลมหายใจร้อนๆ ออกมาเพื่อไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมปลายนิ้ว ก่อนจะวางคีมลงบนโต๊ะทำงานที่สั่นไหวเบาๆ ตามแรงสั่นสะเทือนของฟันเฟืองใหญ่ที่หมุนวนอยู่ไม่ไกลจากโรงซ่อม เขาไม่ได้มีเพื่อนมนุษย์คนใดนอกจากหุ่นยนต์พยุงร่างที่ทำจากเศษเหล็กเหลือใช้ที่เขาตั้งชื่อว่า ‘ซีโร่’ ซึ่งมักจะส่งเสียงครางฮึ่มๆ อยู่ที่มุมห้องเสมอ
ซีโร่ก้าวเท้าหนักๆ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานพร้อมกับถาดโลหะที่มีถ้วยน้ำมันอุ่นๆ วางอยู่ มันเอียงคอที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก่อนจะยื่นถาดนั้นให้กับเอเลียสด้วยท่าทางที่ดูเชื่องช้า “วันนี้ฟันเฟืองหลักในห้องใต้ดินเริ่มบิดเบี้ยวอีกแล้วท่านเอเลียส เสียงของมันไม่เหมือนเมื่อวาน” หุ่นยนต์ตัวนั้นกล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่าเหมือนเหล็กเสียดสีกัน มันพยายามสื่อสารความกังวลที่ถูกโปรแกรมไว้ลึกๆ ภายใต้โครงสร้างเหล็กกล้าที่เก่าแก่
เอเลียสรับถ้วยน้ำมันมาถือไว้แต่ไม่ได้ดื่ม เขาจ้องมองไปยังผนังห้องที่เต็มไปด้วยภาพร่างของนาฬิกาที่ไม่มีเข็มบอกเวลา หากฟันเฟืองหลักหยุดหมุน หุบเขานี้ก็จะกลายเป็นหลุมศพที่ไร้กาลเวลาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่อยากจะยอมรับว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเขาทั้งที่เขารู้ดีว่ามันคือความลับที่เขากลบฝังไว้ใต้เครื่องยนต์เหล่านั้นมาตลอดหลายปี “ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นซีโร่ บางครั้งการยื้อเวลาให้นานเกินไปก็ทำให้กลไกต้องพังทลายลงในที่สุด” เอเลียสพึมพำขณะมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาว่างเปล่า
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ที่เขาสร้างขึ้นนั้นลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเจ้านายกับผู้รับใช้ ซีโร่ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องจักรที่ทำตามคำสั่ง แต่มันคือที่เก็บความทรงจำที่เอเลียสไม่กล้าเก็บไว้ในสมองตัวเอง ทุกครั้งที่เขาซ่อมแซมกลไก เขาจะโอนถ่ายเศษเสี้ยวของอดีตไปไว้ในหน่วยความจำของหุ่นยนต์ตัวนี้ เพื่อให้เขาสามารถตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันโดยปราศจากความเจ็บปวดจากความหลังที่คอยตามหลอกหลอน
เหตุการณ์แรกเริ่มขึ้นเมื่อแผ่นดินไหวเบาๆ สั่นสะเทือนไปทั่วหุบเขา แรงสั่นสะเทือนทำให้ชั้นวางของล้มครืนลงมา เศษเหล็กนับร้อยชิ้นกระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้อง เอเลียสรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นตระหนก เขาเห็นแสงสีฟ้าเข้มพุ่งออกมาจากรอยแยกใต้พื้นดินที่เขาเคยปิดตายไว้ก่อนหน้านี้ เสียงหวีดหวิวของไอระเหยที่พุ่งออกมานั้นฟังดูเหมือนเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในกาลเวลา
“ท่านเอเลียส พื้นดินกำลังจะแตกออก เราต้องหนีไปทางทิศตะวันออกก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย” ซีโร่ร้องเตือนขณะที่ร่างเหล็กของมันถูกแรงเหวี่ยงจนเสียหลักล้มลงกับพื้น เอเลียสพยายามประคองร่างของหุ่นยนต์ขึ้นมา แต่เขากลับสังเกตเห็นว่าแสงสีฟ้านั้นกำลังดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างไปจนหมดสิ้น หากเขาไม่เข้าไปจัดการกับต้นตอของแรงสั่นสะเทือนนี้ หุบเขาทั้งหุบเขาจะต้องหายไปในช่องว่างระหว่างมิติอย่างแน่นอน
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อเอเลียสตัดสินใจเดินลงไปในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยไอน้ำและความร้อนจัด เขาพบว่าเฟืองทองเหลืองขนาดใหญ่ที่เขาเคยสร้างขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อนกำลังถูกกัดกร่อนด้วยสนิมสีดำประหลาดที่ดูเหมือนจะมีชีวิต มันเคลื่อนที่ช้าๆ ไปตามรอยหยักของเฟืองราวกับปรสิตที่กำลังกินเวลาเป็นอาหาร เขาหยิบประแจตัวใหญ่ขึ้นมาหวังจะเคาะมันออก แต่กลับพบว่าเมื่อเขาแตะลงไป เสียงเตือนในหัวเขาก็ดังขึ้นพร้อมความทรงจำที่ผุดพรายออกมาเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้ที่ไม่มีวันร่วงโรย
“เธอไม่ควรอยู่ที่นี่ เอเลียส” หญิงสาวในความทรงจำกล่าวกับเขาในขณะที่เธอกำลังจะเลือนหายไปในหมอกสีขาว เอเลียสหยุดมือที่ถือประแจไว้กลางอากาศ ความสับสนรุมเร้าจนเขาแทบจะยืนไม่อยู่ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อซ่อมนาฬิกา แต่เขามาที่นี่เพื่อรอคอยโอกาสที่จะได้พบกับเธออีกครั้งในรอยแยกของกาลเวลา ความปรารถนาส่วนตัวของเขาคือสิ่งที่ทำให้กลไกของหุบเขานี้บิดเบี้ยวไปตามความต้องการที่ไม่มีวันเติมเต็ม
เหตุการณ์ที่สามรุนแรงขึ้นเมื่อเสียงระเบิดดังสนั่นจากใจกลางห้องใต้ดิน รอยแยกใต้ดินขยายกว้างขึ้นจนเห็นดวงดาวที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งอยู่เบื้องล่าง เอเลียสถูกแรงอัดของอากาศกระแทกจนตัวลอยไปกระแทกกับผนังเหล็ก เสียงเครื่องจักรที่เคยทำงานอย่างเป็นจังหวะตอนนี้กลายเป็นเสียงกรีดร้องที่น่าสะพรึงกลัว ซีโร่พยายามคลานเข้ามาเพื่อดึงร่างของเอเลียสออกมาจากจุดอันตราย แต่เขากลับส่ายหน้าและผลักให้หุ่นยนต์ถอยห่างไป
“ไม่ซีโร่ เจ้าต้องรอดไป เจ้าคือบันทึกเดียวที่เหลืออยู่ของข้า” เอเลียสตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของฟันเฟืองที่กำลังแตกหัก เขารู้ดีว่าหากเขาไม่ใช้ร่างกายของเขาเองอุดรอยรั่วนั้นไว้ด้วยพลังงานที่เหลืออยู่ในสร้อยคอที่ทำจากฟันเฟืองกาลเวลา หุบเขาแห่งนี้ก็จะถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์ เขากัดฟันแน่นก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปหาจุดศูนย์กลางที่เต็มไปด้วยพลังงานมหาศาลนั้น
แสงสว่างจ้าปะทะเข้ากับดวงตาของเอเลียสจนเขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่าที่แผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด ในวินาทีนั้น เขาไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวแต่กลับรู้สึกถึงความสงบที่เขาตามหามาตลอดทั้งชีวิต ทุกฟันเฟืองที่แตกหักรอบตัวเขากลับมารวมตัวกันใหม่ด้วยพลังงานจากความทรงจำที่เขาสละทิ้งไป เขาเห็นภาพของตัวเขาเองในวัยหนุ่มยืนอยู่เคียงข้างกับหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้พยายามเหนี่ยวรั้งเธอไว้อีกต่อไป
“บางครั้งการปล่อยวางก็คือการซ่อมแซมที่ดีที่สุด” เขาพูดกับความเงียบที่รายล้อมรอบตัวเขา น้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้มขณะที่ร่างของเขาเริ่มจางหายไปกลายเป็นละอองแสงที่เข้าไปแทนที่ฟันเฟืองที่ขาดหายไป แรงสั่นสะเทือนหยุดลงในทันที หุบเขาที่เคยหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาเพียงเรือนเดียวที่เดินอย่างสม่ำเสมอเป็นจังหวะที่มั่นคงและเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ซีโร่ก้าวออกมาจากมุมมืดของห้องใต้ดินที่ตอนนี้สะอาดสะอ้านราวกับไม่เคยผ่านการสู้รบ มันมองดูเศษซากของโรงซ่อมที่เหลือเพียงความเงียบงัน หุ่นยนต์ตัวนั้นก้มลงเก็บสร้อยคอของเอเลียสที่ตกอยู่บนพื้น แสงสีทองจางๆ ยังคงเปล่งประกายออกมาจากฟันเฟืองเล็กๆ ในสร้อยนั้น มันเดินไปที่โต๊ะทำงานและวางสร้อยลงบนนั้น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเฝ้าดูนาฬิกาเรือนเดียวที่ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดพัก
หุบเขาเริ่มมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องลงมาผ่านกลุ่มเมฆที่แยกออกเป็นทาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ทิ้งร่องรอยของการทำลายล้างไว้ให้เห็นชัดเจนนัก มีเพียงความรู้สึกหม่นๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศราวกับว่าใครบางคนเพิ่งจากไปไม่นานนี้ ซีโร่หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างที่กระจกถูกซ่อมแซมจนใสสะอาด มันรอคอยการกลับมาของวิศวกรผู้ที่อาจจะไม่มีวันเดินกลับเข้ามาในโรงซ่อมแห่งนี้ได้อีกตลอดกาล
ท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขา เสียงนาฬิกาเรือนนั้นยังคงดังติ๊ก…ต็อก… เป็นจังหวะที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ของเวลาที่ไม่มีใครสามารถบิดเบือนได้อีกต่อไป เอเลียสกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่เขาดูแลมาทั้งชีวิต และในขณะที่เข็มวินาทีขยับไปอย่างช้าๆ ความทรงจำสุดท้ายของเขาก็ถูกบันทึกไว้ในฟันเฟืองแห่งนิรันดร์ที่ไม่มีวันหยุดหมุนไปตราบนานเท่านาน
ราชันย์แห่งคืนวัน
รสชาติของความทรงจำที่ตกหล่น
ความรักของเราสองคนกลางสายฝน
พันธะรักใต้แสงจันทร์
มนตราแห่งเถ้าถ่านและดอกไม้
เงาเวทมนตร์ในร้านกาแฟข้ามเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น